นักวิจัยเชื่อมโยงการโจมตี CryptoCore ในการแลกเปลี่ยน Cryptocurrency กับ เกาหลีเหนือ

มีการเปิดเผยหลักฐานใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยคาดกันว่าแฮกเกอร์ได้รับการสนับสนุนจากประเทศเกาหลีเหนือ ซึ่งการโจมตีดังกล่าวมีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับกลุ่ม Lazarus (aka APT38 or Hidden Cobra)

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ของอิสราเอล ClearSky กล่าวว่าแคมเปญนี้มีชื่อว่า "CryptoCore" ซึ่งกำหนดเป้าหมายการโจมตีเป็นการแลกเปลี่ยนคริปโตในอิสราเอล, ญี่ปุ่น, ยุโรปและสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้มีการขโมยสกุลเงิน มูลค่าหลายล้านดอลลาร์ การค้นพบนี้เป็นผลมาจากการปะติดปะต่อจากรายงานที่คล้ายคลึงกันซึ่งมีรายละเอียดจากทาง F-Secure, CERT JPCERT / CC และ NTT Security ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ปี 2552 กลุ่ม Hidden Cobra ได้ดำเนินการจารกรรมสกุลเงินดิจิทัล โดยมีการกำหนดเป้าหมายให้สอดคล้องกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นไปทางการเงินเพื่อหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ ซึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้ขยายการโจมตีเพิ่มเติมไปที่อุตสาหกรรมการป้องกันและการบินและอวกาศ

CyptoCore หรือ CryptoMimic, Dangerous Password, CageyChameleon, และ Leery Turtle, ไม่ได้มีความแตกต่างกันมาก โดยกลุ่ม Lazarus ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การขโมยสกุลเงินดิจิทัลเป็นหลักเช่นกัน ในปี 2018 มีการใช้ประโยชน์จาก spear-phishing เพื่อเป็นการขโมยรหัสผ่านและบัญชีของเหยื่อเพื่อทำการโอนเงินไปยังบัญชีของผู้โจมตี

ปัจจุบันกลุ่ม Lazarus มีการขโมยเงินไปแล้วประมาณ 200 ล้านดอลลาร์ตามรายงานของ ClearSky ที่เผยแพร่ในเดือนมิถุนายน 2020 ซึ่งเชื่อมโยง CryptoCore กับเหยื่อ 5 รายที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เมื่อรวมกับงานวิจัยล่าสุดแสดงให้เห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นวงกว้างมากกว่าที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ รวมถึงมีการพัฒนาการโจมตีหลายส่วนไปพร้อม ๆ กันอีกด้วยในปัจจุบัน

ที่มา : thehackernews

Microsoft แจ้งเตือน มัลแวร์ขโมยข้อมูลปลอมตัวเป็น Ransomware

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทาง Microsoft ออกมาแจ้งเตือนถึง campaign "massive email" โดยมัลแวร์ชื่อ STRRAT ซึ่งใช้ Java-based เพื่อขโมยข้อมูลที่เป็นความลับจากระบบ ในขณะที่ปลอมตัวเป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่

RAT(Remote Access Trojan) ตัวนี้ จะมีพฤติกรรมคล้าย ransomware โดยจะเปลี่ยนชื่อไฟล์ ต่อท้ายด้วยนามสกุล .crimson โดยที่ไม่ได้ทำการเข้ารหัสจริง ๆ ซึ่งถ้าส่วนที่ต่อท้ายนามสกุลของไฟล์นี้ถูกลบออกไป ก็จะสามารถเปิดไฟล์ได้ตามปกติ

