Microsoft ออกแพตซ์อัปเดตประจำเดือนพฤษภาคม 2025 แก้ไขช่องโหว่ 72 รายการ รวมถึงช่องโหว่ Zero-Days ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี 5 รายการ

Microsoft ออก Patch Tuesday ประจำเดือนพฤษภาคม 2025 โดยแก้ไขช่องโหว่ 72 รายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ Zero-Days 5 รายการ ที่พบหลักฐานว่ากำลังถูกนำมาใช้ในการโจมตีอยู่ในปัจจุบัน และช่องโหว่ Zero-Days ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดออกสู่สาธารณะ 2 รายการ

โดย Patch Tuesday ประจำเดือนพฤษภาคม 2025 มีการแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical จำนวน 6 รายการ ซึ่งเป็นช่องโหว่ Remote Code Execution 5 รายการ และช่องโหว่ Information Disclosure 1 รายการ

ช่องโหว่ในแต่ละประเภทมีดังต่อไปนี้ :

ช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) 17 รายการ
ช่องโหว่การ Bypass คุณสมบัติด้านความปลอดภัย (Security Feature Bypass) 2 รายการ
ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) 28 รายการ
ช่องโหว่ในการเปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure) 15 รายการ
ช่องโหว่ที่ทำให้เกิด DoS (Denial of Service) 7 รายการ
ช่องโหว่ของการปลอมแปลง (Spoofing) 2 รายการ

ทั้งนี้ไม่รวมช่องโหว่ Azure, Dataverse, Mariner และ Microsoft Edge ที่ได้รับการแก้ไขในเดือนพฤษภาคม 2025

5 ช่องโหว่ Zero-Days ที่พบว่ากำลังถูกใช้ในการโจมตี

Patch Tuesday ประจำเดือนพฤษภาคม 2025 มีการแก้ไขช่องโหว่ Zero-days โดยเป็นช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี 5 รายการ

Microsoft จัดประเภทช่องโหว่ Zero-Days ว่าเป็นช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยรายละเอียดออกสู่สาธารณะ หรือเป็นช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีในขณะที่ยังไม่มีการแก้ไขอย่างเป็นทางการ

CVE-2025-30400 - Microsoft DWM Core Library Elevation of Privilege Vulnerability

Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ที่ทำให้ Hacker ได้รับสิทธิ์ SYSTEM ที่เกิดจากช่องโหว่ Use after free ใน Windows DWM โดย Microsoft ระบุว่า Microsoft Threat Intelligence Center เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

CVE-2025-32701 - Windows Common Log File System Driver Elevation of Privilege Vulnerability

Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ที่ทำให้ Hacker ได้รับสิทธิ์ SYSTEM ที่เกิดจากช่องโหว่ Use after free ใน Windows Common Log File System Driver โดย Microsoft ระบุว่า Microsoft Threat Intelligence Center เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

CVE-2025-32706 - Windows Common Log File System Driver Elevation of Privilege Vulnerability

Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ที่ทำให้ Hacker ได้รับสิทธิ์ SYSTEM ที่เกิดจากช่องโหว่ input validation ใน Windows Common Log File System Driver โดย Microsoft ระบุว่า Benoit Sevens จาก Google Threat Intelligence Group และ CrowdStrike Advanced Research Team เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

CVE-2025-32709 - Windows Ancillary Function Driver for WinSock Elevation of Privilege Vulnerability

Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ที่ทำให้ Hacker ได้รับสิทธิ์ SYSTEM ที่เกิดจากช่องโหว่ Use after free ใน Windows Ancillary Function Driver สำหรับ WinSock โดย Microsoft ระบุว่าช่องโหว่ดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักวิจัย "Anonymous (ไม่เปิดเผยชื่อ)"

CVE-2025-30397 - Scripting Engine Memory Corruption Vulnerability

Microsoft ได้แก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล ที่ Hacker สามารถโจมตีผ่าน Microsoft Edge หรือ Internet Explorer ที่เกิดจากช่องโหว่การเข้าถึงทรัพยากรโดยใช้ประเภทที่ไม่เข้ากัน ('type confusion') ใน Microsoft Scripting Engine

โดย Hacker จะต้องหลอกล่อให้ผู้ใช้งานที่ผ่านการยืนยันตัวตน คลิกลิงก์ที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษใน Edge หรือ Internet Explorer เพื่อให้ Hacker ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ โดย Microsoft ระบุว่า Microsoft Threat Intelligence Center เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

ทั้งนี้ Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดใด ๆ เกี่ยวกับวิธีการที่ช่องโหว่เหล่านี้ถูกนำไปใช้ในการโจมตี

