รายละเอียดภัยคุกคามและปฏิบัติการของ Maze Ransomware

ทำความรู้จักปฏิบัติการของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Maze
มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Maze เป็นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ซึ่งอยู่ในกลุ่มของมัลแวร์ค่าไถ่ซึ่งนอกจากจะมีจุดประสงค์ในการแพร่กระจายเพื่อเข้ารหัสข้อมูลของระบบเป้าหมายแล้ว มัลแวร์เรียกค่าไถ่ในกลุ่มนี้จะพุ่งเป้าไปที่การเข้าถึงและขโมยข้อมูลของเป้าหมายออกมา เพื่อสร้างเงื่อนไขของการขู่กรรโชกและเรียกค่าไถ่เพิ่มเติมด้วย

ไมโครซอฟต์มีการบัญญัติคำเพื่อเรียกมัลแวร์เรียกค่าไถ่และปฏิบัติการของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในกลุ่มนี้ว่า Human-operated Ransomware ซึ่งส่วนหนึ่งในปฏิบัติการของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่สำคัญคือการที่ผู้ไม่ประสงค์ดีคอยควบคุมและจัดการเพื่อให้สามารถสร้างผลกระทบต่อเหยื่อและผลประโยชน์ต่อผู้ไม่ประสงค์ดีให้ได้มากที่สุด

ในเชิงเทคนิคนั้น ความแตกต่างระหว่างมัลแวร์เรียกค่าไถ่และปฏิบัติการแบบทั่วไปซึ่งอาศัยการสร้างเงื่อนไขเพื่อขู่กรรโชกด้วยการเข้ารหัสไฟล์หรือ Classic ransomware campaign กับมัลแวร์เรียกค่าไถ่และกลุ่มปฏิบัติการแบบ Human-operated ransomware มีตามประเด็นดังนี้

เวลาที่ใช้ในปฏิบัติการ (Operation time):

Classic ransomware campaign: จุดอ่อนสำคัญของมัลแวร์เรียกค่าไถ่และปฏิบัติการแบบทั่วไปซึ่งอาศัยการสร้างเงื่อนไขเพื่อขู่กรรโชกด้วยการเข้ารหัสไฟล์อยู่ในจุดที่กระบวนการเข้ารหัสไฟล์ของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ถูกตรวจพบหรือถูกขัดขวางก่อนที่จะดำเนินการเสร็จสิ้น ดังนั้นมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในกลุ่มนี้จะดำเนินการเสร็จให้เร็วและหลีกเลี่ยงการที่จะถูกตรวจจับให้ได้มากที่สุด ทำให้การตรวจจับนั้นจะสามารถทำได้เฉพาะในช่วงเวลาที่มีการทำงานของมัลแวร์เรียกค่าไถ่เท่านั้น
Human-operated ransomware: มัลแวร์เรียกค่าไถ่และปฏิบัติการในกลุ่มนี้มีการแสดงพฤติกรรมของการเข้าถึงระบบ เคลื่อนย้ายตัวเองไปยังระบบอื่น พยายามยกระดับสิทธิ์และเข้าถึงข้อมูลคล้ายกับพฤติกรรมของกลุ่ม Advanced Persistent Threat (APT) ที่มีเป้าหมายในการจารกรรมข้อมูล ส่งผลให้กรอบและระยะเวลาในการปฏิบัติการนั้นยาวและอาจเพิ่มโอกาสในการตรวจจับความผิดปกติจากพฤติกรรมได้ด้วย

หลักฐานหลังจากการโจมตี (Post-incident artifacts):

