Cloudflare ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ เปิดเผยว่าสามารถป้องกันการโจมตี DDoS ได้มากเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 โดยสามารถป้องกันได้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 358% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 198% เมื่อเทียบกับไตรมาสต่อไตรมาส
(more…)
Cloudflare ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ เปิดเผยว่าสามารถป้องกันการโจมตี DDoS ได้มากเป็นประวัติการณ์ในปี 2025 โดยสามารถป้องกันได้เพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 358% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 198% เมื่อเทียบกับไตรมาสต่อไตรมาส
(more…)
Microsoft ประกาศว่าการใช้งาน Hotpatching บน Windows Server 2025 จะต้องมีการสมัครใช้งานแบบ subscriptions โดยฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องรีสตาร์ทเครื่อง
Microsoft แนะนำให้ผู้ดูแลระบบทดลองใช้งาน hotpatching ฟรี ก่อนที่จะเปิดให้บริการทั่วไปในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องสมัครใช้งานแบบ subscription จึงจะสามารถทดลอง หรือใช้งานต่อได้
อย่างไรก็ตาม Microsoft ยังเตือนผู้ที่กำลังทดสอบ Hotpatching บน Windows Server 2025 รุ่นพรีวิวอยู่ในขณะนี้ ควรยกเลิกการลงทะเบียน (disenroll) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสมัครใช้งานโดยอัตโนมัติในเดือนกรกฎาคม
Microsoft ระบุว่า "Hotpatching สำหรับ Windows Server 2025 เริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในปี 2024 และจะเปิดให้ใช้งานทั่วไปในรูปแบบบริการแบบ Subscription ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025 เป็นต้นไป โดยจะนำความสามารถที่เคยมีเฉพาะใน Azure มาใช้ และตอนนี้จะทำให้ความสามารถนี้พร้อมใช้งานสำหรับเครื่อง Windows Server ที่อยู่นอก Azure ผ่าน Azure Arc"
"ขณะนี้สามารถทดลองใช้ Hotpatching ได้ฟรีในช่วงพรีวิว และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นไปจะเริ่มต้นระบบสมัครสมาชิกแบบ subscription ซึ่งจะมีการนำเสนอ Hotpatching สำหรับ Windows Server 2025 ในราคาสมัครสมาชิก 1.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอร์ CPU ต่อเดือน”
หากต้องการใช้งาน Hotpatching ใน environments แบบ multi-cloud หรือแบบ on-premises จะต้องสมัครใช้บริการ Hotpatch และเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อกับ Azure Arc ที่มีการรัน Windows Server 2025 Standard หรือ Datacenter
หากต้องการเปิดใช้งาน Hotpatching บนเซิร์ฟเวอร์ของคุณ ให้เชื่อมต่อกับ Azure Arc โดยใช้ขั้นตอนเหล่านี้จากนั้นไปที่ Azure Update Manager ใน Azure Portal เลือกเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดใช้งาน Azure Arc และตรวจสอบ hotpatching option ตามรายละเอียดที่ระบุไว้
Hotpatching พร้อมใช้งานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 สำหรับ Windows Server 2022 Datacenter: Azure Edition โดย Microsoft ประกาศว่าฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานทั่วไปสำหรับเครื่อง virtual machines แบบ Core ของ Windows Server Azure Edition
ในอุปกรณ์ที่เปิดการใช้งาน Hotpatching บนระบบ Windows จะติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยโดยการแพตช์โค้ดที่ทำงานอยู่ในหน่วยความจำของโปรเซสต่าง ๆ โดยไม่ต้องรีสตาร์ทโปรเซสนั้นหลังจากติดตั้ง และไม่ต้องรีบูตเครื่อง
อย่างไรก็ตาม เซิร์ฟเวอร์ยังคงต้องมีการรีบูตเครื่องหลังจากการติดตั้งอัปเดตที่ส่งผ่านช่องทางการอัปเดตปกติของ Windows ทั่วไป (ไม่ใช่ Hotpatch) ซึ่งไม่รวมอยู่ในโปรแกรม Hotpatch โดยมีตัวอย่างการอัปเดตสองตัวอย่างที่ไม่สามารถติดตั้งได้หากไม่รีสตาร์ท เช่น การอัปเดตที่ไม่ใช่ของ Windows (เช่น แพตช์ .NET) และการอัปเดตที่ไม่ใช่ด้านความปลอดภัยของ Windows
Microsoft ยังได้เริ่มทดสอบ Hotpatching แบบ Public Preview สำหรับ Windows Server 2025 ในเดือนกันยายน 2024 และ Windows 11 รุ่น 24H2 รวมถึง Windows 365 ในเดือนพฤศจิกายน 2024
เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 การอัปเดต Hotpatch จะพร้อมใช้งานโดยทั่วไปสำหรับลูกค้าธุรกิจที่ใช้ Windows 11 Enterprise 24H2 บนระบบ x64 (AMD/Intel)
ที่มา : bleepingcomputer
Microsoft เปิดเผยว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ Storm-1977 ได้ดำเนินการโจมตีแบบ Password spraying กับผู้ใช้บริการคลาวด์ในภาคการศึกษาในช่วงปีที่ผ่านมา
ทีม Threat Intelligence ของ Microsoft ระบุในการวิเคราะห์ว่า การโจมตีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ AzureChecker.
