มัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil พัฒนาเครื่องมือเข้ารหัสเวอร์ชั่น Linux เพื่อมุ่งเป้าโจมตี VMware ESXi

กลุ่มอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil เริ่มมีการใช้งานเครื่องมือเข้ารหัสเวอร์ชั่น Linux โดยพุ่งเป้าโจมตีเครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายแบบเสมือนหรือ Virtual Machine (VM) ที่ทำงานอยู่บน VMware ESXi เป็นหลัก ซึ่งเป็นผลมาจากความนิยมในการใช้งาน VM ขององค์กรในยุคปัจจุบันทำให้กลุ่มอาชญากรไซเบอร์เร่งพัฒนาเครื่องมือที่จะใช้ในการโจมตีด้วยการเข้ารหัสข้อมูลของ VM

เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองทางไซเบอร์, Yelisey Boguslavskiy โพสต์ข้อมูลผ่านทวิตเตอร์ว่าพบข้อมูลการประกาศบนเว็บบอร์ดแห่งหนึ่งโดยกลุ่มอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil ทำการยืนยันว่าได้เปิดให้ใช้งานเครื่องมือเข้ารหัสเวอร์ชั่นระบบปฏิบัติการ Linux ซึ่งสามารถใช้โจมตีอุปกรณ์ NAS ได้อีกด้วย

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.64 ที่ผ่านมา กลุ่มนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จาก MalwareHunterTeam เปิดเผยว่าตรวจพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil เวอร์ชั่น Linux เช่นกัน หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Sodinokibi" ซึ่งกำลังพุ่งเป้าโจมตีเครื่องแม่ข่ายที่ใช้งาน VMware ESXI

Vitali Kremez ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรองทางไซเบอร์ให้สัมภาษณ์ BleepingComputer หลังจากมีโอกาสได้ทำการวิเคราะห์ไฟล์มัลแวร์พันธ์ุใหม่นี้ว่า มันเป็นไฟล์ ELF ชนิด 64-bit ซึ่งมีการนำรูปแบบการตั้งค่าการใช้งานเหมือนกับไฟล์ Executable ที่พบได้บนระบบปฏิบัติการ Windows และนี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil เวอร์ชั่น Linux ในการโจมตีที่เกิดขึ้นจริงนับตั้งแต่มันถูกเปิดให้ใช้งาน

สำหรับขีดความสามารถของมัลแวร์ชนิดนี้ ผู้โจมตีสามารถกำหนดตำแหน่งของไฟล์ที่ต้องการเข้ารหัสได้ รวมทั้งสามารถเปิดการใช้งาน "Silent Mode" ซึ่งใช้สำหรับป้องกันการปิดการทำงานของ "VMs mode" ดังแสดงตามรายละเอียดในคำแนะนำการใช้งาน (Usage Instructions) ของมัลแวร์ ดังนี้

Usage example: elf.

พบการจ่ายเงินให้กับแรนซัมแวร์บางส่วนถูกส่งต่อไปยังเว็บไซต์ร้านนวดเฉพาะจุด

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ตรวจพบความเชื่อมโยงของเงินค่าไถ่จากมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) ที่แพร่ระบาดในประเทศอิสราเอล เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ร้านนวดเฉพาะจุด

การโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นโดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในปฏิบัติการชื่อ Ever101 ซึ่งโจมตีผู้ให้บริการคอมพิวเตอร์สัญชาติอิสราเอลด้วยการเข้ารหัสข้อมูลบนอุปกรณ์ทำให้ไม่สามารถใช้งานได้

จากรายงานที่เผยแพร่โดย Profero และ Security Joes ซึ่งเป็นบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอสัญชาติอิสราเอล และเป็นผู้ที่เข้ารับมือเหตุการณ์โจมตีครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า Ever101 เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่สายพันธ์เดียวกันกับ Everbe และ Payment45

เมื่อเริ่มทำการเข้ารหัสไฟล์ นามสกุลไฟล์จะถูกต่อท้ายด้วยคำว่า ".ever101" และทำการสร้างไฟล์ชื่อ """=READMY="".txt" สำหรับข่มขู่เรียกค่าไถ่เอาไว้ในทุกๆ โฟลเดอร์บนเครื่องคอมพิวเตอร์