Classic ransomware campaign: มัลแวร์เรียกค่าไถ่จะแสดงตัวก็ต่อเมื่อกระบวนการเข้ารหัสไฟล์เสร็จสิ้นแล้วผ่านทาง Ransom note หรือข้อความซึ่งอธิบายเหตุการณ์และขั้นตอนของ ด้วยข้อมูลใน Ransom note ดังกล่าว การระบุหาประเภทของมัลแวร์เรียกค่าไถ่และผลกระทบอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นจึงสามารถทำได้โดยง่าย
Human-operated ransomware: เนื่องจากระยะเวลาของปฏิบัติการที่ยาวและโอกาสที่ปฏิบัติการของมัลแวร์เรียกค่าไถ่จะถูกตรวจพบระหว่างดำเนินการโดยที่ยังไม่มีหลักฐานอย่างเช่น Ransom note อย่างชัดเจนจึงมีโอกาสที่สูงซึ่งส่งผลให้การระบุประเภทของภัยคุกคามและผลกระทบของเหตุการณ์นั้นทำได้ยาก การรับมือและตอบสนองเหตุการณ์ในลักษณะนี้จำเป็นต้องประเมินถึงความเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจบที่มีการใช้ Ransomware ในที่สุดด้วย

พฤติกรรมของ Maze Ransomware
ไมโครซอฟต์ได้มีการเปิดเผยพฤติกรรมของมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในกลุ่ม Human-operated Ransomware รวมไปถึงพฤติกรรมของ Maze ในบทความ Ransomware groups continue to target healthcare, critical services; here’s how to reduce risk ซึ่งสามารถสรุปโดยสังเขปได้ดังนี้

หมายเหตุ: ข้อมูลพฤติกรรมของภัยคุกคามสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เราแนะนำให้มีการนำข้อมูลเหล่านี้มีจัดลำดับความสำคัญ ประเมินความพร้อมในการตรวจจับและตอบสนอง และดำเนินการตามที่วางแผนเอาไว้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

Maze มักปรากฎการเข้าถึงระบบที่มีความเสี่ยงด้วยการโจมตีผ่านเซอร์วิส Remote Desktop ซึ่งตั้งค่าไว้อย่างไม่ปลอดภัย ในขณะที่มัลแวร์กลุ่มอื่นมีการโจมตีช่องโหว่ซึ่งเป็นที่มีการเปิดเผยมาก่อนแล้ว อาทิ ช่องโหว่ใน Citrix Application Delivery Controller (CVE-2019-19781) หรือช่องโหว่ใน Pulse Secure VPN (CVE-2019-11510) ไมโครซอฟต์ยังมีการระบุว่าเป้าหมายหลักของ Maze คือการโจมตีกลุ่มผู้ให้บริการ (Managed Service Provider) เพื่อใช้เป็นช่องทางในการเข้าถึงผู้ใช้บริการในกลุ่มธุรกิจนี้ด้วย
Maze ใช้โปรแกรม Mimikatz ในการระบุหาข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนในระบบ ข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนนี้จะถูกใช้เพื่อเข้าถึงระบบอื่นๆ
กระบวนการเคลื่อนย้ายตัวเองในระบบภายในขององค์กรมักเกิดขึ้นผ่านการใช้โปรแกรม Cobalt Strike ทั้งนี้เทคนิคและวิธีการที่ Cobalt Strike รองรับนั้นโดยส่วนใหญ่เป็นเทคนิคซึ่งเป็นที่รู้จักกันอยู่แล้ว อาทิ การโจมตีแบบ Pass-the-Hash, WinRM หรือการใช้เซอร์วิส PsExec ในการเข้าถึงด้วยข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนที่ได้มา
กระบวนการฝังตัวของ Maze มีการปรากฎการใช้ฟีเจอร์ Scheduled Tasks ร่วมกับการใช้คำสั่ง PowerShell ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงระบบที่ถูกโจมตีไปแล้วได้ Maze ยังมีการใช้ฟีเจอร์ WinRM ในการควบคุมระบบเมื่อได้บัญชีซึ่งมีสิทธิ์ของ Domain admin ด้วย
Maze มีการแก้ไขการตั้งค่าใน Group Policy หลายรายการเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการโจมตี

นอกเหนือจากข้อมูลการวิจัยจากไมโครซอฟต์ FireEye ยังได้มีการระบุข้อมูลพฤติกรรมเพิ่มเติมของปฏิบัติการของ Maze ซึ่งพบกลุ่มของพฤติกรรมที่แตกต่างกันในการแพร่กระจายและสามารถใช้บ่งชี้ให้เห็นว่าผู้อยู่เบื้องหลังในการปฏิบัติการของ Maze อาจมีมากกว่าหนึ่งกลุ่ม (อ้างอิง)
คำแนะนำในการตรวจจับและป้องกันภัยคุกคาม