ทาง Microsoft พบเห็นการโจมตีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จาก spam emails ซึ่งถูกส่งจาก email account ที่ถูกยึด มี subject ชื่อ "Outgoing Payments" เพื่อล่อให้ผู้รับเปิดเอกสาร PDF ที่เป็นอันตรายซึ่งอ้างว่าเป็นการโอนเงิน แต่ในความเป็นจริงแล้วเป็นการ เชื่อมต่อกับโดเมนหลอกลวงเพื่อดาวน์โหลดมัลแวร์ STRRAT และยังมีการเชื่อมต่อไปยัง command-and-control server อีกด้วย มัลแวร์ตัวนี้ยังมีคุณสมบัติที่สามารถรวบรวมรหัสผ่านของเบราว์เซอร์, บันทึกการกดแป้นพิมพ์, การเรียกใช้คำสั่งควบคุมจากระยะไกล และสคริปต์ PowerShell

STRRAT ถูกพบครั้งแรกในเดือนมิถุนายนปี 2020 โดย G Data บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ของเยอรมันที่สังเกตเห็น Windows malware (เวอร์ชัน 1.2) ในอีเมลฟิชชิ่งที่มีไฟล์แนบ Jar (หรือ Java Archive) ที่เป็นอันตราย

มัลแวร์มีเป้าหมายในการขโมยข้อมูล credentials ของเบราว์เซอร์, email clients และ passwords ผ่าน keylogging" ส่งผลกระทบกับเบราว์เซอร์และ email clients ดังต่อไปนี้ : Firefox, Internet Explorer, Chrome, Foxmail, Outlook, Thunderbird

Microsoft ตั้งข้อสังเกตว่าเวอร์ชัน 1.5 มีความซับซ้อนมากกว่าเวอร์ชันก่อนหน้า ซึ่งบ่งบอกว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตี กำลังพัฒนาเครื่องมืออย่างเต็มที่ และพฤติกรรมการเข้ารหัสแบบหลอก ๆ ยังคงเป็นสัญญาณว่ากลุ่มนี้อาจมีเป้าหมายที่จะสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว จากผู้ใช้ที่ไม่สงสัยในการข่มขู่ด้วย Ransomware

Indicators of compromise (IoCs) ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญสามารถเข้าถึงได้ผ่าน GitHub

ที่มา : thehackernews

สายการบินในอินเดียถูกโจมตีทางไซเบอร์ทำให้ข้อมูลลูกค้าถูกบุกรุกนับล้าน

เซิร์ฟเวอร์ที่เก็บข้อมูลของสายการบินแห่งชาติของอินเดีย (Air India) ถูกโจมตีทางไซเบอร์ ส่งผลกระทบต่อข้อมูลของลูกค้าประมาณ 4.5 ล้านรายทั่วโลกถูกบุกรุก
จากรายงานพบว่ามีการโจมตีครั้งแรกในเดือน กุมภาพันธ์ รายละเอียดข้อมูลที่ถูกบุกรุกนั้นประกอบไปด้วย หนังสือเดินทาง, ข้อมูลตั๋ว รวมไปถึงข้อมูลบัตรเครดิต "แต่ในส่วนของ ข้อมูลด้านความปลอดภัยของบัตรเครดิต หมายเลข CVV หรือ CVC นั้นไม่ได้ถูกเก็บอยู่บนเซิร์ฟเวอร์ข้อมูลที่ถูกโจมตี" และ "หลังจากการโจมตีที่เกิดขึ้นยังไม่พบสัญญาณหรือพฤติกรรมที่ผิดปกติเพิ่มเติม" ตามที่สายการบินแห่งชาติของอินเดีย กล่าว
ปัจจุบันนั้นยังไม่มีการออกมายอมรับ หรือรู้ตัวของผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้
ทาง Air India เองก็ได้ออกมาประกาศให้ลูกค้าของตนนั้นดำเนินการเปลี่ยนรหัสผ่านการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้ของพวกเขาบนเว็บไซต์
เมื่อปีที่แล้ว British Airways เองก็ถูกปรับ 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 800 ล้านบาท) เนื่องจากการละเมิดข้อมูลซึ่งส่งผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลบัตรเครดิตของลูกค้ามากกว่า 400,000 ราย เมื่อปี 2018
นอกจากนี้ในปีเดียวกัน EasyJet ยังออกมายอมรับว่าข้อมูล อีเมล และรายละเอียดการเดินทางของลูกค้าประมาณ 9 ล้านราย ถูกขโมยในการโจมตีทางไซเบอร์เช่นเดียวกัน