ในระหว่างการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตี นักวิจัยพบว่าโฟลเดอร์ชื่อ “Music” ถูกใช้เป็นที่เก็บไฟล์สำหรับใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีจำนวนมาก ซึ่งเผยให้เห็นถึง Tactics, Techniques, Procedures (TTPs) ของผู้โจมตี

ตามรายงานของ Profero และ Security Joe กล่าวไว้ว่า “ในระหว่างการตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกโจมตี เราพบข้อมูลที่สำคัญเก็บไว้ภายในโฟลเดอร์ Music โดยภายในนั้นมีไฟล์ไบนารี่ของมัลแวร์เรียกค่าไถ่รวมถึงไฟล์อีกจำนวนหนึ่งที่เข้ารหัสไว้ และที่ยังไม่ได้เข้ารหัสซึ่งเราเชื่อว่าผู้โจมตีใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการรวบรวมข้อมูล และโจมตีไปยังเครือข่ายต่อไป”

เครื่องมือที่ถูกใช้โดยกลุ่ม Ever101 เช่น

xDedicLogCleaner - ใช้เพื่อกลบร่องรอยใน Windows event logs, system logs, และโฟลเดอร์ Temp

PH64.exe - โปรแกรม Process Hacker (64-bit) ที่ถูกเปลี่ยนชื่อเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ

Cobalt Strike - ใช้เพื่อให้สามารถเข้าถึงเครื่องได้จากระยะไกล โดยในการโจมตีครั้งนี้ Cobalt Strike Beacon ถูกฝังอยู่ในไฟล์ชื่อ WEXTRACT.exe

SystemBC - ใช้เพื่อซ่อนข้อมูลการเชื่อมต่อของ Cobalt Strike บน SOCKS5 Proxy เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับ

ไฟล์เครื่องมือที่เหลือถูกเข้ารหัสจากการทำงานของมัลแวร์เรียกค่าไถ่แต่ทว่าสามารถคาดเดาลักษณะการทำงานได้จากชื่อของไฟล์ได้ เช่น

SoftPerfect Network Scanner - ใช้เพื่อสแกน IPv4/IPv6 network

shadow.

พบแพ็คเกจอันตรายใน PyPi ที่จะเปลี่ยนอุปกรณ์ของ Developer ให้กลายเป็นเครื่องขุด cryptocurrency

ในสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น มีการตรวจพบแพ็คเกจที่เป็นอันตรายจำนวนมากใน PyPi (Python Package Index) พื้นที่จัดเก็บโปรแกรมและไลบรารีเสริมที่มีไว้ใช้สำหรับพัฒนา Project Python ซึ่งแพ็คเกจเหล่านั้นจะเปลี่ยนอุปกรณ์ของ Developer ให้กลายเป็นเครื่องขุด cryptocurrency

แพ็คเกจที่เป็นอันตรายทั้งหมดถูกเผยแพร่โดยบัญชีผู้ใช้เดียวกันคือ "nedog123" และหลอกให้ Developer ดาวน์โหลดแพ็คเกจอันตรายเหล่านั้นกว่าหลายพันครั้งโดยใช้วิธีการสะกดชื่อให้มีความใกล้เคียงกับแพ็คเกจที่เป็นของจริง

แพ็คเกจอันตรายที่มีการตรวจพบในเดือนเมษายนทั้งหมดมี 6 รายการดังนี้

maratlib
maratlib1
matplatlib-plus
mllearnlib
mplatlib
learninglib

จะสังเกตเห็นได้ว่าแพ็คเกจอันตรายทั้งหมดที่ตรวจพบนั้นจะมีการพยายามสะกดชื่อแพ็คเกจให้มีความใกล้เคียงกับแพ็คเกจของจริง matplotlib

Ax Sharma นักวิจัยด้านความปลอดภัยของบริษัทพัฒนาระบบอัตโนมัติ Sonatype ได้วิเคราะห์ 1 ในแพ็คเกจอันตราย “maratlib” ในบล็อกโพสต์ โดยตั้งข้อสังเกตว่าในแพ็คเกจเหล่านั้นประกอบไปด้วยหลายส่วนที่เป็นอันตราย และแต่ละส่วนมีการทำงานร่วมกัน

"สำหรับแต่ละแพ็คเกจ โค้ดที่เป็นอันตรายจะอยู่ในไฟล์ setup.

