VMware ได้แก้ไขช่องโหว่ Zero-Day 4 รายการใน VMware ESXi, Workstation, Fusion และ Tools ที่ถูกใช้โจมตีระหว่างการแข่งขัน Pwn2Own Berlin 2025 hacking contest ในเดือนพฤษภาคม 2025
(more…)
VMware ได้แก้ไขช่องโหว่ Zero-Day 4 รายการใน VMware ESXi, Workstation, Fusion และ Tools ที่ถูกใช้โจมตีระหว่างการแข่งขัน Pwn2Own Berlin 2025 hacking contest ในเดือนพฤษภาคม 2025
(more…)
ทาง Cloudflare ได้ออกสรุปเหตุการณ์ชี้แจงเพื่อยุติการคาดเดาเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ หรือเหตุการณ์ BGP hijack ที่ทำให้ service ของ Resolver 1.1.1.1 หยุดให้บริการเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยระบุว่า ปัญหานี้เกิดจาก misconfiguration ภายใน
(more…)
Microsoft ออกแพตซ์อัปเดตฉุกเฉินเพื่อแก้ไข bug ที่ทำให้ Virtual machine (VM) ของ Azure ไม่สามารถเปิดใช้งานได้ เมื่อ Trusted Launch setting ถูกปิดใช้งาน และฟีเจอร์ Virtualization-Based Security (VBS) ถูกเปิดใช้งาน
Bug ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ Windows Server 2025 และ Windows 11 เวอร์ชัน 24H2 โดยเกิดขึ้นหลังจากการอัปเดตความปลอดภัย Patch Tuesday ประจำเดือนกรกฎาคม
Microsoft ระบุว่า "การอัปเดตนี้จะแก้ไขปัญหาที่ทำให้ Virtual machines (VMs) ในบางเครื่องที่ไม่สามารถเริ่มทำงานได้ เมื่อมีการเปิดใช้งาน Virtualization-Based Security (VBS)"
"ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ VM ที่ใช้เวอร์ชัน 8.0 (a non-default version) เมื่อ Host มีการเปิดให้ใช้งาน VBS บน Azure โดยปัญหานี้จะเกิดขึ้นกับ VM ประเภท General Enterprise (GE) แบบ standard (non–Trusted Launch) ที่ทำงานอยู่บน VM SKU รุ่นเก่า"
“สาเหตุของปัญหาเกิดจากข้อผิดพลาดในการ initialization ของ secure kernel”
Trusted Launch คือฟีเจอร์ของ Azure ที่ใช้ Secure Boot และ virtual Trusted Platform Module (vTPM) เพื่อป้องกัน Virtual machines จากภัยคุกคามประเภท bootkit และภัยคุกคามในลักษณะ low-level อื่น ๆ
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Microsoft ได้ปล่อยอัปเดต KB5064489 ซึ่งเป็นการอัปเดตนอกรอบ สำหรับ Windows 11 24H2 และ Windows Server 2025 เพื่อแก้ไขปัญหาการเริ่มต้น kernel ที่ทำให้ VM ไม่สามารถเปิดใช้งานได้
Microsoft ระบุว่า ผู้ดูแลระบบสามารถตรวจสอบได้ว่า bug นี้จะส่งผลกระทบต่อ VM ของตนหรือไม่ โดยทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ :
ตรวจสอบว่า VM ของคุณถูกสร้างเป็นประเภท "Standard" หรือไม่
ตรวจสอบว่า VBS ถูกเปิดใช้งานอยู่หรือไม่ โดยเปิด System Information (msinfo32.exe) แล้วตรวจสอบ Virtualization-based Security ว่าอยู่ในสถานะ Running อยู่หรือไม่ และต้องแน่ใจว่าไม่ได้มีการติดตั้ง Hyper-V role ไว้ใน VM
หากระบบของคุณได้รับผลกระทบ Microsoft แนะนำให้ติดตั้งการอัปเดตนี้ แทนที่อัปเดต Patch Tuesday รหัส KB5062553 ที่ถูกปล่อยเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังแนะนำอีกว่าสามารถหลีกเลี่ยงปัญหานี้ได้โดยการใช้ฟีเจอร์ Trusted Launch security
Microsoft ยังได้อัปเดต VM images สำหรับ Windows Server 2025 เพื่อรวมการอัปเดตล่าสุดที่มีการแก้ไข bug นี้ไว้เรียบร้อยแล้ว
ที่มา : bleepingcomputer.