ที่มา : bbc

บริษัท Bose มีการเปิดเผยข้อมูลรั่วไหลหลังโดน Ransomware โจมตีเมื่อต้นเดือนมีนาคม

Bose เป็น บริษัท อิเล็กทรอนิกส์ที่ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงเพื่อความบันเทิง อุตสาหกรรมการบิน และยานยนต์
หลังจากถูกโจมตี บริษัท Bose ได้ว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย เพื่อตรวจสอบระบบที่ได้รับผลกระทบหลังจากการโจมตีของ Ransomware

โดยหลังจากการตรวจสอบพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลของพนักงานในปัจจุบัน และอดีตบางส่วนถูกเข้าถึงโดยผู้โจมตี รวมถึงชื่อหมายเลขประกันสังคม, ข้อมูลค่าตอบแทน และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนก HR แต่ ไม่พบการยืนยันถึงผู้คุกคามที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่ทำให้ข้อมูลหลุดออกจากเครือข่าย และ ไม่มีหลักฐานการรั่วไหลของข้อมูลที่ถูกขโมยบน Dark Web

หลังจากการโจมตีของ Ransomware บริษัท Bose ใช้มาตรการต่อไปนี้เพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต

ปรับปรุงระบบการป้องกัน Malware/Ransomware ทั้ง Endpoints และ Server ทั้งหมดเพื่อให้สามารถรับมือกับ Malware/Ransomware ได้ในอนาคต
ดำเนินการทำ Forensics บนเครื่องที่ถูกโจมตี เพื่อวิเคราะห์ถึงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจาก Malware/Ransomware
ทำการตรวจสอบและ Update อุปกรณ์ หรือ Software Security ให้เป็น Version ใหม่อยู่เสมอ
บล็อกไฟล์ที่เป็นอันตรายที่ใช้ในการโจมตีที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของมัลแวร์ หรือการพยายามขโมยข้อมูลออกสู่ภายนอกในอนาคต
ปรับปรุงระบบ Logging และ Monitoring เพื่อให้สามารถระบุพฤติกรรมของผู้โจมตีที่อาจจะเกิดขึ้นอีกในอนาคตได้
บล็อกเว็บไซต์และ IP ที่เป็นอันตราย ที่เชื่อมโยงกับภัยคุกคามบนไฟร์วอลล์ เพื่อป้องกันการขโมยข้อมูลออกสู่ภายนอก
เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับผู้ใช้ปลายทางและผู้ใช้ที่เป็น Privileged Users ทั้งหมด ให้เป็นรหัสที่คาดเดาได้ยาก
เปลี่ยน Access Keys ทุก Accounts ในทุกบริการ
อย่างไรก็ตาม ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสัมพันธ์ของ Bose กล่าวกับ BleepingComputer ว่า "เรากู้คืนและรักษาความปลอดภัยระบบของเราได้อย่างรวดเร็วด้วยการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์"

ที่มา: bleepingcomputer.

Darkside Ransomware Gang Received Nearly $5 Million as the Extortion Amount from the Victims of Colonial Pipeline Attack

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยด้านการวิเคราะห์ Blockchain จาก Elliptic ค้นพบ bitcoin wallet ที่ถูกใช้โดยกลุ่ม DarkSide Ransomware และข้อมูลการจ่ายค่าไถ่ หลังจากประสบความสำเร็จในการโจมตี Colonial Pipeline บริษัทผู้ดูแลท่อส่งน้ำมันฝั่งตะวันออกรายใหญ่ของสหรัฐฯ

