Joomla! 3.8.1 Release

โครงการ Joomla ได้มีการปล่อย Joomla! เวอร์ชันล่าสุด 3.8.1 เมื่อวานที่ผ่านมา โดยในเวอร์ชันนี้แม้จะไม่มีแพตช์ด้านความปลอดภัยร้ายแรงออกมาแต่ก็มีการแก้ไขปัญหาหรือบั๊กของซอฟต์แวร์อยู่พอสมควร แนะนำให้ผู้ใช้งานดาวโหลดและอัพเกรดเป็นเวอร์ชันล่าสุดได้จากลิงค์แหล่งที่มา

ที่มา: Joomla

Critical IOS Flaws Expose Cisco Devices to Remote Attacks

Cisco ออก IOS software สำหรับแก้ไขปัญหาช่องโหว่มากกว่า 12 จุดที่มีความรุนแรงระดับ High และ Critical ทำให้สามารถโจมตีระยะไกลผ่านตัว switches และ routers

หนึ่งในช่องโหว่ระดับ Critical คือ CVE-2017-12229 REST API ทำให้ผู้โจมตีสามารถ remote และ bypass การตรวจสอบสิทธิ์ในการเข้าถึง user interface ของอุปกรณ์ที่ใช้งานที่มีช่องโหว่

ช่องโหว่ระดับ Critical ตัวที่ 2 เกี่ยวข้องกับ web-based user interface คือ CVE-2017-12230 อนุญาตให้ผู้โจมตีที่ Authentication สำเร็จสามารถยกระดับสิทธิ์ตนเองได้ ซึ่งปัญหาเกิดจากการสร้าง user ใหม่ผ่าน web interface ทำให้สามารถยกระดับสิทธิ์ตนเองได้โดย default

และช่องโหว่ระดับ Critical ล่าสุด คือ CVE-2017-12240 ที่มีผลกระทบกับ DHCP ใน IOS และ IOS XE software ทำให้ผู้โจมตี Remote และไม่ต้อง Authentication สามารถสั่งรัน code และเข้าควบคุมระบบหรือทำให้เกิด denial-of-service (DoS) จากการ buffer overflow ผ่าน DHCPv4 packets ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ

Cisco ออก Patch ทั้งหมด 11 ตัวจากช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูง ส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบต่างๆ ของ OS และ/หรือ IOS XE software รวมถึงช่องโหว่ DoS ที่ส่งผลกระทบกับ Catalyst switches, Integrated Services routers, industrial ethernet switches, ASR 1000 series routers, และ cBR-8 Converged Broadband routers.

BTCWare decryption tool now available for free

ทีมงานของ Bitdefender Labs ได้มีการเผยแพร่เครื่องมือสำหรับถอดรหัสไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสโดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ BTCware "BTCWare Decryption Tool" ซึ่งผู้ใช้งานสามารถดาวโหลดได้ฟรี

มัลแวร์เรียกค่าไถ่ BTCWare ใช้วิธีการเข้าถึงเครื่องจากโปรโตคอล RDP ด้วยวิธีการเดารหัสผ่าน โดยเมื่อเข้าถึงระบบจากระยะไกลได้แล้วก็จะเริ่มทำการเข้ารหัสไฟล์ที่อยู่ในเครื่องโดยมีการใช้อัลกอริธึมในการเข้ารหัสหลายอัลกอริธึมด้วยกัน สำหรับรุ่นของ BTCware ที่สามารถถอดรหัสได้นั้นจะเป็นรุ่นที่มีการใช้นามสกุลไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสคือ .btcware, .cryptobyte, .onyon, .xfile, .cryptowin, .theva, .master, .aleta และ .blocking

ผู้ใช้งานสามารถดาวโหลดโปรแกรม BTCWare Decryption Tool ได้จากลิงค์แหล่งที่มาข่าว

ที่มา : Bitdefender LABS

CVE-2017-12166: out of bounds write in key-method 1

OpenVPN ก่อนหน้ารุ่น 2.0 นักวิจัยด้านความปลอดภัย Guide Vranken ได้มีการตรวจพบช่องโหว่ stack buffer overflow บน OpenVPN ถ้าหากมีการตั้งค่า key-method 1 ไว้