ปัจจุบันกลุ่ม Ransomware กำลังมีการปรับโครงสร้างใหม่ โดยกลุ่ม Ransomware ในชื่อ DragonForce กำลังจัดตั้งกลุ่ม operations ย่อยต่าง ๆ ภายใต้โครงสร้างของกลุ่ม DragonForce Ransomware
DragonForce ได้เชิญชวนให้กลุ่ม Hacker และกลุ่ม Ransomware ต่าง ๆ มาร่วมเป็นพันธมิตร ทำให้สามารถดำเนินการในรูปแบบ Ransomware-as-a-service (RaaS) โดยที่ไม่จำเป็นต้องรับภาระทางด้านต้นทุนในการโจมตี และการบำรุงรักษาโครงสร้างพื้นฐาน (more…)
FBI ได้ขอความช่วยเหลือจากสาธารณชนในการให้ข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ Salt Typhoon จากจีน ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีระบบของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก
ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา FBI และ CISA ได้ยืนยันว่าแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ได้เจาะเข้าระบบของผู้ให้บริการโทรคมนาคมหลายราย (รวมถึง AT&T, Verizon, Lumen, Charter Communications, Consolidated Communications, และ Windstream) รวมทั้งบริษัทโทรคมนาคมอื่น ๆ ในหลายประเทศ
จากการเปิดเผยในขณะนั้น แม้ว่าพวกเขาจะเข้าถึงเครือข่ายโทรคมนาคมของสหรัฐฯ ได้ แต่ผู้โจมตียังสามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มดักฟังสายโทรศัพท์ของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ และสามารถเข้าถึงการสื่อสารส่วนตัวของเจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯ ในจำนวนจำกัดได้อีกด้วย
เมื่อวันพฤหัสบดี FBI ได้ออกประกาศสาธารณะ เพื่อขอข้อมูลที่อาจช่วยในการระบุตัวตน และค้นหาตำแหน่งของกลุ่มแฮ็กเกอร์ Salt Typhoon ที่ได้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมของสหรัฐฯ ได้
โดย FBI ระบุว่า "การสืบสวนเกี่ยวกับกลุ่มแฮ็กเกอร์เหล่านี้ และกิจกรรมของพวกเขาเปิดเผยแคมเปญการโจมตีทางไซเบอร์ที่กว้างขวาง และมีความสำคัญ เพื่อใช้ในการเข้าถึงเครือข่ายเหล่านี้ในการโจมตีเป้าหมายในระดับโลก กิจกรรมนี้ส่งผลให้เกิดการขโมยข้อมูลบันทึกการโทร, การสื่อสารส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียหายบางราย และการคัดลอกข้อมูลที่ได้รับคำสั่งจากศาลตามคำขอของเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายสหรัฐฯ"
FBI ยังคงมุ่งมั่นในการปกป้องภาคโทรคมนาคมของสหรัฐฯ รวมถึงบุคคล และองค์กรที่เป็นเป้าหมายของ Salt Typhoon โดยการระบุตัวตน, ลดความเสี่ยง และขัดขวางกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายของ Salt Typhoon "หากคุณมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่เป็นสมาชิกของ Salt Typhoon หรือกิจกรรมอื่น ๆ ของ Salt Typhoon FBI ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะรับฟังข้อมูลจากคุณ"
ในเดือนมกราคม กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ผ่านสำนักงานการควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ (OFAC) ได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรต่อ Sichuan Juxinhe Network Technology บริษัทความปลอดภัยทางไซเบอร์ของจีน ที่เชื่อว่าเกี่ยวข้องโดยตรงกับการละเมิดระบบโทรคมนาคมของ Salt Typhoon