ในกรณีที่ตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัย พิจารณาการทำ Endpoint segmentation โดยการกำหนด Policy ของ Windows Firewall หรือด้วยอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อจำกัดการติดต่อระหว่างโฮสต์หากมีการพยายามติดต่อรับส่งข้อมูลผ่านทางโปรโตคอล
ในกรณีที่ตรวจพบพฤติกรรมต้องสงสัย พิจารณาการทำ Endpoint segmentation โดยการจำกัดหรือปิดการใช้งานฟีเจอร์ Administrative shares ได้แก่ ADMIN$ (ใช้โดย PsExec), C$, D$ และ IPC$ ทั้งนี้องค์กรควรมีการประเมินความเสี่ยงก่อนดำเนินการเนื่องจากการจำกัดหรือปิดการใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อการทำงานของระบบภายในองค์กร
จำกัดการใช้งานบัญชีผู้ใช้งานในระบบในกรณีที่มีการใช้งานเพื่อแพร่กระจายมัลแวร์
ตั้งค่าหากมีการใช้ Remote Desktop Protocol (RDP) โดยให้พิจารณาประเด็นดังต่อไปนี้

จำกัดการเข้าถึงจากอินเตอร์เน็ต หรือในกรณีที่จำเป็นต้องมีการเข้าถึง ให้ทำการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสที่สามารถเข้าถึงได้ผ่าน Windows Firewall
พิจารณาใช้งาน Multi-factor authentication ทั้งในรูปแบบของการใช้งาน Remote Desktop Gateway หรือเทคโนโลยีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
จำกัดสิทธิ์และการจำกัดบัญชีผู้ใช้งานที่สามารถเข้าถึงระบบจากระยะไกลผ่านโปรโตคอล
ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการเข้าถึงและใช้งาน Remote Desktop Protocol (RDP) จากอินเตอร์เน็ต ให้พิจารณาใช้งาน Network Leveal Authentication (NLA) เพื่อป้องกันการโจมตีในรูปแบบของการเดาสุ่มรหัสผ่าน ทั้งนี้หากมีการใช้งาน NLA ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าระบบที่มีการเชื่อมต่อนั้นรองรับการใช้งาน และไม่ควรใช้ฟีเจอร์ CredSSP เพื่อป้องกันการบันทึกข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนไว้ในหน่วยความจำของระบบ

ทำการตั้งค่า Group Policy เพื่อควบคุมสิทธิ์ในการใช้ตามความเหมาะสม อาทิ ทำการตั้งค่าเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลสำหรับยืนยันตัวตนที่ไม่ได้ถูกปกป้องในหน่วยความจำผ่านทาง Group Policy หรือการตั้งค่ารีจิสทรี รวมไปถึงดำเนินการตั้งค่าที่เกี่ยวข้องกับความแข็งแกร่งของรหัสผ่านของบัญชีผู้ใช้งานใน Group Policy
ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์บนเครื่องในองค์กรทุกเครื่อง และอัปเดตข้อมูลและเวอร์ชั่นของซอฟต์แวร์ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ
พิจารณาการใช้งานข้อมูลตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม (Indicator of Compromise — IOC) ในการช่วยเฝ้าระวังและตรวจจับการมีอยู่ของภัยคุกคาม แหล่งข้อมูลซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลตัวบ่งชี้ภัยคุกคามของ Maze มีตามรายการดังต่อไปนี้

ค้นหาข่าวและ IOC ทั้งหมดของ Maze ด้วย APT & Malware CSE
(แนะนำ) รายงานการวิเคราะห์พฤติกรรมของ Maze จาก FireEye
(แนะนำ) รายงานการวิเคราะห์การทำงานของไฟล์มัลแวร์ในปฏิบัติการ Maze โดย McAfee

RagnarLocker Ransomware ใช้เทคนิคการติดตั้งมัลเเวร์บน Virtual Machine เพื่อซ่อนตัวจากซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส

ทีมวิจัยจากบริษัท Sophos ได้เผยเเพร่ข้อมูล RagnarLocker ransomware ซึ่งใช้เทคนิคในการหลบเลี่ยงการตรวจจับจากซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสโดยการติดตั้ง VirtualBox และทำการรันตัวเองบน Virtual Machine (VM) ในเครื่องที่ติดเชื้อของผู้ใช้

รูปแบบการใช้ RagnarLocker ransomware โจมตีนั้นผู้โจมตีได้ใช้ช่องโหว่การโจมตี Windows Remote Desktop Protocol (RDP) ในกลุ่มเป้าหมาย เมื่อสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้ ผู้โจมตีที่ได้รับสิทธิ์การเข้าถึงระดับผู้ดูแลระบบจะใช้งาน GPO เพื่อเรียกใช้ Microsoft Installer (msiexec.

FBI: ProLock ransomware gains access to victim networks via Qakbot infections

FBI แจ้งเตือน Ransomware สายพันธุ์ใหม่ ProLock แพร่กระจายผ่านโทรจัน Qakbot

FBI ได้ออกแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยเกี่ยวกับแรนซัมแวร์สายพันธุ์ใหม่ที่เรียกว่า ProLock ซึ่งถูกนำไปใช้ในการโจมตีองค์กรด้านการดูแลสุขภาพ, หน่วยงานราชการ, สถาบันการเงินและองค์กรค้าปลีก

FBI กล่าวว่า ProLock ถูกพบครั้งเเรกในเดือนมีนาคม 2563 แรนซัมแวร์ ProLock สามารถเข้าถึงเครือข่ายที่ถูกแฮกผ่านโทรจัน Qakbot และจะแพร่กระจายไปสู่ระบบที่อยู่ในเครือข่าย ล่าสุดบริษัทผู้ให้บริการเอทีเอ็มยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ Diebold Nixdorf ก็ถูกแรนซัมแวร์ ProLock โจมตีด้วยเช่นกันมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา

FBI ยังเตือนผู้ที่ตกเป็นเหยื่อแรนซัมแวร์ ProLock ที่จ่ายเงินค่าไถ่เพื่อถอดรหัสไฟล์ว่า ตัวถอดรหัสที่เจ้าของแรนซัมแวร์ให้กับผู้จ่ายเงินค่าไถ่นั้นทำงานไม่สมบูรณ์และอาจส่งผลให้ไฟล์ที่ทำการกู้คืนนั้นเสียหายได้

FBI และ Group-IB ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ใช้งานและผู้ดูเเลระบบควรระมัดระวังในการใช้งานอินเตอร์เน็ตและทำการอัพเดตซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอยู่เสมอ ถ้าหากพบว่าคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรติดเชื้อมัลแวร์ Qakbot ให้ทำการเเยกออกจากเครือข่ายที่เหลือโดยเร็วที่สุดเพื่อป้องกันการเเพร่กระจายต่อไปในคอมพิวเตอร์ภายในเครือข่าย

ที่มา: zdnet

Shade (Troldesh) ransomware shuts down and releases decryption keys

แรนซัมแวร์ “Shade” ได้ทำการปิดตัวลงและได้ปล่อยคีย์ถอดรหัสให้ผู้ตกเป็นเหยื่อสามารถใช้เพื่อถอดรหัสไฟล์

ทีม Shade ผู้ที่สร้างและเผยเเพร่แรนซัมแวร์ Shade (Troldesh) ได้ตัดสินใจหยุดเเพร่กระจายแรนซัมแวร์ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาและได้ปล่อยตัวกุญแจถอดรหัสมากกว่า 750,000 ตัว ลงใน GitHub ให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อในอดีตสามารถใช้เพื่อถอดรหัสไฟล์ได้

ทั้งนี้แรนซัมแวร์ Shade (Troldesh) ถือเป็นแรนซัมแวร์หนึ่งในสายพันธุ์ที่เก่าแก่ที่สุดถูกพบครั้งแรกในปี 2557 โดยเป็นแรนซัมแวร์ที่ถูกใช้งานมากที่สุดซึ่งถูกเผยเเพร่ผ่านทางแคมเปญอีเมลขยะและ exploit kits

