Shocking! Instagram HACKED! Researcher hacked into Instagram Server and Admin Panel

Wesley Weinberg นักวิจัยด้านความปลอดภัยของ Synack ได้อออกมาเปิดเผยการค้นพบรายการช่องโหว่บน Facebook ซึ่งช่วยให้เขาสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญที่เก็บอยู่ในเซิฟเวอร์ของ Instagram ได้ทันที
Weinberg อ้างว่า เขาถูกข่มขู่โดย Facebook ทันทีหลังจากที่เขาเปิดเผยรายการช่องโหว่และการตั้งค่าที่ผิดพลาดบน Facebook ซึ่งช่วยให้เข้าถึงข้อมูลสำคัญต่างๆ ที่เก็บอยู่บนเซิฟเวอร์ของ Instagram ได้ ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นประกอบด้วย

ซอร์สโค้ดของเว็บไซต์ Instagram
SSL Certificate และ Private Key สำหรับ Instagram
Key ที่ใช้สำหรับเซ็น Authentication Cookie
รายละเอียดข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้และพนักงานของ Instagram
ข้อมูลการพิสูจน์ตัวตนของเซิฟเวอร์อีเมล
Key อื่นๆ สำหรับฟังก์ชันที่สำคัญของ Instagram

สิ่งที่ Weinberg ค้นพบ คือ บั๊ค Remote Code Execution (RCE) บน Session Cookie สำหรับใช้จำ Username/Password ของผู้ใช้งาน ซึ่งช่วยให้ Weinberg สามารถโจมตีเพื่อบังคับให้เซิฟเวอร์คายข้อมูลการพิสูจน์ตัวตนในฐานข้อมูลออกมาได้ หนึ่งในข้อมูลเหล่านั้นคือ Credential ของพนักงาน Instagram และ Facebook ถึงแม้ว่ารหัสผ่านที่ได้มาจะถูกเข้ารหัสด้วย “bcrypt” ก็ตาม แต่ Weinberg ก็สามารถแฮกรหัสผ่านที่ไม่แข็งแรงได้หลายรายการภายในเวลาไม่กี่นาที
Weinberg ยังไม่หยุดแค่นั้น เขาพยามมองหาความผิดพลาดบน Configuration File ที่เขาค้นพบบนเซิฟเวอร์ Instagram และเขาก็สามารถเข้าถึงข้อมูลแทบทั้งหมดได้โดยไม่คาดคิดมาก่อน ข้อมูลเหล่านั้นประกอบด้วย API Key สำหรับใช้ต่อกับ Service อื่นๆ, รูปภาพที่ผู้ใช้ Instagram อัพโหลดขึ้นไป, ข้อมูลเนื้อหาต่างๆ บนเว็บไซต์ Instagram, ข้อมูล Credential ของ Email Server, iOS/Android app signing keys
นอกจากนี้ Facebook ได้ออกมายืนยันแล้วว่า มีช่องโหว่ Remote Code Execution บนโดเมน sensu.

Juniper warns of spying code in firewalls

Juniper ได้ทำ Internal Code Review และตรวจพบโค้ดแปลกปลอมที่ถูกฝังอยู่ใน Juniper ScreenOS ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการของ Juniper NetScreen Firewall โดยรุ่นที่ตรวจพบคือ ScreenOS 6.2.0r15 ถึง 6.2.0r18 และ 6.3.0r12 ถึง 6.3.0r20 ซึ่งทาง Juniper ก็ได้ทำการออก Critical Patch มาแล้ว พร้อมแจ้งให้ผู้ใช้งานทั้งหมดทำการอุดช่องโหว่โดยด่วน

ช่องโหว่ที่เกิดจากโค้ดแปลกปลอมนี้ เปิดช่องโหว่ร้ายแรงด้วยกัน 2 จุด ได้แก่ เปิดให้ผู้โจมตีทำ SSH หรือ Telnet เข้ามาได้ และสามารถ Monitor VPN Traffic และทำการถอดรหัสข้อมูลเหล่านี้ได้ โดยปัจจุบันนี้ไม่มีวิธีที่ผู้ใช้งานจะทำการตรวจสอบได้ว่าองค์กรของตนเองเคยถูกโจมตีไปแล้วหรือไม่ และช่องโหว่ทั้งสองนี้ปรากฎตัวมาตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2012 แล้ว จึงแนะนำให้รีบ Patch โดยด่วน

ส่วนเทคนิคที่ใช้ในการฝังโค้ดที่ไม่ได้รับอนุญาตนี้มีชื่อว่า FEEDTROUGH ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.