Node.js Project ได้ออกอัปเดตความปลอดภัยสำคัญในหลายเวอร์ชัน เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical 2 รายการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแอปพลิเคชันบน Windows และการทำงานของ V8 engine
ดดยปัจจุบันมีการปล่อยแพตช์สำหรับ Node.
Mainboard ของ Gigabyte มากกว่าร้อยรุ่นที่ใช้ UEFI firmware มีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย ที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถฝังมัลแวร์ประเภท bootkit ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่ระบบปฏิบัติการไม่สามารถตรวจจับได้ และยังคงแฝงตัวอยู่ได้แม้ผู้ใช้จะทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่แล้วก็ตาม
ช่องโหว่เหล่านี้อาจทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ในระดับผู้ดูแลระบบ (ทั้งแบบเข้าถึงจากเครื่องโดยตรง หรือจากระยะไกล) สามารถเรียกใช้โค้ดใด ๆ ก็ได้ตามต้องการใน System Management Mode (SMM) ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่แยกออกจากระบบปฏิบัติการ (OS) และมีสิทธิ์ในการเข้าถึงเครื่องที่มากกว่า
กลไกที่ทำงานในระดับที่ต่ำกว่าระบบปฏิบัติการ (OS) จะสามารถเข้าถึงฮาร์ดแวร์ได้โดยตรง และเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนบูตเครื่อง ด้วยเหตุนี้ มัลแวร์ที่แฝงตัวอยู่ในสภาพแวดล้อมดังกล่าวจึงสามารถ bypass การป้องกันความปลอดภัยแบบมาตรฐานที่มีอยู่ในระบบได้
UEFI หรือ Unified Extensible Firmware Interface เป็น firmware ที่มีความปลอดภัยมาก เนื่องจากมีฟีเจอร์ Secure Boot ที่ใช้ในการตรวจสอบด้วยวิธีการเข้ารหัส เพื่อให้แน่ใจว่าโค้ดที่อุปกรณ์ใช้ในการบูตเครื่องนั้นปลอดภัย และเชื่อถือได้
ด้วยเหตุนี้ มัลแวร์ระดับ UEFI อย่าง bootkit ที่มีชื่อเสียง เช่น เช่น BlackLotus, CosmicStrand, MosaicAggressor, MoonBounce และ LoJax จึงสามารถฝังโค้ดที่เป็นอันตรายให้ทำงานได้ทุกครั้งที่มีการเปิดเครื่อง
Mainboards จำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ
ช่องโหว่ทั้ง 4 รายการนี้ ถูกพบใน firmware ที่ Gigabyte นำมาใช้งาน โดยถูกค้นพบโดยนักวิจัยจากบริษัทด้านความปลอดภัย firmware ที่ชื่อ Binarly ซึ่งได้แบ่งปันข้อมูลการค้นพบนี้กับศูนย์ประสานงาน CERT (CERT/CC) ของมหาวิทยาลัย Carnegie Mellon
Supplier ของ firmware รายหลักคือบริษัท American Megatrends Inc.