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kaspersky Lab ได้ทำการทดสอบและยืนยันความถูกต้องของคีย์ที่ถูกปล่อยออกมาซึ้งขณะนี้ทาง Kaspersky Lab กำลังสร้างเครื่องมือเพื่อถอดรหัสแรนซัมแวร์ให้กับผู้ตกเป็นเหยื่อฟรีผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถกู้คืนไฟล์ได้ เงื่อนไขเพียงอย่างเดียวที่ผู้ตกเป็นเหยื่อนั้นจะสามารถกู้ไฟล์ได้คือผู้ใช้ยังคงต้องมีไฟล์ที่เข้ารหัสอยู่ซึ่งจะสามารถทำการถอดรหัสและกู้คืนไฟล์ได้ ทำให้ผู้ตกเป็นเหยื่อที่ทำการบันทึกไฟล์ที่เข้ารหัสแรนซัมแวร์ลงในฮาร์ดไดรฟ์ออฟไลน์ ตอนนี้สามารถกู้คืนข้อมูลที่เคยสูญหายได้แล้ว

ทั้งนี้นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kaspersky และ McAfee ได้เปิดให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสามารถเข้าไปใช้งานบริการถอดรหัสได้แล้วที่ https://www.

Emsisoft, Coveware เสนอความช่วยเหลือถอดรหัส Ransomware ฟรีในระหว่างการระบาดของโรค Coronavirus

บริษัท Emsisoft และ Coveware ได้ประกาศว่าจะทำการช่วยถอดรหัส Ransomware และเจรจาต่อรองการชำระเงินค่าไถ่ Ransomware ให้กับผู้บริการด้านการดูแลสุขภาพและโรงพยาบาลฟรี ระหว่างการระบาดของไวรัส Coronavirus เพื่ออำนวยความสะดวกทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการที่ต้องการความช่วยเหลือ

บริษัท Emsisoft ได้เสนอการช่วยเหลือถอดรหัสและเเก้ไขจุดบกพร่องบนระบบที่จะสามารถนำสู่การติดไวรัส Ransomware ฟรี ทั้งนี้ทางบริษัท Emsisoft ยังได้เสนอการช่วยเหลือกู้คืนระบบและถอดรหัสสำหรับผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพและโรงพยาบาล ที่ต้องชำระเงินค่าไถ่เพื่อกู้คืนระบบ แต่พบว่าตัวถอดรหัสที่ได้รับไม่สามารถใช้งานได้

ทางด้านบริษัท Coveware ได้เสนอช่วยเหลือในการเจรจาต่อรองที่ส่วนลดค่าไถ่จากไวรัส Ransomware ให้แก่ผู้ให้บริการด้านการดูแลสุขภาพ, โรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่ออำนวยความสะดวกในช่วงระหว่างการระบาดของไวรัส Coronavirus หรือ (Covid-19)

ที่มา: bleepingcomputer

Multiple nation-state groups are hacking Microsoft Exchange servers

กลุ่มเเฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐหลายกลุ่มกำลังแฮกเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange

กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือที่เรียกกันว่า Advanced Persistent Threat (APT) กำลังโจมตีช่องโหว่ CVE-2020-0688 ที่เพิ่งได้รับการแก้ไขในเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ความพยายามในการโจมตีช่องโหว่ได้ถูกพบครั้งแรกโดย Volexity บริษัทรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์แห่งสหราชอาณาจักร และถูกยืนยันในเวลาต่อมาต่อ ZDNet โดยแหล่งข่าวใน DOD โดย Volexity ไม่ได้เปิดเผยชื่อของกลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้ช่องโหว่ของ Exchange นี้ รวมถึงแหล่งข่าวใน DOD เองก็ไม่ได้ระบุชื่อกลุ่ม เพียงแต่ระบุว่าเป็นกลุ่มที่เป็นที่โด่งดังในด้านนี้อยู่แล้ว
กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเหล่านี้กำลังโจมตีช่องโหว่ในเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ที่ Microsoft ได้ทำการแก้ไขในแพตช์เดือนกุมภาพันธ์ 2020
ช่องโหว่ดังกล่าวมีการติดตามภายใต้ตัวรหัส CVE-2020-0688 ด้านล่างนี้เป็นบทสรุปของรายละเอียดทางเทคนิคของช่องโหว่
ระหว่างการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ไม่สามารถสร้างคีย์การเข้ารหัสลับเฉพาะสำหรับ Exchange control panel ซึ่งหมายความว่าเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ทั้งหมดที่เปิดตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ใช้คีย์การเข้ารหัสที่เหมือนกันทั้ง validationKey และ decryptionKey สำหรับ Exchange control panel
ผู้โจมตีสามารถส่งคำขอที่มีรูปแบบไม่ถูกต้องและมีข้อมูลที่เป็นอันตรายไปยังแผงควบคุม Exchange อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแฮกเกอร์รู้จักคีย์การเข้ารหัสของแผงควบคุม พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปจะไม่ได้รับการตรวจสอบ ทำให้โค้ดอันตรายทำงานได้ด้วยสิทธิ์ของ SYSTEM ทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์
Volexity อธิบายว่าการสแกนเซิร์ฟเวอร์ Exchange ได้กลายเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นจริงเเล้ว CVE-2020-0688 เป็น bug ที่ถูกเรียกว่า post-authentication แฮกเกอร์ต้องเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นจึงเรียกใช้เพย์โหลดที่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถ hijacks เซิร์ฟเวอร์อีเมลของเหยื่อได้
APT และผู้โจมตีด้วย ransomware มักเริ่มต้นการโจมตีด้วยการทำแคมเปญฟิชชิ่ง เพื่อหลอกเอาข้อมูล หลังจากที่พวกเขาได้รับข้อมูลประจำตัวอีเมลสำหรับพนักงานของบริษัทเเล้ว หากองค์กรบังคับใช้การรับรองความถูกต้องด้วย two-factor authentication (2FA) สำหรับบัญชีอีเมล ข้อมูลประจำตัวเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากแฮกเกอร์ไม่สามารถ bypass 2FA ได้
Bug CVE-2020-0688 ทำให้ APT สามารถตั้งจุดมุ่งหมายสำหรับบัญชีที่มีการป้องกัน 2FA ที่เก่ากว่า ซึ่งพวกเขาเคยทำฟิชชิงเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเขาสามารถใช้ข้อมูลประจำตัวเก่า ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีช่องโหว่ CVE-2020-0688 โดยไม่จำเป็นต้อง bypass 2FA แต่ยังคงใช้เซิร์ฟเวอร์ Exchange ของเหยื่อ องค์กรที่สนใจระวังภัยคุกคามจากควรอัปเดตเซิร์ฟเวอร์อีเมล Exchange ด้วยการอัปเดตความปลอดภัยกุมภาพันธ์ 2020 โดยเร็วที่สุด
เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ทั้งหมดได้รับการพิจารณาว่ามีความเสี่ยง แม้แต่รุ่นที่หมดอายุการใช้งาน (EoL) อย่างรุ่น 2008 ซึ่งไม่ถูกพูดถึงในรายงานคำแนะนำจากไมโครซอฟต์ว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ ซึ่งสำหรับรุ่น EoL องค์กรควรตรวจสอบการอัปเดตเป็น Exchange เวอร์ชันที่ใหม่กว่า หากการอัปเดตเซิร์ฟเวอร์ Exchange ไม่ใช่ตัวเลือก บริษัทต่างๆ ควรบังคับให้รีเซ็ตรหัสผ่านสำหรับบัญชี Exchange ทั้งหมด

ที่มา : zdnet

 

Cyber Attack ช่องโหว่บนโปรเเกรม Pulse VPN และ Android Devices

ช่องโหว่บน Pulse Secure VPN (CVE-2019-1150)