ช่องโหว่ Zero-Days ที่ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะ

CVE-2025-26685 - Microsoft Defender for Identity Spoofing Vulnerability

Microsoft แก้ไขช่องโหว่ใน Microsoft Defender ซึ่งทำให้สามารถโจมตีได้โดยไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน เพื่อปลอมแปลงบัญชีอื่นได้ ซึ่งเกิดจากการตรวจสอบสิทธิ์ที่ไม่เหมาะสมใน Microsoft Defender for Identity

ช่องโหว่ดังกล่าวทำให้ Hacker ที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถเข้าถึงได้ผ่านการเข้าถึง LAN โดย Microsoft ระบุว่า Joshua Murrell จาก NetSPI เป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

CVE-2025-32702 - Visual Studio Remote Code Execution Vulnerability

Microsoft แก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล ซึ่งทำให้ Hacker ที่ไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถโจมตีผ่าน Visual Studio ได้ โดยเกิดจากการจัดการ special elements อย่างไม่เหมาะสมใน command ('command injection')

Microsoft ยังไม่ได้เปิดเผยว่าใครเป็นผู้ค้นพบช่องโหว่นี้

การอัปเดตด้านความปลอดภัยจากบริษัทอื่น ๆ

นอกจาก Microsoft ได้ออกแพตซ์อัปเดต Patch Tuesday ประจำเดือนพฤษภาคม 2025 แล้ว ยังมีบริษัทอื่น ๆ ที่ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยเช่นกัน ได้แก่ :

Apple ออกแพตซ์อัปเดตความปลอดภัยสำหรับ iOS, iPadOS และ macOS
Cisco ออกแพตซ์อัปเดตช่องโหว่ระดับ Critical ในซอฟต์แวร์ IOS XE สำหรับ Wireless LAN Controllers
Fortinet ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยสำหรับผลิตภัณฑ์จำนวนมาก รวมถึงการโจมตีช่องโหว่ Zero-Day ที่ถูกใช้ในการโจมตี FortiVoice
Google ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยประจำเดือนพฤษภาคม 2025 สำหรับ Android โดยแก้ไขช่องโหว่ zero-click FreeType 2 code execution ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี
Intel เปิดเผย CPU microcodes สำหรับช่องโหว่ชื่อ "Branch Privilege Injection" ซึ่งรั่วไหลข้อมูลจาก privileged memory
SAP ออกแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยสำหรับผลิตภัณฑ์หลายรายการ รวมถึงช่องโหว่ RCE ระดับ Critical
SonicWall ออกแพตซ์อัปเดตแก้ไขช่องโหว่ Zero-Day ที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตี

ที่มา : bleepingcomputer

ช่องโหว่ Zero-Day ที่กำลังถูกใช้โจมตี ได้รับการแก้ไขใน Patch Tuesday ของ Microsoft อัปเดตด่วน!

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา Microsoft ได้ปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยที่ครอบคลุมช่องโหว่อย่างน้อย 70 รายการในระบบปฏิบัติการ Windows และ software stack และมีช่องโหว่ zero-days จำนวน 5 รายการที่ถูกจัดอยู่ในหมวดกำลังถูกใช้ในการโจมตี

(more…)

ผู้ไม่หวังดีใช้โปรโตคอลเก่าใน Microsoft Entra ID เพื่อ Bypass MFA และ Conditional Access

Guardz Research พบแคมเปญการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อน และมีการประสานงานอย่างดี (more…)

ช่องโหว่ใน Output Messenger ถูกใช้เป็น Zero-Day ในการโจมตีทางไซเบอร์

กลุ่มผู้ไม่หวังดีทางไซเบอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลตุรกี ได้ใช้ช่องโหว่ Zero-Day เพื่อโจมตีผู้ใช้งาน Output Messenger ที่เชื่อมโยงกับกองทัพเคิร์ดในอิรัก (more…)

Microsoft กำหนดให้ Passkeys เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับบัญชีใหม่ และผู้ใช้จำนวน 1.5 หมื่นล้านรายจะได้รับการสนับสนุนการเข้าสู่ระบบแบบไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

หนึ่งปีหลังจากที่ Microsoft ได้ประกาศสนับสนุน passkeys สำหรับบัญชีผู้ใช้ทั่วไป Microsoft ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยกำหนดให้ผู้ที่สมัครบัญชีใหม่ต้องใช้วิธีการยืนยันตัวตนที่ป้องกันการโจมตีแบบฟิชชิ่งเป็นค่าเริ่มต้น (more…)