Google Gemini สำหรับ Workspace สามารถถูกนำไปใช้ในการสร้างสรุปอีเมลที่ดูเหมือนปกติทุกอย่างแต่แท้จริงแล้วถูกสอดแทรกไปด้วยคำสั่งที่เป็นอันตราย หรือคำเตือนปลอมเพื่อหลอกให้เหยื่อเข้าถึงเว็บไซต์สำหรับฟิชชิ่งได้โดยไม่ต้องมีการแนบไฟล์ หรือแนบลิงก์โดยตรง
การโจมตีในลักษณะนี้อาศัยเทคนิคการสอดแทรกคำสั่งทางอ้อม (Indirect Prompt Injection) ซึ่งจะถูกซ่อนไว้ในอีเมลโดยที่ Gemini จะดำเนินการทำตามคำสั่งนั้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีการสรุปข้อความในอีเมล
วิธีการข้างต้นยังคงสามารถใช้ได้จนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ว่าจะมีการรายงานถึงการโจมตีด้วยวิธีการดังกล่าวตั้งแต่ปี 2024 และมีการใช้งานมาตรการเพื่อป้องกันผลลัพธ์ที่ถูกบิดเบือดจนทำให้เข้าใจผิดนี้แล้วก็ตาม
การโจมตีผ่าน Gemini
การโจมตีแบบ Prompt-Injection บนโมเดล Gemini ของ Google ถูกเปิดเผยผ่านโครงการ 0din ซึ่งเป็นโครงการ Bug bounty ของ Mozilla สำหรับเครื่องมือ AI ที่ใช้สร้างเนื้อหา (Generative AI) โดยนักวิจัย Marco Figueroa เป็นผู้จัดการโครงการ Bug bounty ของ Mozilla ดังกล่าว
ขั้นตอนที่เกี่ยวข้องเริ่มตั้งแต่การสร้างอีเมลที่มีคำสั่งลับที่ถูกซ่อนไว้เพื่อป้อนคำสั่งให้กับ Gemini โดยผู้โจมตีสามารถสอดแทรกคำสั่งที่เป็นอันตรายผ่านเนื้อหาในอีเมล ในตอนท้ายของข้อความ ด้วยการปรับแต่งแก้ไขผ่าน HTML และ CSS เพื่อกำหนดขนาดตัวอักษรให้เป็น 0 และเป็น สีขาว
คำสั่งที่เป็นอันตรายนี้จะไม่ถูกแสดงบน Gmail และ ยังมีโอกาสสูงที่จะถูกส่งเข้ากล่องข้อความของเป้าหมายได้สำเร็จ เนื่องจากไม่มีการแนบไฟล์ หรือลิงก์ที่เป็นอันตราย
ซึ่งหากผู้ที่ได้รับอีเมลเปิดอีเมล และใช้งาน Gemini ในการสรุปข้อความบนอีเมลแล้วนั้น เครื่องมือ AI ของ Google นี้จะประมวลผลคำสั่งที่ถูกซ่อนไว้ และดำเนินการตามคำสั่งโดยอัตโนมัติ
ตัวอย่างที่ Figueroa ได้นำเสนอนั้น แสดงให้เห็นว่า Gemini ดำเนินการตามคำสั่งที่ซ่อนอยู่ โดยสร้างข้อความแจ้งเตือนว่ามีการเข้าถึงรหัสผ่านอีเมลของผู้ใช้งานดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ตามด้วยเบอร์ติดต่อเพื่อให้ขอความช่วยเหลือจากทีม support ปลอม
มีผู้ใช้งานจำนวนมากมีแนวโน้มที่จะเชื่อผลลัพธ์ที่ได้จาก Gemini เนื่องจากเป็นฟังก์ชันหนึ่งของ Google Workspace ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าข้อความแจ้งเตือนดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นคำเตือนที่ถูกต้องแทนที่จะมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีแบบ Malicious Prompt Injection
Figueroa ได้แนะนำวิธีการตรวจสอบ และแนวทางในการลดความเสียหาย ซึ่งผู้ดูแลด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์สามารถนำไปใช้งานเพื่อป้องกันการโจมตีได้ โดยหนึ่งในวิธีการคือการลบ หรือการ ignore ข้อความที่ถูกจัดรูปแบบให้สามารถซ่อนในเนื้อความของอีเมลได้
อีกวิธีการคือการใช้งาน Post-Processing Filter เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ที่เกิดจากการสรุปข้อความของ Gemini โดยแสกนหาข้อความ URLs หรือเบอร์โทรศัพท์ และแจ้งให้ผู้รับอีเมลตรวจสอบเพิ่มเติม