ช่องโหว่นี้อยู่ในฟังก์ชัน read_key() ซึ่งไม่ได้มีการตรวจสอบข้อมูลนำเข้าที่เหมาะสม อย่างไรก็ตามการตั้งค่า key-method 1 นั้นได้ถูกแทนที่ด้วยการตั้งค่า key-method 2 เป็นค่าเริ่มต้นตั้งแต่ OpenVPN 2.0 (เผยแพร่ในปี 2005) และกำลังจะถูกนำออกในรุ่น 2.5 ดังนั้นเฉพาะ OpenVPN ในรุ่นเก่าหรือมีการตั้งเฉพาะเท่านั้นที่จะได้รับกระทบจากช่องโหว่นี้

ผู้ใช้งานสามารถดาวโหลด OpenVPN รุ่น 2.4.4 และ 2.3.18 ที่มีการแพตช์ช่องโหว่นี้แล้วได้จากเว็บไซต์ของ OpenVPN

ที่มา : openvpn

Bitdefender Ransomware Recognition Tool

Bitdefender ปล่อย Ransomware Recognition Tool ใช้ระบุตัวมัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อตรวจสอบว่าถอดรหัสได้หรือไม่

Bitdefender ได้มีการเผยแพร่เครื่องมือชื่อว่า Ransomware Recognition Tool โดยเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบสามารถใช้ในการสแกนระบบ "หลัง" จากได้รับผลกระทบจากมัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อช่วยในการระบุรุ่นและประเภทของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ และตรวจสอบว่ามัลแวร์เรียกค่าไถ่ในรุ่นดังกล่าวมีโปรแกรมสำหรับถอดรหัสหรือไม่ได้

สิ่งที่ต้องทำคือ ผู้ใช้งานจะต้องทำการดาวโหลดโปรแกรมดังกล่าว ทำการเปิดโปรแกรมและเลือกโฟลเดอร์ที่มีไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสพร้อมทั้งโน๊ตที่มัลแวร์เรียกค่าไถ่ทิ้งไว้อยู่ โปรแกรมจะทำการอัพโหลดไฟล์โน๊ตดังกล่าวขึ้นระบบคลาวด์เพื่อตรวจสอบและแจ้งผลลัพธ์การตรวจสอบผ่านทางหน้าต่างโปรแกรม

ผู้ใช้งานสามารถดาวโหลดโปรแกรมและดูวิธีการใช้งานเบื้องต้นได้จากลิงค์แหล่งที่มา

ที่มา : ฺBitdefender

Securing Network Time

สรุปการตรวจสอบด้านความปลอดภัยของ ntpd, NTPSec และ Chrony จาก Core Infrastructure Initiative

Core Infrastructure Initiative (CII) เป็นโครงการภายใต้ Linux Foundation ซึ่งมีหน้าที่ในการหาทุนและช่วยสนับสนุนโครงการซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์สหลายโครงการที่มีความสำคัญสูง อาทิ OpenSSL, OpenSSH รวมไปถึง ntpd และ NTPsec ล่าสุด CII ร่วมกับ Mozilla ได้ร่วมกันสนับสนุนทุนเพื่อตรวจสอบซอร์สโค้ดของโครงการซอฟต์แวร์ 3 โครงการที่อิมพลีเมนต์การทำงานของโปรโตคอล NTP ได้แก่ ntpd, NTPSec และ Chrony โดยการตรวจสอบทั้งหมดนั้นถูกดำเนินการโดยบริษัทด้านความปลอดภัย Cure53

สำหรับความปลอดภัยของโปรแกรม ntpd นั้น Cure53 ได้ทำการตรวจสอบ ntpd ในรุ่น 4.2.8p10 ซึ่งมีการเผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2017 ด้วยลักษณะของโครงการ ntpd ซึ่งเป็นโครงการซอฟต์แวร์แรกที่อิมพลีเมนตร์การทำงานของโปรโตคอล NTP และมีประวัติการพัฒนายาวนานมากว่า 25 ปี การตรวจสอบด้านความปลอดภัยจึงมีการตรวจพบช่องโหว่กว่า 12 รายการ ( 1 Critical, 2 High, 1 Medium และ 8 Low)

ในขณะเดียวกันโครงการ NTPSec ที่มีการแยกพัฒนาต่อจาก ntpd เพื่อลดความซับซ้อนและแก้ไขปัญหาด้านความปลอดภัยถูกตรวจพบว่ามีช่องโหว่ 7 ช่องโหว่ (3 High, 1 Medium และ 3 Low ) เมื่อเปรียบเทียบกับความก้าวหน้าของโครงการ NTPsec ซึ่งในเวลานี้ยังไม่มีการปล่อยเวอร์ชันเต็ม (1.0) ออกมา NTPSec ยังต้องมีการพัฒนาอีกพอสมควรเพื่อให้สามารถปล่อยซอฟต์แวร์ในรุ่นที่มีความสมบูรณ์มากที่สุดออกมาได้