พบช่องโหว่อันตรายใน NVIDIA Jetson Chipsets

บริษัทผู้ผลิตกราฟฟิกชิปชื่อดังของสหรัฐอเมริกา NVIDIA ได้ออกอัปเดคซอฟแวร์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 26 ช่องโหว่ ที่ส่งผลกระทบกับชุดผลิตภัณฑ์ Jetson system-on-module (SOM) โดยผู้ไม่หวังดีสามารถยกระดับสิทธิ์เพื่อเข้าถึงระบบ หรือทำให้ระบบหยุดทำงาน และเข้าถึงเพื่อขโมยข้อมูลต่างๆที่สำคัญได้ กลุ่มผลิตภัณฑ์ NVIDIA Jetson ประกอบด้วย Linux AI, โมดูลคอมพิวเตอร์วิชันคอมพิวติ้ง, ชุดพัฒนาสำหรับคอมพิวเตอร์วิชัน และระบบอัตโนมัติ เช่น หุ่นยนต์เคลื่อนที่ และโดรน เป็นต้น

โดยช่องโหว่มีหมายเลข CVE‑2021‑34372 ถึง CVE‑2021‑34397 ส่งผลกระทบต่อ Jetson TX1, TX2 series, TX2 NX, AGX Xavier series, Xavier NX และ Nano และ Nano 2GB ที่รัน Jetson Linux เวอร์ชันก่อน 32.5.1 บริษัท Frédéric Perriot ของ Apple Media Products เป็นผู้รายงานปัญหาทั้งหมด

ช่องโหว่สำคัญคือหมายเลข CVE‑2021-34372 (คะแนน CVSS: 8.2) ซึ่งเป็นช่องโหว่ทีทำให้เกิด buffer overflow ใน Trusty trusted Execution (TEE) ที่อาจส่งผลให้เกิดการเข้าถึงเพื่อขโมยข้อมูล การเพิ่มระดับสิทธิ์ และการทำให้ระบบหยุดให้บริการ

อีก 8 ช่องโหว่เป็นช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับ memory, stack overflows ซึ่งช่องโหว่เกี่ยวข้องกับ Trusty trusted Execution (TEE) และ Bootloader ซึ่งนำไปใช้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตราย ทำให้ระบบหยุดให้บริการ และเข้าถึงข้อมูลได้เช่นกัน

NVIDIA แนะนำให้ผู้ใช้งานดำเนินการอัปเดตเวอร์ชั่นให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดคือ 32.5.1 หากมีการใช้เวอร์ชั่น 32.5.1 อยู่แล้ว แนะนำให้อัปเดตในส่วนของแพ็กเกจ Debian ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด

ที่มา: thehackernews.

PYSA ransomware ใช้ Backdoor เพื่อโจมตีองค์กรการศึกษาโดย Malware ที่ชื่อว่า ChaChi

กลุ่ม PYSA ransomware ได้ใช้ remote access trojan (RAT) ที่ชื่อว่า ChaChi ในการฝัง Backdoor บนระบบขององค์กรด้านสุขภาพ และด้านการศึกษาเพื่อขโมยข้อมูล และเข้ารหัสเครือข่ายของเหยื่อในลักษณะการโจมตีที่ถูกเรียกว่า double extortion (นอกจากเรียกค่าไถ่จากการเข้ารหัสไฟล์ด้วย ransomware แล้ว ยังมีการเรียกค่าไถ่จากข้อมูลที่ถูกขโมยออกไป โดยการข่มขู่ว่าจะปล่อยข้อมูลออกสู่สาธารณะ) (more…)

บริษัท ADATA ประสบปัญหาการรั่วไหลของข้อมูลขนาด 700 GB จากการโจมตีโดยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ragnar Locker

กลุ่มอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ragnar Locker ได้เผยแพร่ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดข้อมูลที่มีขนาดมากกว่า 700 GB ซึ่งขโมยมาจากบริษัท ADATA ที่เป็นผู้ผลิตหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลในประเทศไต้หวัน