FBI ยังเตือนว่า กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ เสนอรางวัลสูงสุดถึง 10 ล้านเหรียญสหรัฐผ่านโปรแกรม Rewards for Justice (RFJ) สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับแฮ็กเกอร์ที่เชื่อมโยงกับรัฐบาลต่างประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรมทางไซเบอร์ที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของสหรัฐฯ
การโจมตีระบบโทรคมนาคมเพิ่มเติมจาก Salt Typhoon
กลุ่มแฮ็กเกอร์จากจีน Salt Typhoon (ที่ยังถูกติดตามในชื่อ Ghost Emperor, FamousSparrow, Earth Estries, และ UNC2286) ได้ทำการโจมตีหน่วยงานรัฐบาล และบริษัทโทรคมนาคมมาตั้งแต่ปี 2019 เป็นอย่างน้อย
ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ยังมีข้อมูลที่ถูกเปิดเผยว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน ยังคงมุ่งเป้าโจมตีระบบโทรคมนาคมอย่างต่อเนื่อง ระหว่างเดือนธันวาคม 2024 ถึงมกราคม 2025 กลุ่มนี้ได้เจาะเข้าบริษัทโทรคมนาคมเพิ่มเติมทั่วโลก โดยใช้ช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ และช่องโหว่การโจมตีด้วยคำสั่ง Web UI ในอุปกรณ์เครือข่าย Cisco IOS XE ที่ยังไม่ได้อัปเดตพตซ์
การโจมตีระบบเพิ่มเติมเหล่านี้รวมไปถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของสหรัฐฯ บริษัทในเครือของผู้ให้บริการโทรคมนาคมของสหราชอาณาจักรในสหรัฐฯ, ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของอิตาลี, ผู้ให้บริการโทรคมนาคมในแอฟริกาใต้ และผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ในประเทศไทย
Cisco ยังเปิดได้เผยว่า แฮ็กเกอร์ชาวจีนใช้เครื่องมืออันตราย JumbledPath ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเฝ้าติดตามปริมาณการรับส่งข้อมูลบนเครือข่ายอย่างลับ ๆ และอาจขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญจากเครือข่ายของผู้ให้บริการโทรคมนาคมในสหรัฐฯ ที่ถูกโจมตี
เพื่อตอบสนองต่อการโจมตีเหล่านี้ เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังพิจารณาการห้ามใช้งานเราเตอร์ TP-Link หากการสอบสวนที่กำลังดำเนินการพบว่าการใช้เราเตอร์ดังกล่าวในการโจมตีทางไซเบอร์เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พวกเขายังมีแผนที่จะระงับการดำเนินงานของ China Telecom ในสหรัฐฯ อีกด้วย
ที่มา : bleepingcomputer.
กลุ่มผู้ไม่หวังดีอาจกำลังใช้ช่องโหว่ใหม่ใน SAP NetWeaver เพื่ออัปโหลด JSP web shells โดยมีเป้าหมายเพื่ออัปโหลดไฟล์ และเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายโดยไม่ได้รับอนุญาต
ReliaQuest ระบุว่า "การโจมตีนี้อาจเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยมาก่อนหน้านี้ คือ CVE-2017-9844 หรือช่องโหว่ Remote File Inclusion (RFI) ที่ยังไม่ได้ถูกรายงาน"
บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ระบุว่า "ความเป็นไปได้ที่จะเป็นการโจมตีแบบ zero-day มาจากข้อเท็จจริงที่ว่าหลายระบบที่ได้รับผลกระทบมีการติดตั้งแพตช์ล่าสุดไปแล้ว"
ช่องโหว่นี้คาดว่ามีต้นตออยู่ที่ endpoint ชื่อว่า "/developmentserver/metadatauploader" ภายใน SAP NetWeaver environment ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถอัปโหลด JSP-based web shell ที่เป็นอันตรายไปยัง path "servlet_jsp/irj/root/" เพื่อให้สามารถเข้าถึงระบบจากระยะไกลได้อย่างถาวร และดำเนินการ payloads อื่น ๆ เพิ่มเติมได้