News and updates from the Project Zero team at Google

นักวิจัยจาก Google ค้นพบช่องโหว่บนซอฟต์แวร์ของอุปกรณ์ FireEye ที่ใช้ป้องกันภัยคุกคามแบบ APT หลายรุ่น โดยแฮกเกอร์สามารถเจาะผ่านช่องโหว่เข้ามา เพื่อเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรได้แบบ Full Access ส่งผลให้สามารถดักข้อมูลรวมไปถึงส่งโค้ดมัลแวร์แฝงเข้ามายังระบบเครือข่ายได้ทันที

Google ระบุว่า เคสนี้นับว่าเป็นฝันร้ายโดยแท้จริง เนื่องจากสามารถโจมตีได้ง่ายมาก เพียงแค่ส่งอีเมลไปยังบุคคลภายในเพื่อหลอกล่อให้คลิ๊กลิงค์เท่านั้น แฮกเกอร์ก็จะสามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรทั้งหมดได้ทันที หลังจากนั้นยังสามารถแอบมอนิเตอร์ทราฟฟิคของระบบ หรือส่ง Worm เข้าไปกระจายตัวในเครือข่ายได้อย่างง่ายดาย

FireEye ได้ทราบถึงช่องโหว่ดังกล่าว และระบุว่าสาเหตุหลักมาจาก Module ที่ใช้วิเคราะห์ไฟล์บีบอัดของ Java (JAR) ซึ่งก็ได้ให้คำอธิบายและออกแพทช์เพื่ออุดช่องโหว่เป็นที่เรียบร้อย แนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ซีรี่ย์ NX, EX, FX และ AC อัพเดทแพทช์เพื่ออุดช่องโหว่โดยเร็ว

ที่มา : blogspot

MacKeeper fails to keep 13 million Mac users safe

MacKeeper เป็นโปรแกรมที่มาพร้อมกับสโลแกน “Clean your Mac”, “100% performance boost” หรือไม่ก็ “Increase security level” ที่มักเป็น Pop-up โฆษณาเด้งขึ้นมาเมื่อเข้าเว็บไซต์ต่างๆ โดยให้บริการการป้องกันไวรัส, เข้ารหัสข้อมูล, กำจัดไฟล์ขยะทั้งหลาย และปรับแต่ประสิทธิภาพของ Mac
นักวิจัยด้านความปลอดภัย FoundThe Stuff ค้นพบช่องโหว่บน MacKeeper ซึ่งช่วยให้สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้ามากกว่า 13 ล้านคนได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อลูกค้า, อีเมล, ชื่อผู้ใช้, รหัสผ่าน (MD5 Hash), เบอร์โทรศัพท์ และข้อมูลอื่นๆ โดยได้โพสต์รายละเอียดลงบน Reddit ในหัวข้อ Massive Databreach ซึ่งนักวิจัยจาก Forbes ได้ลองพิสูจน์แล้วว่าสามารถเข้าถึงรายชื่อลูกค้ากว่า 13 ล้านคนนั้นได้จริง สำหรับผู้ที่ใช้บริการของ MacKeeper แนะนำให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที

ที่มา : nakedsecurity

Critical 0-day Remote Command Execution Vulnerability in Joomla

Daniel Cid นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Sucuri รายงานช่องโหว่ remote code execution ของ Joomla! ที่เกิดจากการตรวจสอบข้อมูล session ก่อนเซฟลงฐานข้อมูลไม่ดีพอ ทำให้แฮกเกอร์สามารถส่งโค้ดเข้ามารันได้ และปัญหาใหญ่คือช่องโหว่นี้ถูกโจมตีเป็นวงกว้างแล้วตั้งแต่วันเสาร์ที่ผ่านมา

Securi รายงานพบการโจมตีครั้งแรกเมื่อวันที่ 12 ธันวาคมที่ผ่านมา และจนตอนนี้เกือบทุกเว็บไซต์และเว็บที่บริษัทวางไว้กำลังถูกโจมตีช่องโหว่นี้ทั้งหมด ทำให้คาดเดาได้ว่าตอนนี้แฮกเกอร์กำลังโจมตีเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม Daniel Cid ได้รายงานอีกว่ามีการโจมตีเข้ามาทาง User-Agent จากไอพี 74.3.170.33, 146.0.72.83 และ 194.28.174.106

ถ้าใครยังใช้รุ่นที่มีช่องโหว่อยู่ก็อาจจะตกเป็นเหยื่อในไม่ช้า ทางแก้ตอนนี้คือทุกคนควรอัพเดตไปใช้ Joomla! 3.4.6 ทันที