ข้อมูลดังกล่าวเป็นไฟล์ประเภทบีบอัด จำนวน 13 ไฟล์ ที่คาดว่าถูกขโมยมาจากบริษัท ADATA ถูกเผยแพร่ผ่านบริการรับฝากไฟล์ซึ่งเปิดให้ดาวน์โหลดได้แบบสาธารณะ

ไฟล์ขนาดใหญ่ของ ADATA

เมื่อวันเสาร์ที่ 19 มิ.ย.64 กลุ่มอาชญากร ได้เผยแพร่ลิงก์สำหรับดาวน์โหลดไฟล์เอกสารชุดใหม่ที่ขโมยมาจากบริษัท ADATA พร้อมประกาศบนเว็บไซต์ของตนเองให้ผู้ที่สนใจเร่งทำการดาวน์โหลดก่อนที่ไฟล์จะถูกลบ

คำเตือนของกลุ่มอาชญากรเป็นความจริง เพราะหลังจากนั้นไม่นานผู้ให้บริการรับฝากไฟล์ “MEGA” ซึ่งกลุ่มอาชญากรเลือกใช้ในการฝากไฟล์ของบริษัท ADATA ได้ทำการปิดกั้นการเข้าถึงไฟล์ดังกล่าวและปิดบัญชีผู้ใช้งานของกลุ่มอาชญากรฯ ทันที

แต่จากข้อมูลที่หลุดมาพบว่า มีไฟล์สองรายการที่มีขนาดใหญ่อย่างน่าตกใจคือมีขนาดมากกว่า 100 GB ในขณะที่ไฟล์ส่วนใหญ่ที่เหลือมีขนาดน้อยกว่า 1.1 GB

หากอ้างอิงข้อมูล Metadata ของไฟล์ ที่เผยแพร่โดยกลุ่มอาชญากรฯ พบว่าไฟล์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะมีขนาดเท่ากับ 300 GB (ชื่อไฟล์ Archive#1.7z) รองลงมาคือ 117 GB (ชื่อไฟล์ Archive#2.7z) แต่ก็ยากที่จะคาดว่าข้อมูลข้างในคืออะไรเพราะชื่อไฟล์ดังกล่าวถูกตั้งโดยที่ไม่สื่อความหมายใด ๆ

แต่เมื่อพิจารณาชื่อของไฟล์อื่น ๆ ที่เหลืออยู่ คาดการณ์ได้ว่าเอกสารที่ถูกขโมยออกมาจากบริษัท ADATA บางส่วนอาจเกี่ยวข้องกับข้อมูลทางการเงินและเอกสารข้อตกลงไม่เปิดเผยข้อมูลของบริษัท

แม้จะยังไม่มีข้อมูลว่าลิงก์สำหรับดาวน์โหลดสามารถใช้งานได้นานแค่ไหนและปริมาณของการดาวน์โหลดอยู่ที่เท่าไหร่ แต่บริษัท MEGA ให้สัมภาษณ์กับ BleepingComputer โดยกล่าวว่ามีความเป็นไปได้ที่ไฟล์อาจจะยังถูกดาวน์โหลดไปไม่เยอะมาก และ MEGA ใช้เวลาเพียง 4 นาทีในการดำเนินการปิดบัญชีผู้ใช้งานของกลุ่มอาชญากร หลังจากได้รับการรายงานเกี่ยวกับการละเมิดกฏการใช้งาน (MEGA’s terms of service) เมื่อวันที่ 21 มิ.ย.64 นอกจากนั้นทางบริษัทจะให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนในครั้งนี้

บริษัท ADATA ถูกโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่เมื่อวันที่ 23 พ.ค.64 ส่งผลให้บริษัทตัดสินใจออฟไลน์ระบบทั้งหมด ซึ่งทางบริษัทฯ ให้สัมภาษณ์กับ BleepingComputer โดยกล่าวว่าบริษัทฯ จะทำการกู้คืนระบบด้วยตัวเองและไม่ยินยอมที่จะจ่ายเงินค่าไถ่ให้กับกลุ่มอาชญากร