ตามรายงานของ Elliptic ระบุว่ากลุ่ม DarkSide Ransomware ได้รับเงินค่าไถ่จาก Colonial Pipeline เป็นจำนวน 75 Bitcoin หรือประมาณ 5 ล้านเหรียญ เนื่องจากโจมตีดังกล่าวส่งผลกระทบให้ประเทศสหรัฐฯ ขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างกว้างขวาง และถือเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ที่เลวร้ายที่สุดกับโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯอีกด้วย

นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบการโจมตีของกลุ่ม DarkSide Ransomware ครั้งแรกในเดือนสิงหาคม 2020 ซึ่งคาดว่ากลุ่ม DarkSideได้รับเงินจากการเรียกค่าไถ่เป็นสกุลเงิน Bitcoin มากกว่า 90 ล้านเหรียญ โดยมาจาก Bitcoin wallet ที่แตกต่างกัน

จากรายงานของ DarkTracer ระบุว่ากลุ่ม DarkSide Ransomware ได้ทำการโจมตีองค์กรกว่า 99 องค์กรและส่วนใหญ่ขององค์กรที่ถูกโจมตีจะยอมจ่ายเงินค่าไถ่เป็นจำนวนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.9 ล้านดอลลาร์ Darkside จะมีเป้าหมายในการโจมตีเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ และมีข้อห้ามกลุ่ม Ransomware ในเครือโจมตีในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงธุรกิจด้านสุขภาพ, บริการงานศพ, การศึกษา, ภาครัฐ, และองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร

ที่มา: ehackingnews.

MountLocker Ransomware ใช้ Windows Active Directory API เพื่อกระจาย Worm ผ่านเครือข่ายภายในองค์กร

MountLocker เริ่มปฏิบัติการในเดือน กรกฎาคม 2020 โดยเป็น Ransomware-as-a-Service

(RaaS) จะเป็นรูปแบบแฮกเกอร์ผู้พัฒนา Ransomware เปิดให้บริการให้เช่าหรือใช้งาน Ransomware เพื่อนำไปโจมตีเป้าหมาย และนำค่าไถ่มาแบ่งกันตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ โดยจากเงื่อนไขดังกล่าวแฮกเกอร์ที่พัฒนา Ransomware จะได้รับเงินค่าไถ่ลดลง 20-30 % ในขณะที่ผู้ที่นำ Ransomware ไปใช้ในการโจมตีจะได้ส่วนที่เหลือไป

ในเดือนมีนาคม 2564 พบกลุ่ม Astro Locker Ransomware เริ่มใช้งาน MountLocker Ransomware เวอร์ชั่นที่ปรับแต่งให้ค่าไถ่และข้อมูลที่ได้ส่งไปยังกลุ่มของพวกเขาเอง โดยทาง Astro Locker ได้กล่าวกับ BleepingComputer เมื่อถามเกี่ยวกับการใช้งาน MountLocker ว่า “มันไม่ใช่การเปลี่ยนเจ้าของ แต่เราสามารถกำหนดให้เป็นพันธมิตรกันได้” และในเดือนพฤษภาคม 2564 พบกลุ่มที่สามได้ออกมาโดยใช้ชื่อว่า XingLocker ซึ่งได้ใช้ MountLocker แบบปรับแต่งเอง เช่นเดียวกัน

การแพร่กระจายของ MountLocker ไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ
MalwareHunterTeam ได้แบ่งปันตัวอย่างที่เชื่อว่าเป็นโปรแกรมปฏิบัติการของ MountLocker ที่มีความสามารถในการแพร่กระจายและเข้ารหัสไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ บนเครือข่ายได้ ซึ่งหลังจากติดตั้งตัวอย่างแล้ว BleepingComputer ยืนยันว่าเป็นตัวอย่างที่ปรับแต่งเองของกลุ่ม XingLocker และหลังจากแบ่งปันตัวอย่างกับ Vitali Kremez CEO ของ Advanced Intelligence พบว่า MountLocker ใช้ Windows Active Directory Service Interfaces API เป็นส่วนหนึ่งของการแพร่กระจายของ Worm