ผู้ใช้งานควรตระหนักด้วยว่าการใช้งานฟังก์ชันการสรุปข้อความของ Gemini ไม่ควรถูกมองว่าเป็นข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้อย่างสมบูรณ์ เมื่อมีความเกี่ยวข้องกับการแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์
BleepingComputer ได้ติดต่อไปทาง Google เพื่อสอบถามถึงมาตรการ และแนวทางในการป้องกัน หรือลดความเสี่ยงจากการโจมตีในลักษณะนี้ โดยทางโฆษกของ Google ได้ให้ทาง BleepingComputer ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจาก Blog Post ด้านมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันการโจมตีด้วยวิธีการ Prompt Injection รูปแบบต่าง ๆ
และทางโฆษกยังระบุว่า "เรามีการดำเนินการเสริมความแข็งแรงในมาตรการการป้องกันอยู่แล้วอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทดสอบจาก Red-teaming เพื่อฝึกให้โมเดลของเราสามารถป้องกันการโจมตีที่เป็นอันตรายเหล่านี้ได้ "
ตัวแทนของบริษัทได้อธิบายเพิ่มเติมกับทาง BleepingComputer ว่า มาตรการลดความเสี่ยง หรือความเสียหายบางส่วนอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้ง หรือใกล้จะเริ่มใช้งานแล้ว
โฆษกของ Google ได้ระบุเพิ่มเติมว่า ไม่พบหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการใช้งาน Gemini จนเกิดความเสียหาย หรือส่งผลกระทบตามที่ได้มีการสาธิตบนรายงานของ Figueroa
ที่มา: bleepingcomputer.
พบช่องโหว่ Zero-Day RCE ใน Microsoft SharePoint On-Premise ระดับ Critical หมายเลข CVE-2025-53770 และ CVE-2025-53771 ซึ่งพบว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตีอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2025 เป็นอย่างน้อย โดยยังไม่มีแพตช์แก้ไข และพบเซิร์ฟเวอร์อย่างน้อย 85 เครื่องทั่วโลกถูกโจมตีแล้ว (more…)
Google ได้ออกอัปเดตความปลอดภัยฉุกเฉินสำหรับ Chrome เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical แบบ Zero-day ที่พบว่าผู้โจมตีกำลังใช้ในการโจมตีจริงอย่างต่อเนื่อง
โดย Google ยืนยันว่าช่องโหว่ CVE-2025-6558 กำลังถูกผู้โจมตีนำไปใช้ในการโจมตีจริง โดยได้ดำเนินการปล่อยแพตช์อัปเดตทันทีสำหรับทุกแพลตฟอร์มที่รองรับ
Google Chrome ได้รับการอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 138.0.7204.157/.158 สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows และ Mac และเวอร์ชัน 138.0.7204.157 สำหรับระบบปฏิบัติการ Linux
การอัปเดตนี้แก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย 6 รายการ โดยช่องโหว่ที่ร้ายแรงที่สุดคือช่องโหว่แบบ zero-day ซึ่งกำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่ในขณะนี้ กระบวนการอัปเดตจะทยอยปล่อยให้ผู้ใช้ในช่วงหลายวัน หรือหลายสัปดาห์ข้างหน้า ตามกระบวนการปรับใช้มาตรฐานของ Google
ช่องโหว่ Zero-day บน Google Chrome
ช่องโหว่ CVE-2025-6558 เกิดจาก incorrect validation of untrusted input ใน ANGLE และ GPU components ถูกพบ และรายงานโดย Clément Lecigne และ Vlad Stolyarov จากทีม Google’s Threat Analysis เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025
ความร่วมมือระหว่างนักวิจัยกับทีมรักษาความปลอดภัยภายในของ Google แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่นี้อาจถูกพบจากการตรวจสอบภัยคุกคามขั้นสูง หรือจากการตอบสนองต่อเหตุการณ์การโจมตี