Kevin Beaumont ผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity เปิดเผยว่า 'Revil' เป็น Ransomware ที่ Hac Hacker พยายามเจาะเข้าหาระบบผ่านช่องโหว่ของ Pulse Secure VPN ด้วย Ransomware ชนิดนี้ จากข้อมูลล่าสุด บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่เหล่านี้ คือบริษัททางด้านการแลกเปลี่ยนเงินตรา และ ประกันภัยการท่องเที่ยวที่ชื่อว่า Travelex และทำให้ทางบริษัทTravelex ต้องปิดช่องทางการออนไลน์ทั้งหมดเพื่อหยุดยั้งการโจมตีที่เกิดขึ้น และกลับมาใช้ระบบ Manual แทนในสาขาต่างๆทั่วประเทศ

Kevin Beaumont ได้ยอมรับว่าช่องโหว่ CVE-2019-1150 มีความรุนแรงมาก โดยช่องโหว่ที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในซอฟต์แวร์ Pulse Secure VPN หลายประเภท เช่น Pulse Connect Secure และ Pulse Policy Secure ซึ่งการช่องโหว่นี้ จะทำให้ Hacker เจาะผ่านเข้ามาทาง HTTPS Protocal และต่อเข้า Network ของบริษัทหรือองค์กรได้โดยไม่ต้องใช้ User Password ในการยืนยันตัวตน ซึ่ง Hacker สามารถมองเห็น File ที่เป็นความลับ (Confidential Files) หรือสามารถ Download Files ต่างๆ ออกมาได้ หรือแม้กระทั่งทำให้ Network ขององค์กรไม่สามารถใช้งานได้ ช่องโหว่ได้ถูก Patch แล้วในเดือนเมษายน 2019 ที่ผ่านมา ทาง Pulse Secure VPN ได้ออก Patch ให้บริษัทหรือองค์กรต่างๆ ได้เข้ามา Update เพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

ช่องโหว่บน Android Devices (CVE-2019-2215)

ผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Cyber Security ของ Tend Micro กล่าวว่า กลุ่ม Hacker ที่ใช้ชื่อว่า “SideWinder APT” ได้ใช้ช่องโหว่บนอุปกรณ์ที่รันบน Android และยังไม่ได้ update patch ผ่านทาง Application 3 ตัวที่อยู่บน Google Play Store คือ แอปพลิเคชัน ที่ชื่อว่า Camera, FileCrypt, และ CallCam ซึ่งทั้ง 3 แอปพลิเคชันนี้ถูกยืนยันว่าอาจจะเป็น แอปพลิเคชันที่ไว้สำหรับเจาะอุปกรณ์ Smartphone Android เนื่องจาก แอปพลิเคชันเหล่านี้ยกระดับสิทธิ root แล้วและส่งข้อมู Location, Battery, ไฟล์บนเครื่อง, แอปพลิเคชันที่ใช้, ข้อมูลเครี่อง, กล้อง, Screenshot, Account, WeChat, Outlook, Twitter, Yahoo Mail, Facebook, Gmail และ Chrome กลับไปหา Server ของกลุ่ม Hacker “SideWinder APT” ต่อไป

ที่มา  ehackingnews.

FBI ออกคำเตือนเรื่อง Ransomware

 

สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และศูนย์รับเรื่องร้องเรียนทางอินเทอร์เน็ต (IC3) ได้ออกประกาศเตือนเกี่ยวกับการโจมตีของ Ransomware ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อองค์กรภาครัฐและเอกชนของสหรัฐฯ รวมถึงให้คำแนะนำเพื่อเตรียมตัว

นับตั้งแต่ปี 2018 การโจมตีของ Ransomware พุ่งเป้าไปที่องค์กรด้านการดูแลสุขภาพ บริษัทอุตสาหกรรมและการขนส่ง โดยการใช้ประโยชน์จากซอฟต์แวร์และช่องโหว่ Remote Desktop Protocol (RDP) เพื่อเข้าสู่ระบบ และทำการเข้ารหัสไฟล์ข้อมูลของเหยื่อ ซึ่ง FBI เตือนว่าไม่ควรทำตามคำเรียกร้องของ Hacker และให้ทำการแจ้งไปที่สำนักงานของ FBI ภายในพื้นที่ และรายงานเหตุการณ์ไปยัง ic3.gov