อันดับแรก Ransomware จะใช้ฟังก์ชัน NetGetDCName () เพื่อดึงชื่อของ Domain Controller จากนั้นจะดำเนินการคิวรี่ LDAP กับ ADS ของ Domain Controller โดยใช้ฟังก์ชัน ADsOpenObject () พร้อมกับ Credentials บน Command line และเมื่อเชื่อมต่อกับ Active Directory แล้ว ก็จะวนทำซ้ำ ๆ บนฐานข้อมูล ดังภาพด้านบน และสำหรับแต่ละ Object ที่ถูกพบ MountLocker จะพยายามคัดลอก Ransomware ไปยัง ‘\C$\ProgramData’ ของเป้าหมาย จากนั้น Ransomware จะสร้าง Windows Service โหลดไฟล์ Ransomware เพื่อให้สามารถเข้ารหัสอุปกรณ์ได้

เมื่อใช้ API นี้ Ransomware สามารถค้นหาเครื่องทั้งหมดที่อยู่บน Windows Domain เดียวกับเครื่องที่เข้าควบคุมได้ และสามารถเข้ารหัสโดยใช้ Credentials ที่ขโมยมากจากโดเมนได้

Kremez บอกกับ BleepingComputer เกี่ยวกับมัลแวร์ว่า “สภาพแวดล้อมขององค์กรจำนวนมากจะใช้ Active Directory Forests และในตอนนั้น MountLocker เป็น Ransomware ตัวแรกที่ใช้ประโยชน์จากข้อมูลเชิกลึกด้านสถาปัตยกรรมขององค์กรในการระบุเป้าหมายเพิ่มเติม และนี่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงควอนตัมของการพัฒนา Ransomware แบบมืออาชีพสำหรับการแสวงหาประโยชน์จากเครือข่ายขององค์กร”

“เนื่องจากผู้ดูแลระบบเครือข่ายมักใช้ API นี้ Kremez จึงเชื่อว่าแฮกเกอร์เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในด้านการดูแลระบบเครือข่ายขององค์กร" และแม้ว่า API นี้จะถูกพบเห็นในมัลแวร์อื่น ๆ เช่น TrickBot แต่นี่อาจเป็น Rasomware ตัวแรกที่ใช้ API เหล่านี้เพื่อทำการสำรวจไปในตัวและแพร่กระจายตัวเองไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ

ที่มา : Bleepingcomputer

Hackers Using Microsoft Build Engine to Deliver Malware Fileless

แฮกเกอร์ได้มีการใช้ Microsoft Build Engine (MSBuild) ในทางที่ผิด โดยใช้ส่ง Trojan และ Malware ประเภท Fileless ซึ่งมีเป้าหมายในการขโมยข้อมูลบนระบบ Windows

นักวิจัยจากบริษัท Anomali ที่ให้บริการด้านโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ กล่าวว่าเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (13 May 2021) ไฟล์ที่มีโค้ดอันตรายที่มีการเข้ารหัสและเชลล์โค้ดสำหรับติดตั้ง Blackdoor เพื่อใช้ในการเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อเพื่อขโมยข้อมูลได้มีการถูกสร้างขึ้น

MSBuild คือ เครื่องมือโอเพ่นซอร์สสำหรับ Compile .NET และ Visual Studio ที่ถูกพัฒนาโดยบริษัท Microsoft ที่มีไว้ใช้สำหรับ Compiling source code, Packaging, Testing, Deploying Applications

การใช้ MSBuild เป็นเครื่องมือในการเข้าควบคุมเครื่องเป้าหมายโดยไม่ต้องใช้ไฟล์ (Fileless) เป็นแนวคิดในการหลบหลีกการถูกตรวจจับเนื่องจาก Malware ตัวนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ Application ที่ถูกกฎหมายโดยรูปการทำงานจะเป็นการโหลด Code ลงที่ Memory ทำให้ไม่มีการทิ้งร่องรอยบนระบบและสามารถซ่อนตัวได้โดยที่ไม่ถูกตรวจจับ

ตามที่มีการเขียนระบุไว้ว่ามีเพียงผู้ให้บริการโซลูชันการรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ 2 รายเท่านั้นที่ระบุว่าหนึ่งในไฟล์ MSBuild ที่มีการอัปโหลดไปยัง VirusTotal vyx.