กลุ่มอาชญากร กล่าวอ้างว่าก่อนที่จะเริ่มกระบวนการเข้ารหัสไฟล์ (Encryption) พวกตนสามารถขโมยไฟล์ที่มีความสำคัญมากกว่า 1.5 TB ออกมาได้ สาเหตุเพราะมีเวลาเหลือเฟือในการปฏิบัติการเนื่องจากระบบป้องกันทางเครือข่าย (Network Defenses) ของบริษัท ADATA นั้นไร้ประสิทธิภาพไฟล์ที่รั่วไหลออกมาครั้งนี้เป็นไฟล์ชุดที่สอง ซึ่งไฟล์ชุดแรกถูกเผยแพร่ไปเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี 2564 ซึ่งประกอบไปด้วยไฟล์ประเภท Archive (7-zip) จำนวน 4 ไฟล์ (ขนาดน้อยกว่า 250 MB) และยังสามารถดาวน์โหลดได้ถึงปัจจุบันนี้

ที่มา: bleepingcomputer.

Apple ออกแพตช์เร่งด่วน หลังพบช่องโหว่ Zero-Day 2 ช่องโหว่ถูกนำมาใช้ในการโจมตี

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา Apple ได้ออกอัปเดตแพตช์ความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day
2 ช่องโหว่ใน iOS 12.5.3 หลังพบว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตีเป็นวงกว้าง

อัปเดตล่าสุดของ iOS 12.5.4 มาพร้อมกับการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยจำนวน 3 ช่องโหว่ คือ memory corruption ใน ASN.1 decoder (CVE-2021-30737) และอีก 2 ช่องโหว่ที่เกี่ยวกับ Webkit browser engine ที่อาจทำให้ผู้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

CVE-2021-30761 – ปัญหา memory corruption ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น โดยช่องโหว่ได้รับการแก้ไขด้วยการจัดการ และปรับปรุงหน่วยความจำ
CVE-2021-30762 – ปัญหา use-after-free ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น ช่องโหว่ได้รับการแก้ไขด้วยการจัดการ และปรับปรุงหน่วยความจำ
ทั้ง CVE-2021-30761 และ CVE-2021-30762 ถูกรายงานไปยัง Apple โดยผู้ที่ไม่ประสงค์ออกนาม โดยบริษัทที่อยู่ใน Cupertino ได้ระบุไว้ในคำแนะนำว่าช่องโหว่ดังกล่าวอาจจะถูกใช้ในการโจมตีแล้วในปัจจุบัน โดยปกติแล้ว Apple จะไม่เปิดเผยรายละเอียดใดๆ เกี่ยวกับลักษณะของการโจมตี และเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมาย หรือกลุ่มผู้โจมตีที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตามความพยายามในการโจมตี จะเป็นการมุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์รุ่นเก่า เช่น iPhone 5s, iPhone 6, iPhone 6 Plus, iPad Air, iPad mini 2, iPad mini 3 และ iPod touch (รุ่นที่ 6) ซึ่ง Apple ได้มีการแก้ไขช่องโหว่ buffer overflow (CVE-2021-30666) ไปเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม
ที่ผ่านมา

นอกจากช่องโหว่ข้างต้นแล้ว Apple ยังได้แก้ไขช่องโหว่ Zero-day อีก 12 ช่องโหว่ ที่อาจส่งผล
กระทบต่อ iOS, iPadOS, macOS, tvOS และ watchOS ตั้งแต่ต้นปี มีรายละเอียดดังนี้

CVE-2021-1782 (Kernel) - ช่องโหว่ในระดับ Kernel ซึ่งส่งผลให้แอพพลิเคชั่นที่เป็นอันตรายสามารถยกระดับสิทธิ์การโจมตีได้
CVE-2021-1870 (WebKit) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่ช่วยให้ผู้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้
CVE-2021-1871 (WebKit) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่ช่วยให้ผู้โจมตีรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้
CVE-2021 -1879 (WebKit) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นอาจทำให้ถูกโจมตีในรูปแบบ universal cross-site scripting ได้
CVE-2021-30657 (System Preferences) - ช่องโหว่ที่ทำให้แอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายสามารถเลี่ยงการตรวจสอบจาก Gatekeeper ได้
CVE-2021-30661 (WebKit Storage) - ช่องโหว่ใน WebKit Storage ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น
CVE-2021-30663 (WebKit) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น
CVE-2021-30665 (WebKit) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น
CVE-2021-30666 (WebKit ) - ช่องโหว่ใน Webkit ที่ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถลักลอบรันโค้ดที่เป็นอันตราย เมื่อมีการเรียกใช้งาน Malicious content บนเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้น
CVE-2021-30713 (TCC framework) - ช่องโหว่ TCC framework ที่ทำให้แอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายสามารถ bypass การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้
แนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ Apple อัปเดตระบบปฏบัติการให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากช่องโหว่ข้างต้น

ที่มา: thehackernews.

