ตรวจพบเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งทำให้เห็นภาพรวมของปฏิบัติการ Exploitation และ Collection ขนาดใหญ่ที่มีเหยื่อจำนวนมาก โดย Artifacts บน Host แสดงให้เห็นว่ามีการฝัง Claude Code และ OpenClaw ไว้ใน Workflow ประจำวันของ Operator เพื่อสนับสนุนการ Troubleshooting, Orchestration และการปรับปรุง Collection Pipeline ปฏิบัติการที่ใช้ AI ช่วยนี้ส่งผลให้แพลตฟอร์มแบบ Modular ชื่อ Bissa Scanner สามารถสร้างกระบวนการที่มีโครงสร้างกว้างขึ้นสำหรับการ Exploit เป้าหมาย, การตรวจสอบผลลัพธ์, การตรวจสอบสิทธิ์การเข้าถึง และการจัดลำดับความสำคัญของสภาพแวดล้อมเหยื่อที่มีมูลค่าสูงสุด (more…)
Bissa Scanner การทำ Mass Exploitation และ Credential Harvesting ที่ขับเคลื่อนด้วย AI
Google Project Zero พาแกะ 3 ฟีเจอร์ใหม่ใน iMessage ของ iOS 14 ลดโอกาสโดน Zero-CLick Exploit ได้
Samuel Groß นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Google Project Zero ได้มีการเผยแพร่งานวิจัยใหม่เกี่ยวกับฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยใน iOS 14 ในส่วนของ iMessage ซึ่งตกเป็นเป้าหมายในการถูกโจมตีแบบ Zero-click อยู่บ่อยครั้ง โดยงานวิจัยนี้เกิดจากการทำ Reverse engineering กับกระบวนการทำงานของ iMessage ในเวลาเพียงแค่ 1 สัปดาห์
สำหรับฟีเจอร์แรกนั้นถูกเรียกว่าเซอร์วิส BlastDoor ซึ่งเป็นส่วนโมดูลใหม่สำหรับประมวลผลข้อมูลไบนารี อาทิ ไฟล์แนบ, ลิงค์และไฟล์รูปข้างใน Sandbox ซึ่งไม่สามารถเชื่อมต่อออกสู่เครือข่ายได้ ผลลัพธ์ของการแยกประมวลผลนี้ทำให้การจัดเรียงกันของหน่วยความจำนั้นแตกต่างออกไปและเพิ่มความเป็นไปได้ยากในการที่จะทำการโจมตีในลักษณะของ Memory corruption
ฟีเจอร์ส่วนที่สองนั้นถูกเรียกว่า Shared cache resliding โดยเป็นการปรับปรุงส่วนของ Shared cache ในหน่วยความจำ ส่วนของ Shared cache เป็นส่วนหนึ่งของหน่วยความจำที่มีการเก็บตำแหน่งของฟังก์ชันของระบบเอาไว้และจะถูกสุ่มภายใต้ฟีเจอร์ ASLR เฉพาะเมื่อมีการบูต เนื่องจากการสุ่มตำแหน่งโดย ASLR ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก การโจมตีในบางเทคนิคสามารถนำไปสู่การระบุหาแอดเดรสใน Shared cache ซึ่งนำไปสู่การข้ามผ่านฟีเจอร์ ASLR ได้ ใน iOS 14 ปัญหาในส่วนนี้ถูกแก้โดยการเพิ่มเงื่อนไขในการสุ่มตำแหน่งของข้อมูลใน Shared cache สำหรับเซอร์วิสใดๆ เมื่อเซอร์วิสเริ่มทำงานแทน ซึ่งทำให้การข้ามผ่านฟีเจอร์ ASLR เป็นไปได้ยากขึ้นหรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย
ฟีเจอร์ส่วนสุดท้ายยังคงอยู่ในแนวทางของการป้องกันการข้ามผ่านฟีเจอร์ ASLR ซึ่งมาในลักษณะของการ Brute force โดยใน iOS 14 นั้นเซอร์วิสอย่าง BlastDoor จะถูกตั้งค่าและควบคุมให้อยู่ในกลไกที่ชื่อ ExponentialThrottling ซึ่งจะทำการหน่วงเวลาของการรีสตาร์ทหากโปรเซสหรือเซอร์วิสมีการแครช ฟีเจอร์ ExponentialThrottling ถูกบังคับใช้เฉพาะกับกลไกที่สำคัญ ดังนั้นผลกระทบของเวลาที่ถูกหน่วงในแต่ละครั้งจะไม่กระทบต่อการใช้งานทั่วไป จากการตรวจสอบโดย Samuel เวลาหน่วงที่มากที่สุดหลังจากมีการแครชและจำนวนเวลาถูกเพิ่มไปเรื่อยๆ นั้นคือ 20 นาที
สำหรับใครที่สนใจทางด้าน Exploitation โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมของ macOS และ iOS สามารถอ่านรายละเอียดจากการ Reverse engineer ได้ที่ : googleprojectzero
ที่มา: zdnet
The OpenVPN post-audit bug bonanza
OpenVPN เป็น Application ชื่อดังในเรื่องการใช้งานและจัดทำ VPN Server ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีคนใช้เยอะก็ยิ่งมีคนสนใจในความปลอดภัยของ OpenVPN ด้วยเช่นกัน เมื่อมีการตรวจสอบพบบว่ามีช่องโหว่สำคัญ 4 ช่องโหว่ด้วยกัน
OpenVPN ได้ถูกนำไปตรวจ source code และ fuzzing (การส่งข้อมูลแปลกๆเข้าไป) ในส่วนต่างๆ พบว่ามีช่องโหว่สำคัญที่เป็นการโจมตีจากระยะไกล 4 ช่องโหว่ด้วยกัน ดังนี้
- Remote server crashes/double-free/memory leaks in certificate processing
- Remote (including MITM) client crash, data leak
- Remote (including MITM) client stack buffer corruption
- Remote server crash (forced assertion failure)
จากที่เห็นจะพบว่าช่องโหว่ส่วนใหญ่จะทำให้ระบบไม่สามารถให้บริการได้ (Denial of Service) อีกทั้งมีช่องโหว่ที่ทำให้เกิด Information Leakage ได้ด้วยเช่นกัน ไม่เพียงเท่านี้ ยังพบช่องโหว่อีกมากมายที่เป็นการทำ Local Exploitation อีกด้วย แต่ทั้งนี้ช่องโหว่ทั้งหมดพบใน version 32bit เท่านั้น ดังนั้นหากใครให้บริการหรือใช้งาน OpenVPN Client ที่เป็น 32bit อยู่ แนะนำให้ update
ที่มา: guidovranken.