FBI spots spear-phishing posing as Truist Bank bank to deliver malware

เอฟบีไอพบ spear-phishing สวมรอยเป็นธนาคาร Truist Bank เพื่อกระจายมัลแวร์

ผู้โจมตีแอบอ้างตัวเองเป็น Truist Bank ซึ่งเป็นธนาคารของอเมริกา และทำการส่งสเปียร์ฟิชชิ่ง
ผู้โจมตีจะส่งอีเมลและแนบเว็บไซต์ โดยภายในอีเมลหรือเว็บไซต์นั้นจะมีมัลแวร์หรือโทรจันแบบเข้าถึงระยะไกลได้ (RAT : Remote Administration Tool ) ในการกระจายมัลแวร์ให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ

FBI ได้เผยแพร่เอกสาร TLP:WHITE. โดยมีการกล่าวว่า ในกลุ่มแฮกเกอร์ได้ปรับแต่งแคมเปญฟิชชิ่ง โดยการจดทะเบียนโดเมน หัวข้ออีเมล และแอพพลิชั่น เพื่อแอบอ้างว่าเป็นสถานบันการเงินนั้น ๆ

โดยการทำงานร่วมกันกับ DHS-CISA (Department of Homeland Security's - Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) โดยได้มีการออก IOC (Indicators of compromise) เพื่อใช้ในการตรวจจับและป้องกันการโจมตีดังกล่าวแล้ว

มีการโจมตีที่เป้าหมายที่เป็น บริษัทพลังงานหมุนเวียน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 แฮกเกอร์ได้มีการส่งอีเมลฟิชชิ่งสั่งให้เป้าหมายทำการติดตั้งแอปพลิเคชั่นที่เป็นอันตราย โดยแอบอ้างเป็นแอป Truist Financial SecureBank และต้องดำเนินการให้เสร็จหลังเงินกู้ 62 ล้านดอลลาร์

FBI ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “จำนวนเงินที่หลอกลวงไปนั้นจะขึ้นอยู่กับรูปแบบธุรกิจของเป้าหมาย และในอีเมลล์ฟิชชิ่งยังมีลิงค์สำหรับดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นพร้อมชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านสำหรับการเข้าถึงอีกด้วย อีเมลฟิชชิ่งจะดูเหมือนว่าส่งมาจากสถาบันการเงินในสหราชอาณาจักรโดยระบุว่าการกู้ยืมเงินสถาบันการเงินในอเมริกาให้กับเหยื่อนั้นได้รับการยืนยันแล้ว และสามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชั่นที่แฮกเกอร์ได้แนบลิงค์มาด้วย”

แฮกเกอร์จะปลอมแปลงโฮสต์ของแอปพลิเคชั่นที่ลงทะเบียนไว้ก่อนการโจมตีโดยการแอบอ้างว่าเป็น Truist และดูเหมือนว่าสถาบันการเงินอื่น ๆ ในอเมริกาและสหราชอาณาจักร เช่น MayBank, FNB America และ Cumberland Private ก็ถูกแอบอ้างในแคมเปญสเปียฟิชชิ่งนี้เช่นกัน

ความสามารถในการขโมยข้อมูลของมัลแวร์ โดยจากการตรวจสอบบน Virustotal พบรายละเอียดเกี่ยวกับความสามารถของมัลแวร์ซึ่งประกอบไปด้วย
- การยกระดับสิทธิ์
- การเชื่อมต่อกับ UDP
- การจัดการรีจิสทรีของระบบ
- จับภาพหน้าจอ
- การฟังการสื่อสารที่เชื่อมต่อเข้ามา
- การตรวจจับการกดแป้นพิมพ์
- ดาวน์โหลดหรือวางไฟล์ไว้บนเครื่อง
- การแทรกโค้ดด้วยการรีโมทจากระยะไกล