อธิบายได้อีกอย่างคือ web shell แบบ JSP ที่มีขนาดเล็ก ถูกกำหนดค่าให้สามารถอัปโหลดไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาตได้ ซึ่งเมื่อถูกเปิดใช้งาน จะสามารถควบคุมระบบที่ติดมัลแวร์ได้อย่างถาวร, สามารถเรียกใช้คำสั่งจากระยะไกล และขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญได้
มีการตรวจพบบางเหตุการณ์ที่พบว่ามีการใช้ framework Brute Ratel C4 สำหรับขั้นตอนหลังการโจมตี รวมถึงเทคนิคที่เป็นที่รู้จักอย่าง Heaven's Gate เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการป้องกันของอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย
อย่างน้อยในหนึ่งกรณี พบว่าผู้ไม่หวังดีใช้เวลาหลายวันในการดำเนินการจากการเข้าถึงระบบในครั้งแรกได้สำเร็จไปสู่การโจมตีในขั้นต่อไป ซึ่งแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ว่าผู้โจมตีอาจเป็น Initial Access Broker หรือ IAB ที่ทำหน้าที่เจาะระบบก่อน แล้วขายสิทธิ์การเข้าถึงให้กับกลุ่มแฮ็กเกอร์อื่นในฟอรัมใต้ดิน
ReliaQuest ระบุว่า “การสืบสวนของบริษัทพบรูปแบบที่น่ากังวล ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้โจมตีกำลังใช้ช่องโหว่ที่รู้จักร่วมกับเทคนิคใหม่ ๆ ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การโจมตีมีประสิทธิภาพสูงสุด”
“SAP มักถูกใช้โดยหน่วยงานรัฐบาล และองค์กรขนาดใหญ่ จึงเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงสำหรับผู้โจมตี และเนื่องจาก SAP มักถูกติดตั้งแบบ on-premises การรักษาความปลอดภัยของระบบเหล่านี้จึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานเอง ซึ่งหากไม่มีการอัปเดต หรือติดตั้งแพตช์อย่างทันท่วงที ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกโจมตีได้สำเร็จ”
นอกจากนี้ SAP ได้ออกการอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical ที่มีความรุนแรงสูงสุด (CVE-2025-31324, คะแนน CVSS: 10.0) ซึ่งผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์เพื่ออัปโหลดไฟล์ใด ๆ ก็ได้เข้าสู่ระบบ
คำแนะนำด้านความปลอดภัยระบุว่า “ตัวอัปโหลดข้อมูล Metadata ของ SAP NetWeaver Visual Composer ไม่มีการป้องกันด้วยระบบ authorization ที่เหมาะสม ทำให้ผู้ไม่หวังดีที่ยังไม่ได้ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถอัปโหลดไฟล์ binaries ที่อาจเป็นอันตรายได้ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายรุนแรงต่อ host system ได้”
เป็นไปได้ว่า CVE-2025-31324 จะเกี่ยวข้องกับช่องโหว่ที่ยังไม่ได้ถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อ component เดียวกันคือ Metadata Uploader โดย The Hacker News ได้ติดต่อ ReliaQuest เพื่อขอความเห็นเพิ่มเติม และจะอัปเดตข่าวนี้หากได้รับการตอบกลับ
การเปิดเผยช่องโหว่นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ CISA ได้ออกคำเตือนเมื่อไม่นานมานี้ เกี่ยวกับการโจมตีช่องโหว่ NetWeaver ที่มีระดับความรุนแรงสูงอีกช่องโหว่หนึ่ง (CVE-2017-12637) ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงไฟล์การตั้งค่าที่สำคัญของ SAP ได้
ที่มา : thehackernews.