สำหรับโครงการ Chrony ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่ได้มีการพัฒนาต่อมาจาก ntpd เดิมนั้น มีเพียง 2 ช่องโหว่ที่ถูกตรวจพบ โดยทั้งสองช่องโหว่นั้นมีความรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ (Low) รายงานจาก Cure53 ยังระบุเพิ่มเติมว่า Chrony เป็นซอฟต์แวร์ที่แข็งแกร่งมากและยังแสดงให้เห็นว่านักพัฒนามีการคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยอยู่ตลอด ซึ่งโดยสรุปแล้ว Chrony เป็นซอฟต์แวร์ที่สมควรได้รับความน่าเชื่อถือในการใช้งาน

ข้อมูลการตรวจสอบพร้อมทั้งรายงานของ Cure53 ฉบับเต็มนั้นสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งที่มา

ที่มา : Coreinfrastructure

An Elaborate ATM Threat Crops Up: Network-based ATM Malware Attacks

การคุกคามแบบ ATM จะมีความซับซ้อนขึ้นเมื่อเป้าหมายคือเครือข่ายของธนาคาร ไม่ใช่เครื่อง ATM โดยตรง

TrendMicro ได้มีการเผยแพร่บทความเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบ ATM เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญของบทความอยู่ที่การแจ้งเตือนผู้ดูแลระบบว่าพฤติกรรมของผู้โจมตีที่มุ่งโจมตีระบบ ATM ทางกายภาพนั้นกำลังจะเปลี่ยนไปเป็นการโจมตีผ่านทางเครือข่ายของธนาคารเพื่อควบคุมการทำงานของ ATM ต่อ

เมื่อมีการการเข้าถึงเครือข่ายของธนาคารและติดตั้ง ATM Malware อย่างสมบูรณ์นั้นหมายความว่าอาชญากรจะไม่ต้องไปที่เครื่อง ATM อีกต่อไป อย่างไรก็ตามการแทรกแซงระบบเครือข่ายจำเป็นต้องมีการลงมือปฏิบัติและความรู้ทางด้านเทคนิคมากกว่าวิธีการเข้าถึงตู้ ATM โดยทั่วไปมากขึ้น เพราะการแทรกแซงระบบนี้มาจากเข้าถึงเครือข่าย ATM จากผ่านทางเครือข่ายธนาคารหลัก

ในโครงสร้างเครือข่ายที่ดีควรแยกเครือข่าย ATM และเครือข่ายหลักของธนาคาร วิธีนี้ทำให้การถูกแทรกแซงเครือข่ายหนึ่งจะไม่ส่งผลกับอีกเครือข่ายอื่น แต่ไม่ใช่ว่าธนาคารทุกที่จะใช้การแบ่งส่วนเครือข่าย บางแห่งได้รายงานว่าถึงแม้จะเครือข่ายทั้งสองจะถูกแยกออกจากกัน แต่อาชญากรก็สามารถแอบสร้างการเชื่อมต่อภายในเครือข่ายหลักของธนาคารเพื่อเชื่อมต่อไปติดตั้ง Malware ในตู้ ATM ของธนาคาร

อาชญากรแทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายของธนาคารโดยใช้วิธีง่ายๆในการส่ง Phishing Email ให้กับพนักงานธนาคาร เมื่อเข้ามาแล้วพวกเขาจะทำการสแกนรอบๆระบบเครือข่ายเพื่อค้นหาข้อมูลสำคัญเพื่อระบุและเข้าถึง Subnetworks รวมทั้งเครื่องเอทีเอ็ม

หนึ่งในการโจมตีเครือข่ายที่สำคัญที่สุดคือ Ripper ซึ่งเป็น ATM Malware แรกที่รู้จักกันดี Malware ดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบการโจมตีเครื่อง ATM นับพันๆเครื่องในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2559 Ripper มีความาสามารถในการ Jackpotting ทำให้สามารถจ่ายเงินสดจากเครื่อง ATM ในปริมาณมากจนถึงจุดที่เครื่องว่างเปล่า ลักษณะที่ร้ายกาจอีกอย่างหนึ่งของ Malware นี้ก็คือสามารถทำลายตนเองได้โดยการลบร่องรอยของการทำงานและทำให้การพิสูจน์ตัวตนหลังการติดเชื้อยากขึ้น

ผู้อ่านท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการป้องกัน สามารถติดต่อไปที่ publicrelations@trendmicro.