และเมื่อเดือนที่แล้ว Michael Page ซึ่งเป็น บริษัท จัดหางานชั้นนำของโลกได้ถูกแอบอ้างในแคมเปญที่คล้ายกันนี้ โดยเป้าหมายจะถูกหลอกให้ติดตั้ง Trojan (Ursnif) ซึ่งเป็นมัลแวร์ที่จะเก็บข้อมูลการใช้งานของเป้าหมาย

จากการดูข้อมูลที่เก็บมาจากระบบที่ติดมัลแวร์พบว่าผู้โจมตีจะสามารถขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบของเป้าหมายและข้อมูลที่เป็นความลับอื่น ๆ เพื่อที่จะได้เข้าควบคุมบัญชีหรือระบบของเป้าหมาย และจากการวางเหยื่อล่อ (Decoy) พบว่าพฤติกรรมของมัลแวร์เป็นพฤติกรรมที่เคยใช้กลุ่ม Lazarus ซึ่งเป็นกลุ่มที่เชื่อได้ว่าได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ

คำแนะนำ
● ควรระวังเมื่อใช้งานอีเมล เช่น ตรวจสอบชื่อผู้ส่ง, ลิ้งค์, ไฟล์แนบ ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
● ไม่ควรตั้งค่าอนุญาตให้เครื่องผู้ใช้สามารถติดตั้งโปรแกรมเองได้
● อัพเดทซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสให้เป็นปัจจุบันเสมอ

ที่มา : ● bleepingcomputer.

นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบอุปกรณ์ Wi-Fi เสี่ยงถูกโจมตีด้วย FragAttacks

มีการเปิดเผยข้อบกพร่องในการออกแบบและการใช้งานหลายอย่างในมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งรองรับอุปกรณ์ Wi-Fi ที่ส่งผลให้ผู้ไม่หวังดีสามารถควบคุมและขโมยข้อมูลที่เป็นความลับได้
ช่องโหว่นี้เรียกว่า FragAttacks (Fragmentation and Aggregation) ส่งผลกระทบต่อโปรโตคอลด้านความปลอดภัย Wi-Fi ทั้งหมดตั้งแต่ Wired Equivalent Privacy (WEP) ไปจนถึง Wi-Fi Protected Access 3 (WPA3) จึงทำให้แทบทุกอุปกรณ์ที่มีการเปิดใช้งานไร้สายเสี่ยงต่อการถูกโจมตี
Mathy Vanhoef นักวิชาการด้านความปลอดภัยจาก New York University Abu Dhabi กล่าวว่า “จากการทดลองพบว่าอุปกรณ์ Wi-Fi ทุกตัวจะได้รับผลกระทบจากช่องโหว่อย่างน้อย 1 รายการ”
จากข้อมูลของ Vanhoef ปัญหาดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดในการเขียนโปรแกรม โดยมีข้อบกพร่องบางประการย้อนหลังไปถึงปี 1997 ช่องโหว่ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ the standard fragments and aggregates frames ทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถส่งแพ็กเก็ตอันตรายเพื่อหลอกล่อเหยื่อให้ใช้เซิร์ฟเวอร์ DNS ที่เป็นอันตรายหรือปลอมแปลงเฟรมเพื่อขโมยข้อมูล และหากผู้ไม่หวังดีสามารถส่งแพ็คเก็ตไปถึง AP (Access Point) ได้ก็จะสามารถข้าม (Bypass) NAT/Firewall เพื่อเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่อยู่ในเครือข่ายได้โดยตรง