กลุ่มแฮ็กเกอร์จากรัสเซีย ใช้ช่องโหว่ OAuth 2.0 authentication เพื่อแฮ็กบัญชี Microsoft 365 ของพนักงานในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับยูเครน และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน
ผู้โจมตีแอบอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากประเทศในยุโรป และติดต่อเป้าหมายผ่านแอปส่งข้อความอย่าง WhatsApp และ Signal โดยเป้าหมายคือการโน้มน้าวให้เหยื่อใส่รหัส authorization codes สำหรับ Microsoft หรือทำการคลิกลิงก์อันตราย เพื่อเก็บข้อมูลการล็อกอิน และรหัสผ่านแบบ One-Time Codes
บริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ Volexity สังเกตเห็นพฤติกรรมนี้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนมีนาคม 2025 หลังจากที่เคยเกิดเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเคยถูกรายงานโดย Volexity และ Microsoft โดยในครั้งนั้นผู้โจมตีใช้เทคนิคฟิชชิงผ่าน Device Code Authentication เพื่อขโมยบัญชี Microsoft 365
Volexity ได้ติดตามกลุ่มผู้โจมตีที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีทั้งสองแคมเปญในชื่อ UTA0352 และ UTA0355 และประเมินด้วยความมั่นใจในระดับปานกลางว่าทั้งสองกลุ่มเป็นชาวรัสเซีย
ลำดับการโจมตี
ในรายงานที่เผยแพร่วันที่ 25 เมษายน 2025 นักวิจัยได้อธิบายว่า การโจมตีเริ่มต้นจากการส่งข้อความผ่านแอปพลิเคชัน Signal หรือ WhatsApp
โดย Volexity ระบุว่า ในบางกรณี ข้อความดังกล่าวถูกส่งมาจากบัญชีของรัฐบาลยูเครนที่ถูกโจมตี
โดยผู้โจมตีจะแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ทางการเมืองของยุโรป หรือเจ้าหน้าที่การทูตของยูเครน และหลอกเป้าหมายด้วยคำเชิญให้เข้าร่วมการประชุมวิดีโอส่วนตัวเพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับยูเครน
เมื่อสามารถสร้างช่องทางการสื่อสารกับเป้าหมายได้แล้ว ผู้โจมตีจะส่ง phishing URL ในรูปแบบ OAuth โดยอ้างว่าเป็นลิงก์ที่จำเป็นสำหรับเข้าร่วมการประชุม
กลุ่ม UTA0352 อาจส่งคำแนะนำในการเข้าร่วมประชุมในรูปแบบไฟล์ PDF พร้อมกับลิงก์อันตรายที่ถูกออกแบบมาให้ใช้สำหรับล็อกอินเข้าสู่ระบบ Microsoft และแอปของ third-party ซึ่งใช้ในขั้นตอน OAuth ของ Microsoft 365
หลังจากเป้าหมายทำการยืนยันตัวตนเรียบร้อยแล้ว นักวิจัยระบุว่า จะมีการเปลี่ยนเส้นทางผู้ใช้ไปยัง Visual Studio Code เวอร์ชันในเบราว์เซอร์ ซึ่งโฮสต์อยู่ที่ insiders.
Blue Shield of California เปิดเผยว่าบริษัทประสบปัญหาการละเมิดข้อมูล หลังจากเปิดเผยข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครองของสมาชิก 4.7 ล้านคนไปยังแพลตฟอร์มการวิเคราะห์ และโฆษณาของ Google
แผนสุขภาพไม่แสวงหากำไรที่ให้บริการสมาชิกเกือบ 6 ล้านคนทั่วแคลิฟอร์เนีย ได้เผยแพร่ประกาศการละเมิดข้อมูลบนเว็บไซต์โดยระบุว่า ข้อมูลของสมาชิกที่ถูกเปิดเผยอยู่ในช่วงระหว่างเดือนเมษายน 2021 ถึงมกราคม 2024
วันนี้ พอร์ทัลประกาศการละเมิดข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข และบริการประชาชนของสหรัฐอเมริกา โดยในอัปเดตโดยระบุว่า การรั่วไหลนี้ได้เปิดเผยข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครองของสมาชิกกว่า 4.7 ล้านคน
จากประกาศดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลเกิดจากการตั้งค่าผิดพลาดของ Google Analytics บนเว็บไซต์บางแห่งของ Blue Shield ซึ่งทำให้ข้อมูลที่มีความสำคัญ อาจถูกแชร์กับแพลตฟอร์มโฆษณาของ Google และผู้ลงโฆษณา