ผู้เชี่ยวชาญเตือนให้ระวังเมลฟิชชิ่งในช่วงมหกรรมช้อปปิ้งประจำปีของอเมซอน – Amazon Prime Day

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยได้เตือนนักช้อปออนไลน์ให้ระวังอีเมลฟิชชิ่งในช่วง Amazon Prime Day เป็นพิเศษ

เนื่องจาก Amazon Prime Day นั้นเป็นกิจกรรมลดราคาของทางร้านขายของออนไลน์ amazon.

เกาหลีเหนือใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ VPN เพื่อแฮกสถาบันวิจัยนิวเคลียร์ของเกาหลีใต้

สถาบันวิจัยพลังงานปรมาณูเกาหลี (KAERI) ของรัฐบาลเกาหลีใต้เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่าเครือข่ายภายในของบริษัทถูกบุกรุกโดยผู้ต้องสงสัยที่คาดว่ามาจากเกาหลีเหนือ

การบุกรุกเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ผ่านช่องโหว่ของ VPN (โดยยังไม่มีการระบุว่าเป็นของผู้ให้บริการรายใด) และมี IP Address ของผู้โจมตีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ทั้งหมด 13 IP โดยหนึ่งในนั้นคือ IP "27.102.114[.]89" ซึ่งมีประวัติการเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮกเกอร์ที่คาดว่าได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือชื่อว่า Kimsuky

KAERI ก่อตั้งขึ้นในปี 2502 ในเมืองแดจอน เป็นสถาบันวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งออกแบบ และพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ที่เกี่ยวข้องกับเครื่องปฏิกรณ์ แท่งเชื้อเพลิง การหลอมรวมของรังสี และความปลอดภัยของนิวเคลียร์

หลังจากการบุกรุก KAERI กล่าวว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อบล็อก IP Address ของผู้โจมตี และอัพเดทแพตซ์ของ VPN ที่มีช่องโหว่เรียบร้อยแล้ว โดยสถาบันฯกำลังสืบสวนรายละเอียดผลกระทบจากการบุกรุก และมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น

จากรายงานของสำนักข่าว SISA ของเกาหลีใต้ซึ่งเปิดเผยถึงเหตุการณ์การบุกรุกในครั้งนี้ โดยสำนักข่าวอ้างว่า KAERI พยายามปกปิดการโจมตี โดยพยายามปฏิเสธการโจมตีที่เกิดขึ้น ซึ่ง KAERI อ้างว่าเป็นเพียงความผิดพลาดจากพนักงานระดับปฏิบัติการเท่านั้น

ตั้งแต่ปี 2012 Kimsuky (หรือที่รู้จักในชื่อ Velvet Chollima, Black Banshee หรือ Thallium) เป็นกลุ่มแฮกเกอร์ชาวเกาหลีเหนือที่รู้จักในแคมเปญจารกรรมทางอินเทอร์เน็ตที่กำหนดเป้าหมายไปยังสถาบันวิจัย และปฏิบัติการพลังงานนิวเคลียร์ในเกาหลีใต้

เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Cyber Security อย่าง Malwarebytes ได้เปิดเผยถึงการโจมตีไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยใช้วิธีการติดตั้ง Backdoor บนระบบปฏิบัติการ Android และ Windows ที่ชื่อว่า AppleSeed โดยมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญ

โดยมีเป้าหมายคือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการต่างประเทศ เอกอัครราชทูตศรีลังกาประจำประเทศ เจ้าหน้าที่ความมั่นคงทางนิวเคลียร์ของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และรองกงสุลใหญ่ประจำสถานกงสุลเกาหลีใต้ในฮ่องกง โดยมี IP Address ของ command-and-control (C2) ที่ตรงกัน