นอกจากนี้ผู้ไม่หวังดียังสามารถยกระดับการโจมตีได้โดยอาศัยช่องโหว่นี้เข้ายึดเครื่อง Windows ที่ล้าสมัยในเครือข่ายนั้นๆโดยช่องโหว่ทั้ง 12 รายการมีดังนี้
CVE-2020-24588: Accepting non-SPP A-MSDU frames
CVE-2020-24587: Reassembling fragments encrypted under different keys
CVE-2020-24586: Not clearing fragments from memory when (re)connecting to a network
CVE-2020-26145: Accepting plaintext broadcast fragments as full frames (in an encrypted network)
CVE-2020-26144: Accepting plaintext A-MSDU frames that start with an RFC1042 header with EtherType EAPOL (in an encrypted network)
CVE-2020-26140: Accepting plaintext data frames in a protected network
CVE-2020-26143: Accepting fragmented plaintext data frames in a protected network
CVE-2020-26139: Forwarding EAPOL frames even though the sender is not yet authenticated
CVE-2020-26146: Reassembling encrypted fragments with non-consecutive packet numbers
CVE-2020-26147: Reassembling mixed encrypted/plaintext fragments
CVE-2020-26142: Processing fragmented frames as full frames
CVE-2020-26141: Not verifying the TKIP MIC of fragmented frames

หลังจากที่มีการค้นพบช่องโหว่ดังกล่าว Microsoft ได้เปิดตัวการแก้ไขสำหรับช่องโหว่บางรายการเช่น (CVE-2020-24587, CVE-2020-24588 และ CVE-2020-26144) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการอัปเดต Patch Tuesday สำหรับเดือนพฤษภาคม 2021
นี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ Vanhoef ออกมาเปิดเผยช่องโหว่ที่มีความรุนแรงในมาตรฐาน Wi-Fi ย้อนกลับไปในปี 2017 เขายังเคยเปิดเผยช่องโหว่ KRACKs (Key Reinstallation Attacks) ในโปรโตคอล WPA2 ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถอ่าน หรือขโมยข้อมูลหมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลอื่นๆ ได้อีกด้วย

สำหรับคำแนะนำในการลดความรุนแรงของช่องโหว่บนอุปกรณ์ของ Cisco, HPE, Aruba Network, Juniper Network และ Sierra Wireless สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ คำแนะนำ (https://www.

Microsoft: Windows 10 version 1803, 1809 และ 1909 สิ้นสุดการให้บริการเรียบร้อยแล้ว

Windows 10 version 1803, 1809 และ 1909 หลายรุ่นได้สิ้นสุดการให้บริการ (End of Service - EOS) ใน Patch Tuesday ของเดือนนี้ Windows 10 รุ่นที่มาถึง EoS จะไม่ได้รับ Technical Support อีกต่อไป รวมไปถึงการแก้ไขข้อบกพร่อง และความปลอดภัยรายเดือนเพื่อปกป้องอุปกรณ์เหล่านี้จากภัยคุกคาม

โดยปกติแล้ว Microsoft จะแนะนำให้ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่สิ้นสุดการให้บริการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันล่าสุดที่มีให้โดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาระบบของตนให้ปลอดภัย แต่บริษัทเองก็จะยังเปิดให้อัปเดต Feature โดยอัตโนมัติสำหรับ Windows บางรุ่นที่เข้าข่าย EoS ไปอีกสักพักหลังจากที่ EoS ไปแล้ว และก็ยังสามารถเลือกเวลาในการรีบูต และอัปเดตให้เสร็จสมบูรณ์ได้

มีข้อยกเว้น 2 ประการสำหรับประกาศการสิ้นสุดการให้บริการ
1) Windows 10 เวอร์ชัน 1809 Enterprise LTSC 2019 และ Windows 10 IoT Core / Enterprise 2019 LTSC จะยังคงได้รับการอัปเดตจนถึงวันที่ 9 มกราคม 2572

2) Windows 10 เวอร์ชัน 1909 Education, Enterprise และ IoT Enterprise จะยังคงได้รับการอัปเดตจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคม 2565

ผู้ใช้งานที่ยังคงใช้งาน Windows 10 ที่กำลังจะ EoS แนะนำให้อัปเดตเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อรับการอัปเดตด้านความปลอดภัยและการแก้ไขข้อบกพร่องอย่างทันท่วงที

ที่มา : bleepingcomputer.