Microsoft เตรียมยุติการใช้งาน Together Mode ใน Teams เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

 

Microsoft ได้ประกาศยกเลิกการใช้งานฟีเจอร์ “Together Mode” ออกจาก Microsoft Teams ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปยังการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และช่วยทำให้การประชุมสะดวกยิ่งขึ้น

การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน 2026 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดำเนินงานของบริษัทที่มุ่งเพิ่มความเสถียร ลดความยุ่งยาก และปรับปรุงคุณภาพวิดีโอในทุกแพลตฟอร์มที่ใช้ในการทำงานร่วมกันให้ดียิ่งขึ้น

ทาง Microsoft ระบุว่า เหตุผลการยุติการใช้งาน Together Mode นั้น มาจากความต้องการที่จะปรับโครงสร้างหน้าต่างการประชุมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และให้ความสำคัญกับการปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานหลักของระบบเป็นอันดับแรก

แม้ว่าในตอนแรก Together Mode จะถูกเปิดตัวขึ้นมาเพื่อจำลองบรรยากาศให้เหมือนนั่งประชุมอยู่ในห้องประชุมเดียวกัน แต่ปัจจุบันความต้องการของผู้ใช้งานได้เปลี่ยนไป ประกอบกับความก้าวหน้าของฟีเจอร์ Gallery view ใน Teams ได้ส่งผลให้ฟีเจอร์นี้มีความจำเป็นลดลง

ปัจจุบัน ฟีเจอร์ Gallery view รูปแบบใหม่สามารถรองรับผู้เข้าร่วมประชุมได้พร้อมกันสูงสุดถึง 49 คน โดยมาพร้อมกับหน้าจอที่ยืดหยุ่น และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมของประสิทธิภาพอุปกรณ์ และสภาพสัญญาณเครือข่ายของผู้ใช้ได้โดยอัตโนมัติ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ช่วยให้ Microsoft สามารถหันไปโฟกัสกับทรัพยากรด้านวิศวกรรมเพื่อยกระดับฟีเจอร์ที่สำคัญ เช่น:

  • ปรับปรุงการแสดงผลวิดีโอ และอัตราเฟรมเรทให้ดียิ่งขึ้น
  • เพิ่มความเสถียรของระบบให้ใช้งานได้ดีในทุกอุปกรณ์ และทุกระบบปฏิบัติการ
  • ฟีเจอร์การประมวลผลวิดีโอขั้นสูง เช่น ระบบเพิ่มความละเอียดภาพ และระบบลดสัญญาณรบกวน

รายละเอียดการยุติให้บริการฟีเจอร์ Together Mode ใน Microsoft Teams

ในการอัปเดตครั้งนี้ จะส่งผลให้องค์ประกอบหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Together Mode ถูกยุติการพัฒนา และยกเลิกไปพร้อมกัน ได้แก่:

  • ลบตัวเลือก Together Mode ออกจากหน้า Interface ของการประชุม
  • ยกเลิกใช้งาน "ฉากจำลอง" (Scenes) ทั้งแบบสำเร็จรูป และแบบปรับแต่งเอง รวมถึงระบบล็อกตำแหน่งที่นั่ง
  • ยกเลิกตัวเลือกในการปรับแต่งรูปแบบหน้าจอทั้งหมดที่เกี่ยวกับ Together Mode

สำหรับองค์กรที่เคยใช้ Branded scenes เฉพาะของบริษัท จำเป็นจะต้องเปลี่ยนไปใช้ภาพพื้นหลังที่องค์กรกำหนดให้แทน ซึ่งสามารถบริหารจัดการผ่านศูนย์การจัดการ Teams Admin Center ได้

ในมุมมองด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน การลดความซับซ้อนของฟีเจอร์ต่าง ๆ ลง สามารถช่วยลดช่องทางในการโจมตี และช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการฟื้นตัวของระบบให้ดียิ่งขึ้น

เนื่องจากการมีระบบประมวลผลหน้าต่างหน้าจอหลายรูปแบบ อาจทำให้เกิดความไม่สอดคล้องในการแสดงผลของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดข้อผิดพลาดของระบบ การตั้งค่าที่ผิดพลาด หรือช่องโหว่ที่อาจถูกโจมตีได้

ด้วยการรวมกระบวนการจัดการหน้าจอการประชุมไว้ในกรอบการทำงานเดียวที่ใช้รูปแบบ Gallery เป็นหลัก Microsoft จึงมีเป้าหมาย ดังนี้:

  • ลดความซับซ้อนของบริการในส่วนระบบหลังบ้าน
  • เพิ่มความสอดคล้องในการใช้งานผ่านโปรแกรมบนคอมพิวเตอร์, เว็บไซต์ และแอปพลิเคชันบนมือถือ
  • ช่วยให้การติดตั้งแพตช์ความปลอดภัย และการอัปเดตระบบทำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  • จัดสรร และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรบนโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

แนวทางนี้สอดคล้องกับหลักการออกแบบเพื่อความปลอดภัย (Secure-by-design) เนื่องจากความพยายามในการลดองค์ประกอบที่ไม่จำเป็นให้น้อยที่สุด จะนำไปสู่ระบบที่สามารถคาดการณ์ และควบคุมดูแลได้ง่ายยิ่งขึ้น

การจัดการระบบสำหรับผู้ดูแล และประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้

โหมด Gallery เวอร์ชันอัปเดตใหม่นี้มาพร้อมกับเครื่องมือในตัว เช่น การปักหมุด และการทำ Spotlighting ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถโฟกัสไปที่ผู้เข้าร่วมประชุมคนสำคัญได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาโหมดหน้าจอรูปแบบอื่น

นอกจากนี้ ยังมีระบบปรับขนาดวิดีโอตามความเหมาะสมที่จะช่วยให้การประมวลผลลื่นไหลยิ่งขึ้นบนอุปกรณ์ที่มีสเปกต่ำ ซึ่งช่วยลดภาระการทำงานของระบบ และเพิ่มขีดความสามารถในการเข้าใช้งานได้ดียิ่งขึ้น

ผู้ดูแลระบบสามารถกำหนดให้ใช้ภาพพื้นหลังเฉพาะของบริษัทตนเองได้ เพื่อความเป็นระเบียบของหน้าจอการประชุมให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งช่วยสร้างความสอดคล้องภายในองค์กรโดยไม่เพิ่มความยุ่งยากซับซ้อนให้กับระบบ โดยระบบควบคุมเหล่านี้สามารถเปิดใช้งานผ่านระบบจัดการนโยบายส่วนกลางภายในศูนย์การจัดการ Teams Admin Center

Katarina Tranker ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของ Microsoft Teams เผยว่าฟีเจอร์ Together Mode จะทยอยยุติการใช้งานในแต่ละแพลตฟอร์มอย่างเป็นขั้นตอน โดยจะเป็นไปตามแนวปฏิบัติการปรับใช้ระบบอย่างปลอดภัยของทาง Microsoft

ทั้งนี้ ผู้ใช้งานในกลุ่ม Targeted Release และกลุ่ม Public Preview อาจจะเริ่มพบเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อนกลุ่มผู้ใช้ทั่วไป

Microsoft แนะนำให้แต่ละองค์กรคอยติดตาม Microsoft 365 Message Center เพื่อตรวจสอบกำหนดการปล่อยอัปเดตของแต่ละแพลตฟอร์มอย่างใกล้ชิด และดำเนินการเตรียมความพร้อมของผู้ใช้งานสำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ที่มาcybersecuritynews