ที่มา : theregister, blognone, Joomla

FireEye Patches Critical Flaw Found by Google Researchers

FireEye ผลิตภัณฑ์ด้านการป้องกัน APT ได้ออกแพทช์แก้ไขช่องโหว่ระดับร้ายแรงที่ค้นพบโดย Tavis Ormandy และ Natalie Silvanovich จากทีมงาน Google’s Project Zero

ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องโหว่ประเภท Remote Code Execution ส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ Network Security (NX), Email Security (EX), Malware Analysis (AX) และ File Content Security (FX)

อย่างไรก็ตาม FireEye ได้ออกอัพเดทแพทช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Remote Code Execution ให้กับลูกค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์แล้ว ภายในเวลา 6 ชั่วโมง หลังจากได้รับการรายงานจาก Google’s Project Zero

ที่มา : securityweek

Kill Flash Now: 78 bugs patched in latest update

Adobe ออก Patch สำหรับ Flash Player ใน OS X, Windows, Linux และ Android โดยมี 75 ช่องโหว่ที่เปิดให้ทำ Remote Code Execution ได้ ในขณะที่อีก 3 ช่องโหว่นั้นเปิดให้ทำ Security Bypass ได้

นักวิจัยยังออกมาเผยว่า ถึงแม้จะทำการ Disable Flash บน Browser ไปแล้ว แต่ถ้าถูก Inject Flash Object ผ่านเอกสารอื่นๆ เข้ามาได้ ก็ถูกโจมตีได้อยู่ดี ยกเว้นเสียแต่ว่าจะถอดการติดตั้งทิ้ง หรือ Patch ให้เรียบร้อย ซึ่งผู้ใช้งาน Adobe AIR และ AIR SDK สามารถอัพเดต Patch ได้แล้ว

ที่มา : theregister

Nemesis Bootkit — A New Stealthy Payment Card Malware

FireEye พบมัลแวร์ตัวใหม่ที่เน้นโจมตีระบบของธนาคาร ผู้ให้บริการบัตรเครดิต และสถาบันการเงินต่างๆ ที่น่าสนใจ คือ มัลแวร์นี้จะถูกโหลดตั้งแต่ก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มทำงาน ส่งให้ผลยากต่อการตรวจจับและกำจัดมัลแวร์ออกไป มัลแวร์นี้ชื่อว่า “Nemesis”

Nemesis เป็นชุดรวมมัลแวร์ที่ประกอบด้วยซอฟต์แวร์สำหรับโจมตีระบบมากมาย เช่น แอบถ่ายรูปหน้าจอ, รับส่งไฟล์ข้อมูล, จัดการ Process, ทำ Key Logging และอื่นๆ
มัลแวร์ดังกล่าวได้เริ่มแพร่กระจายตัวโจมตีระบบต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถแก้ไข VBR (Volume Boot Record) ของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ได้ ส่งผลให้ขั้นตอนการบูทแทนที่จะโหลดเฉพาะระบบปฏิบัติการ Windows ขึ้นมาเพียงอย่างเดียว มัลแวร์ที่แฝงตัวอยู่ใน VBR จะถูกโหลดเข้า Windows Kernel ก่อนที่จะโหลดระบบปฏิบัติการด้วย นอกจากนี้ มัลแวร์ดังกล่าวยังฝังตัวอยู่ในระดับล่างของฮาร์ดดิสก์ ต่อให้ฟอร์แมทเครื่องหรือลงระบบปฏิบัติการใหม่ มัลแวร์ก็ยังคงกลับมาได้เหมือนเดิม

วิธีป้องกันมัลแวร์ Nemesis ได้โดยผู้ดูแลระบบควรใช้เครื่องมือที่สามารถตรวจสอบข้อมูลดิบของดิสก์ทั้งหมดได้ รวมทั้งสามารถลบข้อมูลในดิสก์ทั้งหมดได้จริง ไม่ใช่ลบในส่วนของระบบปฏิบัติการ