Microsoft ประกาศการใช้งาน Hotpatching บน Windows Server โดยจำเป็นต้องมีการสมัครใช้งานแบบ Subscription

Microsoft ประกาศว่าการใช้งาน Hotpatching บน Windows Server 2025 จะต้องมีการสมัครใช้งานแบบ subscriptions โดยฟีเจอร์นี้ช่วยให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งแพตซ์อัปเดตด้านความปลอดภัยได้โดยไม่ต้องรีสตาร์ทเครื่อง

Microsoft แนะนำให้ผู้ดูแลระบบทดลองใช้งาน hotpatching ฟรี ก่อนที่จะเปิดให้บริการทั่วไปในเดือนกรกฎาคม ซึ่งหลังจากนั้นจะต้องสมัครใช้งานแบบ subscription จึงจะสามารถทดลอง หรือใช้งานต่อได้

อย่างไรก็ตาม Microsoft ยังเตือนผู้ที่กำลังทดสอบ Hotpatching บน Windows Server 2025 รุ่นพรีวิวอยู่ในขณะนี้ ควรยกเลิกการลงทะเบียน (disenroll) ภายในวันที่ 30 มิถุนายน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสมัครใช้งานโดยอัตโนมัติในเดือนกรกฎาคม

Microsoft ระบุว่า "Hotpatching สำหรับ Windows Server 2025 เริ่มเปิดให้ทดลองใช้งานในปี 2024 และจะเปิดให้ใช้งานทั่วไปในรูปแบบบริการแบบ Subscription ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2025 เป็นต้นไป โดยจะนำความสามารถที่เคยมีเฉพาะใน Azure มาใช้ และตอนนี้จะทำให้ความสามารถนี้พร้อมใช้งานสำหรับเครื่อง Windows Server ที่อยู่นอก Azure ผ่าน Azure Arc"

"ขณะนี้สามารถทดลองใช้ Hotpatching ได้ฟรีในช่วงพรีวิว และตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นไปจะเริ่มต้นระบบสมัครสมาชิกแบบ subscription ซึ่งจะมีการนำเสนอ Hotpatching สำหรับ Windows Server 2025 ในราคาสมัครสมาชิก 1.50 ดอลลาร์สหรัฐต่อคอร์ CPU ต่อเดือน”

หากต้องการใช้งาน Hotpatching ใน environments แบบ multi-cloud หรือแบบ on-premises จะต้องสมัครใช้บริการ Hotpatch และเซิร์ฟเวอร์ที่เชื่อมต่อกับ Azure Arc ที่มีการรัน Windows Server 2025 Standard หรือ Datacenter

หากต้องการเปิดใช้งาน Hotpatching บนเซิร์ฟเวอร์ของคุณ ให้เชื่อมต่อกับ Azure Arc โดยใช้ขั้นตอนเหล่านี้จากนั้นไปที่ Azure Update Manager ใน Azure Portal เลือกเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดใช้งาน Azure Arc และตรวจสอบ hotpatching option ตามรายละเอียดที่ระบุไว้

Hotpatching พร้อมใช้งานตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2022 สำหรับ Windows Server 2022 Datacenter: Azure Edition โดย Microsoft ประกาศว่าฟีเจอร์นี้พร้อมใช้งานทั่วไปสำหรับเครื่อง virtual machines แบบ Core ของ Windows Server Azure Edition

ในอุปกรณ์ที่เปิดการใช้งาน Hotpatching บนระบบ Windows จะติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยโดยการแพตช์โค้ดที่ทำงานอยู่ในหน่วยความจำของโปรเซสต่าง ๆ โดยไม่ต้องรีสตาร์ทโปรเซสนั้นหลังจากติดตั้ง และไม่ต้องรีบูตเครื่อง

อย่างไรก็ตาม เซิร์ฟเวอร์ยังคงต้องมีการรีบูตเครื่องหลังจากการติดตั้งอัปเดตที่ส่งผ่านช่องทางการอัปเดตปกติของ Windows ทั่วไป (ไม่ใช่ Hotpatch) ซึ่งไม่รวมอยู่ในโปรแกรม Hotpatch โดยมีตัวอย่างการอัปเดตสองตัวอย่างที่ไม่สามารถติดตั้งได้หากไม่รีสตาร์ท เช่น การอัปเดตที่ไม่ใช่ของ Windows (เช่น แพตช์ .NET) และการอัปเดตที่ไม่ใช่ด้านความปลอดภัยของ Windows

Microsoft ยังได้เริ่มทดสอบ Hotpatching แบบ Public Preview สำหรับ Windows Server 2025 ในเดือนกันยายน 2024 และ Windows 11 รุ่น 24H2 รวมถึง Windows 365 ในเดือนพฤศจิกายน 2024

เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2568 การอัปเดต Hotpatch จะพร้อมใช้งานโดยทั่วไปสำหรับลูกค้าธุรกิจที่ใช้ Windows 11 Enterprise 24H2 บนระบบ x64 (AMD/Intel)

ที่มา : bleepingcomputer

 

 

กลุ่ม Storm-1977 โจมตีคลาวด์ระบบการศึกษาด้วย AzureChecker พร้อมติดตั้งเครื่องมือขุดคริปโตมากกว่า 200 รายการ

Microsoft เปิดเผยว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ Storm-1977 ได้ดำเนินการโจมตีแบบ Password spraying กับผู้ใช้บริการคลาวด์ในภาคการศึกษาในช่วงปีที่ผ่านมา

ทีม Threat Intelligence ของ Microsoft ระบุในการวิเคราะห์ว่า การโจมตีนี้เกี่ยวข้องกับการใช้ AzureChecker.

Microsoft แก้ไขปัญหา Remote Desktop หยุดทำงานเนื่องจาก Windows Updates

Microsoft แก้ไขปัญหาที่ได้รับการรายงานว่าพบ Remote Desktop หยุดทำงานบนอุปกรณ์ Windows Server 2025 และ Windows 11 24H2

โดยพบว่าปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ Windows 11 ที่ทำการอัปเดตในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 (KB5052093) รวมถึง Windows Server ที่ทำการอัปเดต Patch Tuesday ในเดือนเมษายนด้วยเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้ Remote Desktop sessions จะหยุดลงหลังจากการเชื่อมต่อ ทำให้ผู้ใช้งานต้องทำการเชื่อมต่อใหม่

Microsoft อธิบายไว้ว่าเมื่อสร้างการเชื่อมต่อ UDP จากเครื่อง Windows 11 24H2 ไปยัง RDP Host หลังจากใช้งานไป 65 วินาที การเชื่อมต่อดังกล่าวก็จะหยุดทำงาน จึงแนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตในเดือนเมษายน 2025 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

โดยที่ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2025 Microsoft ยังได้ใช้ฟีเจอร์ของ Windows ที่เรียกว่า Known Issue Rollback (KIR) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ Rollback การอัปเดตที่ไม่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อ Remote Desktop และ RDS

นอกจากนี้ Microsoft ยังได้แก้ไขปัญหาช่องโหว่ Blue Screen Errors and installation issues ใน Windows Server 2025 ที่มี logical processors มากกว่า 256 ตัว ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้วในการอัปเดต KB5046617 ที่เป็นส่วนหนึ่งของ November Patch Tuesday

รวมถึงในเดือนเมษายน 2025 มีการแจ้งว่าผู้ใช้งาน Windows บางราย พบปัญหาในการเข้าสู่ระบบบัญชีของตนโดยใช้ Windows Hello หลังจากอัปเดคด้านความปลอดภัยประจำเดือนเมษายน 2025 บนอุปกรณ์เซิร์ฟเวอร์ และไคลเอนต์ และพบ Domain controllers (DCs) ของ Windows Server 2025 บางตัวอาจไม่สามารถเข้าถึงได้หลังจากรีสตาร์ท ส่งผลให้การใช้บริการ และแอปหยุดไม่สามารถใช้งานได้

 

ที่มา : bleepingcomputer.

ช่องโหว่ Zero-day ใน Microsoft Windows CLFS กำลังถูกกลุ่มแรนซัมแวร์นำไปใช้ในการโจมตี

Microsoft ออกมาแจ้งเตือนเกี่ยวกับกลุ่มแรนซัมแวร์ชื่อ 'RansomEXX' ที่ใช้ช่องโหว่ Zero-day ระดับความรุนแรงสูงใน Windows Common Log File System (CLFS) เพื่อยกระดับสิทธิ์เป็น SYSTEM บนระบบของเหยื่อ

(more…)

Microsoft ออกแพตซ์อัปเดตประจำเดือนเมษายน 2025 แก้ไขช่องโหว่ 134 รายการ รวมถึงช่องโหว่ Zero-days 1 รายการ

Microsoft ออก Patch Tuesday ประจำเดือนเมษายน 2025 โดยแก้ไขช่องโหว่ 134 รายการ ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ Zero-days 1 รายการ ที่พบหลักฐานว่ากำลังถูกนำมาใช้ในการโจมตีอยู่ในปัจจุบัน

โดย Patch Tuesday ประจำเดือนมีนาคม 2025 มีการแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical จำนวน 11 รายการ ซึ่งเป็นช่องโหว่ Remote Code Execution ทั้งหมด

(more…)