ยังไม่มีข้อมูลว่าช่องโหว่ VPN ที่ถูกใช้ในการโจมตีที่เกิดขึ้นเป็นของผู้ให้บริการรายใด แต่ที่ผ่านมามีหลายองค์กรที่ถูกโจมตีด้วยช่องโหว่ของ VPN จากผู้ให้บริการต่างๆเช่น Pulse Secure, SonicWall, Fortinet FortiOS และ Citrix หลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ที่มา : thehackernews

พบช่องโหว่ที่สำคัญ 6 รายการในอุปกรณ์ Schneider PowerLogic

เมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ชไนเดอร์ อิเล็คทริค ซัพพลายเออร์ระดับโลกด้านการจัดหาโซลูชันดิจิทัลด้านพลังงาน และระบบอัตโนมัติ ได้เผยแพร่คำแนะนำด้านความปลอดภัยสำหรับลูกค้าที่ระบุถึงการค้นพบช่องโหว่ 6 รายการใน PowerLogic EGX100 และ EGX300 communication gateways ทำให้แฮกเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านี้เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ ทำการโจมตี Denial-of-Service (DoS) และ Remote Code Execution ได้

นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ระดับความรุนเเรงของช่องโหว่ 5 รายการอยู่ในระดับที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งแฮกเกอร์สามารถใช้ประโยชน์จากการโจมตี DoS หรือการเรียกใช้โค้ดอันตรายจากระยะไกลโดยใช้ HTTP requests ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
ช่องโหว่รายการที่ 6 เกี่ยวข้องกับกลไกการกู้คืนรหัสผ่านและสามารถนำไปใช้เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ด้วยสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบได้

Jake Baines นักวิเคราะห์ช่องโหว่ของอุปกรณ์ควบคุมทางด้านอุตสาหกรรม ของบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอุตสาหกรรม Dragos ได้พูดถึงช่องโหว่ดังกล่าวข้างต้นซึ่งถูก Assigned ด้วยรหัสช่องโหว่เลขที่ CVE-2021-22763 ถึง CVE-2021-22768
ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ถูกพบในอุปกรณ์ EGX แต่ทางบริษัทชไนเดอร์ได้พบว่าในช่องโหว่จำนวนนี้ มี 2 ช่องโหว่ที่ยังส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์วัดค่าพลังงาน PowerLogic PM55xx ด้วย เนื่องจากมีการใช้ Code ของ Program ร่วมกัน โดยอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบเป็นส่วนหนึ่งของระบบตรวจสอบและควบคุมกำลังไฟฟ้าของบริษัท แต่หมดอายุการใช้งานแล้ว(End Of Life)

ตัวอย่างเช่นช่องโหว่ CVE-2021-22763 ซึ่งทำให้เกิด backdoor account ด้วยสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ สามารถเข้าถึง และควบคุมเว็บเซิร์ฟเวอร์ของอุปกรณ์ ซึ่งก็จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ ทราบ MAC Address ของอุปกรณ์นั้นๆ และเป็นที่มาของการเข้าควบคุมอุปกรณ์นั้นๆได้อย่างเต็มรูปแบบ และสามารถ Block การเชื่อมต่อจากอุปกรณ์อื่นๆที่มีการเชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์นั้นๆได้อีกด้วย ส่วนในทำนองเดียวกัน CVE-2021-22764 ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสิทธิ์สามารถส่ง HTTP requests ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์สามารถ Block การเชื่อมต่อจากอุปกรณ์อื่นๆที่มีการเชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์นั้นๆได้เช่นเดียวกัน

ส่วนช่องโหว่ที่ได้ระดับความรุนแรงถึง 9.8 คือช่องโหว่ stack-based buffer overflows ทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบสิทธิ์สามารถรันโค้ดคำสั่งที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ได้ ความสามารถในการรันโค้ดบนอุปกรณ์นั้นน่าสนใจเพราะจะทำให้สามารถเปลี่ยนการเชื่อมต่อระหว่าง serial device และระบบ monitoring/control

อุปกรณ์ PowerLogic EGX100 และ EGX300 ได้สิ้นสุดการซับพอต (End Of Life) ไปแล้ว ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนผลิตภัณฑ์หรือ mitigations ตามคำแนะนำของบริษัทเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกโจมตี

ที่มา : ehackingnews