ที่มา : thehackernews

Vulnerabilities found in Lenovo, Toshiba, Dell support software

ข่าวร้ายสำหรับผู้ใช้งาน PC ของ Lenovo, Dell และ Toshiba เมื่อซอฟต์แวร์สนับสนุนที่ติดมากับเครื่อง ได้แก่ Lenovo Solution Center, Dell System Detect และ Toshiba Service Station ถูกค้นพบว่ามีช่องโหว่ที่ช่วยให้แฮกเกอร์สามารถรันโค้ดบนคอมพิวเตอร์ Lenovo ผ่านทางเว็บไซต์ปลอมของแฮกเกอร์ โดยได้สิทธิ์เป็น System ทันที ซึ่งช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดยแฮกเกอร์ที่ใช้ชื่อว่า Slipstream และ RoL เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีช่องโหว่ Directory Traversal ซึ่งช่วยให้แฮกเกอร์สามารถใช้หลอก Lenovo Solution Center เพื่อรันคำสั่งจากโฟลเดอร์ใดก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นโฟลเดอร์ %APPDATA%\LSC\Local Store อีกต่อไป และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ LSCTaskService ยังมีช่องโหว่ Cross-site Request Forgery (CSRF) แถมมาอีกด้วย ส่งผลให้แฮกเกอร์ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงเครื่องคอมพิวเตอร์ก็สามารถหลอกล่อให้เหยื่อเข้าถึงเว็บไซต์ของตนเพื่อแอบส่งคำสั่งไปรันบนเครื่องของเหยื่อได้ทันที

Lenovo ได้ทราบถึงช่องโหว่ดังกล่าว และกำลังทำการตรวจสอบเพื่ออุดช่องโหว่ให้เร็วที่สุด ระหว่างนี้แนะนำให้ผู้ใช้ยกเลิกการติดตั้ง Lenovo Solution Center ออกไปก่อน
Slipstream ยังได้เปิดเผยช่องโหว่ของ Toshiba Service Station และ Dell System Detect โดย Toshiba Service Station จะทำการสร้าง Service ที่เรียกว่า TMachInfo ซึ่งถูกรันด้วยสิทธิ์ระดับ System และรับคำสั่งผ่านทาง UDP Port 1233 หนึ่งในคำสั่งเหล่านั้น คือ Reg.

House of Keys: Industry-Wide HTTPS Certificate and SSH Key Reuse Endangers Millions of Devices Worldwide

SEC Consult ที่ปรึกษาด้านความปลอดภัยรายงานผลการวิจัยพบว่าผู้ผลิตอุปกรณ์เครือข่ายจำนวนมากไม่ได้สร้างกุญแจลับสำหรับการเข้ารหัสเว็บและ SSH ขึ้นใหม่ แต่ใช้กุญแจตัวอย่างจากชุดพัฒนาโดยตรงทำให้อุปกรณ์เหล่านี้เสี่ยงต่อการถูกคั่นกลางการเชื่อมต่อ (man-in-the-middle attack)

กุญแจที่ตรวจสอบมีทั้งหมด 580 ชุด มีการใช้ซ้ำกันจำนวนมาก เช่นกุญแจสำหรับเข้ารหัสเว็บประมาณ 150 ชุดมีการใช้ซ้ำในอุปกรณ์ถึง 3.2 ล้านเครื่อง ขณะที่กุญแจ SSH ประมาณ 80 ชุดมีการใช้งาน 0.9 ล้านเครื่อง ตัวอย่างกุญแจจาก Broadcom SDK ถูกใช้งานโดยไม่ได้สร้างกุญแจใหม่ และฝังอยู่ในเฟิร์มแวร์ของ Actiontec, Aztech, Comtrend, Innatech, Linksys, Smart RG, Zhone, และ ZyXEL

อุปกรณ์เหล่านี้มักถูกแถมไปกับบริการอินเทอร์เน็ต เช่น CenturyLink ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ แจกเราท์เตอร์ที่เปิดพอร์ต HTTPS ทิ้งไว้เพื่อการเข้าไปดูแลระบบ โดยพบอุปกรณ์ที่ใช้กุญแจซ้ำเช่นนี้กว่า 500,000 เครื่อง หรือ Telstra จากออสเตรเลียแจกเราท์เตอร์ซิสโก้ที่เปิดพอร์ต SSH ไว้ประมาณ 26,000 เครื่อง

แม้ว่าผลกระทบจากช่องโหว่นี้จะเป็นวงกว้าง แต่ความเสี่ยงก็ไม่สูงนัก คะแนนระดับความเสี่ยงตาม CVSS อยู่ที่ 5.0 โดยแฮกเกอร์อาจจะหลอกผู้ที่พยายามล็อกอินเข้าเราท์เตอร์เพื่อดักฟังเอารหัสผ่าน ทางแก้สำหรับเครื่องบางรุ่นที่คอนฟิกกุญแจใหม่เข้าไปได้ผู้ใช้อาจจะสร้างกุญแจใหม่เข้าไปเอง หรือหากทำไม่ได้ควรปิดการเข้าถึงเราท์เตอร์จากอินเทอร์เน็ต

ที่มา : SEC Consult