หากเกิดเหตุการณ์ที่ต้องมีการจ่ายค่าไถ่ให้แจ้งไปยัง FBI ตามข้อบังคับของกฏหมาย

แนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวสำหรับองค์กรที่เป็นเป้าหมายการโจมตีของ Ramsomware มีดังนี้

สำรองข้อมูลและตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเป็นประจำ
สร้างความตระหนักรู้ให้กับบุคคลในองค์กร
อัปเดตแพตช์รักษาความปลอดภัยของซอฟต์แวร์และเฟิร์มแวร์บนอุปกรณ์
เปิดการอัปเดตฐานข้อมูลมัลแวร์อัตโนมัติบนซอร์ตแวร์ป้องกันมัลแวร์และสแกนระบบเป็นประจำ
กำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงไฟล์, ไดเรกทอรี่ และการแชร์เครือข่าย
ปิดการใช้งาน Micro Script จากไฟล์ Office ที่ส่งผ่านอีเมล
ใช้นโยบายและการควบคุมข้อกำหนดของซอฟต์แวร์
ปฏิบัติตาม best practices ของการปฏิบัติการใช้งานของ RDP
ทำ application whitelisting
แยกเครือข่ายในการทำงาน
บังคับให้มี user interaction เช่น ต้องพิมพ์ข้อมูล เมื่อผู้ใช้งานเข้าเว็บไซต์ที่ไม่ได้มีการจัดกลุ่มโดย network proxy หรือ firewall

ที่มา bleepingcomputer และ ic3.gov

ระวัง โหลดเท็กซ์บุ๊คอาจได้มัลแวร์แทน

การค้นหาเท็กซ์บุ๊คและเรียงความอิเล็กทรอนิกส์บนอินเตอร์เน็ตทำให้กลุ่มนักเรียนมีโอกาสถูกโจมตีจากการค้นพบของนักวิจัย Kaspersky Lab พบการโจมตีมากกว่า 365,000 ครั้งในหนึ่งปี

หลังจากการตรวจสอบการโจมตีด้วยเอกสารแพร่กระจายมัลแวร์ที่ใช้ชื่อไฟล์เกี่ยวกับการศึกษาในผู้ใช้ Kaspersky พบว่ามีผู้เป็นเหยื่อกว่า 365,000 ครั้งในหนึ่งปีการศึกษา มัลแวร์ส่วนมากที่พบในการโจมตีดังกล่าวคือ MediaGet torrent application downloader, WinLNK.Agent.

Over 20 Texas local governments hit in ‘coordinated ransomware attack’

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพบว่าหน่วยงานราชการท้องถิ่นกว่า 23 หน่วยงานในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) เจ้าหน้าที่รัฐเท็กซัสอธิบายว่าการโจมตีทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกัน

การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เมื่อหน่วยงานราชการท้องถิ่นในรัฐเท็กซัสได้รายงานถึงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของพวกเขาต่อ Texas Department of Information Resources (DIR) ซึ่งทำให้มากกว่าสิบองค์กรจากทั้งรัฐเทกซัสและหน่วยงานรัฐบาลกลางได้ร่วมมือกันในการที่จะกู้ระบบคืน ต่อมาเจ้าหน้าที่ DIR ได้กล่าวว่าพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการโจมตีมาจากภัยคุกคามตัวเดียว

ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า Ransomware ที่กระจายผ่านเน็ตเวิร์คของ 23 รัฐท้องถิ่นในเทกซัสที่ทำให้ไฟล์ถูกเข้ารหัส และเพิ่ม .JSE ต่อท้าย ตระกูล Ransomware นี้ ไม่ได้มีชื่อของตัวมันเอง ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า .jse ransomware โดยโปรแกรมป้องกันมัลแวร์บางตัวแจ้งว่ามัลแวร์ตัวนี้คือ Nemucod ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโทรจันที่ติดร่วมกัน

.jse ransomware ถูกพบครั้งแรกช่วงสิงหาคม 2018 และมีรายงานล่าสุดในเดือนนี้ ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้แตกต่างจากมัลแวร์ตัวอื่นๆ ตรงที่ไม่มีการแสดงข้อความเรียกค่าไถ่ ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสับสน

ที่มา : zdnet