นอกจากช่องโหว่ Zero-Day แล้ว Google ได้แก้ไขช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูงอีก 2 รายการในการอัปเดตรอบนี้คือ CVE-2025-7656 โดยเป็นช่องโหว่ Integer Overflow ใน V8 ซึ่งเป็น JavaScript Engine ของ Chrome ถูกพบโดย Shaheen Fazim นักวิจัยด้านความปลอดภัย ช่องโหว่นี้ได้รับรางวัลตอบแทน 7,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความปลอดภัยของผู้ใช้
ช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูงอีกรายการคือ CVE-2025-7657 โดยเป็นช่องโหว่ Use-After-Free ในฟังก์ชัน WebRTC ซึ่งรายงานโดยนักวิจัย jakebiles โดยช่องโหว่ประเภทนี้ อาจเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตราย หรือทำให้ระบบขัดข้องได้
Google เน้นย้ำว่า การเข้าถึงข้อมูลรายละเอียดของช่องโหว่จะยังคงถูกจำกัดไว้ จนกว่าผู้ใช้งานส่วนใหญ่จะได้รับการอัปเดตความปลอดภัย วิธีการนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีทำการ reverse-engineering แพตซ์ เพื่อพัฒนาเครื่องมือสำหรับการโจมตีช่องโหว่
บริษัทใช้แนวทางเดียวกันนี้กับช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบต่อไลบรารีของ third-party ซึ่งถูกใช้งานในโครงการอื่น ๆ ด้วย
การอัปเดตนี้ยังรวมถึงการแก้ไขจากโครงการความปลอดภัยภายในของ Google ที่ดำเนินอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงผลลัพธ์จาก AddressSanitizer, MemorySanitizer, UndefinedBehaviorSanitizer, Control Flow Integrity, libFuzzer และ การทดสอบ AFL Framework เครื่องมือรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติเหล่านี้จะสแกน codebase ของ Chrome อย่างต่อเนื่องเพื่อค้นหาช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น
ผู้ใช้ควรอัปเดตเบราว์เซอร์ Chrome เป็นเวอร์ชันล่าสุดทันที ซึ่งโดยปกติ Chrome จะอัปเดตอัตโนมัติ แต่ผู้ใช้สามารถตรวจสอบได้ด้วยตนเองโดยไปที่เมนูการตั้งค่าของ Chrome และเลือก "About Google Chrome" เนื่องจากช่องโหว่ CVE-2025-6558 กำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่ในขณะนี้ การชะลอการอัปเดตอาจทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงด้านความปลอดภัยอย่างร้ายแรง
การค้นพบช่องโหว่ zero-day นี้ แสดงให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างนักวิจัยด้านความปลอดภัย และผู้โจมตีที่ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องในระบบของเบราว์เซอร์
ที่มา : cybersecuritynews
นักวิจัยด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ Ian Carroll และ Sam Curry เปิดเผยช่องโหว่ในระบบ McHire แอปพลิเคชัน job chatbot ของ McDonald’s โดยระบุว่า admin panel ของ ChatBot ที่เชื่อมโยงกับบัญชีแฟรนไชส์ทดสอบนั้นสามารถเข้าถึงได้ง่าย เนื่องจากมีการตั้งค่าชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านเป็น "123456" ทำให้ข้อมูลจากใบสมัครงานกว่า 64 ล้านรายการทั่วสหรัฐอเมริกามีความเสี่ยงต่อการรั่วไหล
McHire ซึ่งพัฒนาโดย Paradox.
Microsoft ได้ออกมายืนยันหลังพบปัญหา Windows Server Update Services (WSUS) ซึ่งทำให้องค์กรไม่สามารถซิงค์กับ Microsoft Update และติตตั้ง Windows update เวอร์ชันล่าสุดได้ (more…)