โดยประกาศระบุว่า "เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2025 Blue Shield ได้ค้นพบว่า ระหว่างเดือนเมษายน 2021 ถึงมกราคม 2024 การตั้งค่า Google Analytics ถูกกำหนดในลักษณะที่อนุญาตให้ข้อมูลสมาชิกบางส่วนถูกแชร์กับผลิตภัณฑ์โฆษณาของ Google, Google Ads ซึ่งน่าจะรวมถึงข้อมูลสุขภาพที่ได้รับการคุ้มครองด้วย"
"Google อาจใช้ข้อมูลนี้ในการดำเนินการแคมเปญโฆษณาที่มุ่งเป้าไปยังสมาชิกแต่ละรายเหล่านั้น"
ประเภทข้อมูลที่ถูกเปิดเผยจากการตั้งค่าผิดพลาดประกอบด้วย:
ชื่อแผนประกัน
ประเภท และหมายเลขกลุ่ม
เมือง และรหัสไปรษณีย์
เพศ
ขนาดครอบครัว
รหัสประจำตัวที่ Blue Shield มอบหมายให้กับบัญชีออนไลน์ของสมาชิก
วันที่เคลมบริการทางการแพทย์ และผู้ให้บริการ, ชื่อผู้ป่วย และความรับผิดชอบทางการเงินของผู้ป่วย
เกณฑ์ และผลลัพธ์การค้นหา "ค้นหาแพทย์" (ที่ตั้ง, ชื่อแผน และประเภท, ชื่อ และประเภทของผู้ให้บริการ)
Blue Shield ระบุว่า ข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ เช่น หมายเลขประกันสังคม, หมายเลขใบขับขี่, ข้อมูลธนาคาร และข้อมูลบัตรเครดิต ไม่ได้ถูกเปิดเผยจากเหตุการณ์นี้
อย่างไรก็ตาม แนะนำให้สมาชิกเฝ้าระวังและตรวจสอบใบแจ้งยอดบัญชี และรายงานเครดิตอย่างใกล้ชิด เพื่อระบุการทำธุรกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือกิจกรรมที่น่าสงสัย
องค์กรไม่ได้เสนอการบริการป้องกันการโจจรกรรมข้อมูลส่วนตัว และยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการส่งการแจ้งเตือนให้กับสมาชิกที่ได้รับผลกระทบในอนาคตหรือไม่
นี่เป็นเหตุการณ์ทางด้านไอทีครั้งที่สองที่ถูกเปิดเผยโดย Blue Shield of California ในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
เมื่อปีที่แล้ว สมาชิกแผนสุขภาพเกือบหนึ่งล้านรายถูกขโมยข้อมูลโดยกลุ่มผู้โจมตีที่ใช้แรนซัมแวร์ BlackSuit ซึ่งเจาะระบบของผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ขององค์กร Connexure (เดิมคือ Young Consulting)
ที่มา : bleepingcomputer.
WhatsApp เปิดตัวฟีเจอร์ความเป็นส่วนตัวขั้นสูงในการแชท (Advanced Chat Privacy) ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถบล็อกไม่ให้ผู้เข้าร่วมแชทแชร์เนื้อหาของการสนทนาในแชทแบบปกติ และแบบกลุ่มได้
WhatsApp ระบุว่า "การตั้งค่าใหม่นี้จะมีให้ใช้ทั้งในแชทส่วนตัว และแชทแบบกลุ่ม ซึ่งช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นนำเนื้อหาออกจาก WhatsApp ได้ ในกรณีที่คุณต้องการความเป็นส่วนตัวมากขึ้น"
ฟีเจอร์เสริมนี้ เมื่อเปิดใช้งานแล้ว จะป้องกันไม่ให้ผู้อื่นส่งออกแชท, ดาวน์โหลด media ลงบนโทรศัพท์แบบอัตโนมัติ หรือใช้ข้อความสำหรับฟีเจอร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้ยังสามารถจับภาพหน้าจอ หรือดาวน์โหลด media ด้วยตนเองได้อยู่
WhatsApp ระบุว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวเหมาะสมที่สุดสำหรับการสนทนาที่มีข้อมูลสำคัญกับกลุ่มคนที่ผู้ใช้ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว
WhatsApp ระบุเพิ่มเติมว่า ฟีเจอร์นี้กำลังทยอยเปิดให้ใช้งานสำหรับผู้ใช้งานที่ทำการอัปเดตแอปเป็นเวอร์ชันล่าสุดแล้ว
การเปิดเผยข้อมูลนี้เกิดขึ้นในขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปได้ปรับเงิน Meta จำนวน 200 ล้านยูโร (227 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) จากการละเมิดกฎหมาย Digital Markets Act (DMA) โดยบังคับให้ผู้ใช้งานต้องเลือกระหว่าง "pay or consent" และไม่เสนอทางเลือกอื่นที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้ที่ไม่ยินยอม