Proof-of-Concept Exploit Code Published for Remote iPhone 7 WiFi Hack

Gal Beniamini นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Google Project Zero ได้มีการประกาศการค้นพบช่องโหว่ด้านความปลอดภัย CVE-2017-11120 ซึ่งสามารถทำให้ผู้โจมตีเข้าควบคุม iPhone 7 และอุปกรณ์ที่ใช้ iOS ในรุ่นอื่นๆ ได้จากระยะไกลผ่านการเชื่อมต่อ Wi-Fi พร้อมตัวอย่างโค้ดสำหรับโจมตี

ช่องโหว่ดังกล่าวนั้นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดจากระยะไกลซึ่งอยู่บนเฟิร์มแวร์ Wi-Fi ของ iPhone 7 โดยกระทบ iOS ทุกเวอร์ชันก่อนหน้า iOS 11 ในการทดสอบนั้น Gal ได้ทำการทดสอบช่องโหว่บน iPhone 7 ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสามารถใช้ช่องโหว่ควบคุมอุปกรณ์ได้ แต่ช่องโหว่ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ในรุ่นหรือจากผู้ผลิตอื่นๆ ที่ใช้เฟิร์มแวร์เดียวกันได้

ในขณะนี้ทางแอปเปิลและกูเกิลได้มีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยเพื่อปิดช่องโหว่นี้แล้ว แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัพเดตซอฟต์แวร์ระบบเพื่อปิดช่องโหว่นี้โดยด่วน

ที่มา : Bleepingcomputer

Sudden Rise Detected in Faceliker Malware That Manipulates Facebook “Likes”

McAfee บริษัทด้านความปลอดภัยไซเบอร์ ได้รายงานถึงการเพิ่มขึ้นของ Faceliker อย่างรวดเร็วในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ

Faceliker เป็นมัลแวร์ที่จะทำการเพิ่มยอด like ให้กับ Content ที่ต้องการผ่านการสั่งงาน Javascript (click-jacking) มักจะพบว่าแฝงมากับโปรแกรมส่วนขยาย(Add-on) ของ Browser โดยเฉพาะส่วนขยายของ Chrome โดยผู้ใช้จะถูกล่อลวงให้ไปยังหน้าเว็บไซต์ที่หลอกให้ติดตั้งส่วนขยายเหล่านี้ผ่านทาง E-mail หรือสแปม บน Facebook Messenger ทั้งนี้ Faceliker ไม่ใช่มัลแวร์ใหม่แต่อย่างไร แต่ได้ปรากฎออกมาตั้งแต่ปีที่แล้ว

ผลกระทบจาก Faceliker Malware นั้นไม่มากมายนัก มีเพียงการที่ Page หรือ Post ของผู้ไม่หวังดีจะถูกพบเห็นบน Facebook News Feed ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แต่ก็อาจมีการพัฒนาให้ทำการขโมย Password บน Browser หรือทำการเพิ่มโฆษณาบนหน้าเวปไซต์ที่เข้าใช้งานปกติก็เป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม Facebook เองก็ได้คำนึงถึงจุดนี้จึงได้มี Feature ที่ให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปดู Activity Log ของตนเอง เพื่อตรวจสอบว่ามีพฤติกรรมผิดปกติใดๆที่ตนเองไม่ได้กระทำหรือไม่ (โดยสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก https://www.

Breach at Sonic Drive-In May Have Impacted Millions of Credit, Debit Cards

Sonic Drive-In ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีชื่อเสียงและมีสาขาหลายแห่งในสหรัฐอเมริกา ถูกเข้าถึงระบบการชำระเงินภายในร้าน ข้อมูลบัตรเครดิตและเดบิตของลูกค้าถูกขโมยมากกว่า 1 ล้านราย และพบว่าข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปขายในตลาดใต้ดิน ซึ่งสถาบันการเงินหลายแห่งได้สังเกตเห็นพฤติกรรมการทำธุรกรรมที่ดูผิดปกติของบัตรที่มีการใช้งานที่ Sonic Drive-In มาก่อน ทั้งนั้คาดว่าผู้โจมตีน่าจะใช้ Point-of-Sale(PoS) มัลแวร์ ในการโจรกรรมข้อมูลจากสาขาต่างๆ โดยปัจจุบัน Sonic Drive-In มีสาขาอยู่ประมาณ 3,600 สาขา ใน 45 รัฐทั่วสหรัฐอเมริกา

ที่มา : krebsonsecurity