คณะกรรมาธิการระบุว่า โมเดลนี้ไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของ DMA เนื่องจากไม่ได้ให้ทางเลือกที่ชัดเจนแก่ผู้ใช้งานในการเลือกใช้บริการที่ใช้ข้อมูลส่วนบุคคลน้อยลง แต่ยังคงมีคุณภาพเทียบเท่ากับบริการที่มี "personalised ads"
“Meta ยังไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานสามารถใช้สิทธิ์ของตนในการให้ความยินยอมอย่างอิสระต่อการรวมข้อมูลส่วนตัวของตนได้”
EU ระบุว่า ขณะนี้กำลังพิจารณารูปแบบ personalized ads เวอร์ชันใหม่ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ซึ่ง Meta อ้างว่า “มีการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลน้อยลงในการแสดงโฆษณา”
นอกจากนี้ค่าปรับจำนวน 200 ล้านยูโรนี้ เป็นการลงโทษสำหรับช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2024 ซึ่งเป็นช่วงที่กฎหมาย DMA มีผลบังคับใช้ จนถึงเดือนพฤศจิกายน 2024 ซึ่งหมายความว่า Meta อาจต้องเผชิญบทลงโทษเพิ่มเติม หากระบบใหม่ของพวกเขายังคงละเมิดต่อข้อกำหนด
Meta ได้ตอบโต้ต่อคณะกรรมาธิการยุโรปโดยระบุว่า "คณะกรรมาธิการกำลังพยายามขัดขวางธุรกิจของบริษัทอเมริกันที่ประสบความสำเร็จ ในขณะที่อนุญาตให้บริษัทจีน และยุโรปดำเนินงานภายใต้มาตรฐานที่แตกต่างกัน"
Joel Kaplan, Chief Global Affairs Officer ของ Meta ระบุว่า "การจำกัดการโฆษณาแบบเฉพาะบุคคลอย่างไม่เป็นธรรม คณะกรรมาธิการยุโรปก็กำลังสร้างผลกระทบต่อธุรกิจ และเศรษฐกิจของยุโรปเองเช่นกัน"
ที่มา : thehackernews.
Microsoft แก้ไขปัญหาที่ได้รับการรายงานว่าพบ Remote Desktop หยุดทำงานบนอุปกรณ์ Windows Server 2025 และ Windows 11 24H2
โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ Windows 11 ที่ทำการอัปเดตในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 (KB5052093) รวมถึง Windows Server ที่ทำการอัปเดต Patch Tuesday ในเดือนเมษายนด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ Remote Desktop sessions จะหยุดลงหลังจากการเชื่อมต่อ ทำให้ผู้ใช้งานต้องทำการเชื่อมต่อใหม่
Microsoft อธิบายไว้ว่าเมื่อสร้างการเชื่อมต่อ UDP จากเครื่อง Windows 11 24H2 ไปยัง RDP Host หลังจากใช้งานไป 65 วินาที การเชื่อมต่อดังกล่าวก็จะหยุดทำงาน จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตในเดือนเมษายน 2025 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว
โดยที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2025 Microsoft ยังได้ใช้ฟีเจอร์ของ Windows ที่เรียกว่า Known Issue Rollback (KIR) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ Rollback การอัปเดตที่ไม่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อ Remote Desktop และ RDS
นอกจากนี้ Microsoft ยังได้แก้ไขปัญหาช่องโหว่ Blue Screen Errors and installation issues ใน Windows Server 2025 ที่มี logical processors มากกว่า 256 ตัว ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วในการอัปเดต KB5046617 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ November Patch Tuesday
รวมถึงในเดือนเมษายน 2025 มีการแจ้งว่าผู้ใช้งาน Windows บางราย พบปัญหาในการเข้าสู่ระบบบัญชีของตนโดยใช้ Windows Hello หลังจากอัปเดคด้านความปลอดภัยประจำเดือนเมษายน 2025 บนอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ และไคลเอนต์ และพบ Domain controllers (DCs) ของ Windows Server 2025 บางตัวอาจไม่สามารถเข้าถึงได้หลังจากรีสตาร์ท ส่งผลให้การใช้บริการ และแอปหยุดไม่สามารถใช้งานได้
ที่มา : bleepingcomputer.