Vulnerability in IBM Db2 Leads to Information Disclosure, Denial of Service

พบช่องโหว่ในหน่วยความจำของ IBM DB2 ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญหรืออาจทำให้ระบบเกิด DoS ได้

Martin Rakhmanov หัวหน้าทีมวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ SpiderLabs จาก Trustwave ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่ในหน่วยความจำของ IBM DB2 Relational Database ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญหรือทำให้เกิดเงื่อนไขปฏิเสธการให้บริการ (DoS) ในฐานข้อมูล

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-4414 ช่องโหว่เกิดจากการแชร์หน่วยความจำใน DB2 ด้วยการใช้ Trace facility ซึ่งทำให้ขาดการป้องกันที่ชัดเจน จึงทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ภายในระบบสามารถทำการอ่านและเขียนในหน่วยความจำและยังสามารถดัมพ์เนื้อหาที่มี ซึ่งนอกจากนี้ผู้โจมตียังสามารถเขียนข้อมูลที่ไม่ถูกต้องบนพื้นที่หน่วยความจำของเป้าหมายเพื่อทำให้ฐานข้อมูลไม่สามารถเข้าถึงได้และทำให้เกิดเงื่อนไขปฏิเสธการให้บริการ (DoS)

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบกับ IBM DB2 สำหรับ Linux, UNIX และ Windows (9.7, 10.1, 10.5, 11.1, 11.5) ทั้งนี้ IBM เปิดตัวเเพตซ์การแก้ไขสำหรับช่องโหว่แล้วเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ดูแลระบบควรทำการรีบอัปเดตเเพตซ์เพื่อเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวและเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: bleepingcomputer | trustwave

RangeAmp attacks can take down websites and CDN servers

“RangeAmp” เทคนิคการโจมตี DoS รูปแบบใหม่ที่สามารถทำให้เว็บไซต์และเซิร์ฟเวอร์ CDN หยุดให้บริการ

กลุ่มนักวิจัยจากสถาบันการศึกษาของจีนได้เผยเเพร่การค้นพบเทคนิคการโจมตี Denial-of-Service (DoS) รูปแบบใหม่ที่ชื่อว่า “RangeAmp” โดยใช้ประโยชน์จากแอตทริบิวต์ HTTP "Range Requests" ทำการขยายแพ็คเก็ต HTTP Requests เพื่อเพิ่มปริมาณและใช้ในการโจมตีเว็บไซต์และเซิร์ฟเวอร์ CDN

HTTP Range Requests เป็นมาตรฐานของ HTTP ที่จะอนุญาตให้ไคลเอนต์สามารถร้องขอส่วนหนึ่งของไฟล์อย่างเฉพาะเจาะจง ซึ่งช่วยให้เกิดการหยุดการเชื่อมต่อหรือร้องขอให้การเชื่อมต่อกลับมาเมื่อต้องเผชิญกับความไม่เสถียรของการเชื่อมต่อเครือข่าย ด้วยเหตุนี้จึงมีการอิมพลีเมนต์และรองรับโดยเว็บเบราว์เซอร์และเซิร์ฟเวอร์ CDN

กลุ่มนักวิจัยกล่าว่า การเทคนิคการโจมตี “RangeAmp” นั้นมีรูปแบบอยู่ 2 รูปแบบที่ต่างกันคือ

เทคนิคโจมตี RangeAmp Small Byte Range (SBR) ผู้โจมตีจะส่งคำร้องขอช่วง HTTP รูปแบบพิเศษไปยังผู้ให้บริการ CDN ซึ่งจะเพิ่มปริมาณการรับส่งข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทางเพื่อทำให้เว็บไซต์เป้าหมายเสียหายและหยุดให้บริการ การโจมตีด้วยเทคนิคนี้สามารถขยายทราฟฟิกจากแพ็คเก็ตการส่งปกติไปจนถึง 724 ถึง 43,330 เท่าของทราฟฟิกเดิม
เทคนิคโจมตี RangeAmp Overlapping Byte Ranges (OBR) ผู้โจมตีจะส่งคำขอ HTTP รูปแบบพิเศษไปยังผู้ให้บริการ CDN ทราฟฟิคจะเกิดการขยายขึ้นภายในเซิร์ฟเวอร์ CDN ซึงจะทำให้เกิดการโจมตี DoS ได้ทั้งเว็บไซต์ปลายทางและเซิร์ฟเวอร์ CDN การโจมตีด้วยเทคนิคนี้สามารถขยายทราฟฟิกจากการโจมตีได้ถึง 7,500 เท่าจากแพ็คเก็ตการส่งปกติ

นักวิจัยกล่าวว่าเทคนิคโจมตี “RangeAmp” นี้มีส่งผลต่อผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ CDN หลายเจ้าได้เเก่ Akamai, Alibaba Cloud, Azure, Cloudflare, CloudFront, CDNsun, CDN77, Fastly, Labs G-Core, Huawei Cloud, KeyCDN และ Tencent Cloud

ทั้งนี้ผู้ที่สนใจเทคนิคการโจมตี “RangeAmp” สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: liubaojun

ที่มา: zdnet

OpenSSL Project fixed high-severity CVE-2020-1967 DoS issue in OpenSSL

OpenSSL แก้ไขช่องโหว่ CVE-2020-1967 ที่เป็นช่องโหว่ในการโจมตี DoS ใน OpenSSL

โครงการ OpenSSL ได้เปิดตัวแพตช์ความปลอดภัยสำหรับ OpenSSL ที่ทำการเเก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงถูกติดตามเป็น CVE-2020-1967 ทำให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DoS) โดยช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดย Bernd Edlinger และได้รายงานต่อ OpenSSL เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2020 ที่ผ่านมา

ช่องโหว่ CVE-2020-1967 ช่องโหว่เกิดจากปัญหาการเรียกใช้ฟังก์ชัน SSL_check_chain () ในระหว่างการทำ Handshake กับ TLS 1.3 ที่เกิดการล้มเหลวจึงทำให้ NULL pointer จัดการกับ extension ที่ชื่อ Signature_algorithms_cert บน TLS extension ไม่ถูกต้อง ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้โดยใช้ peer ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษทำการโจมตี ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) บนเซิร์ฟเวอร์หรือแอปพลิเคชันไคลเอนต์ที่ OpenSSL กำลังทำงานอยู่

ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อ OpenSSL เวอร์ชั่น 1.1.1d, 1.1.1e และ 1.1.1f

การอัพเดตแพตช์
ปัญหาจากช่องโหว่ได้รับการเเก้ไขใน OpenSSL เวอร์ชั่น 1.1.1g ผุ้ใช้งานควรทำการอัพเดตแพตช์เพื่อป้องกันการโจมตี

ที่มา : securityaffairs

Cisco says to patch critical UCS security holes now

Cisco กล่าวว่าจะแก้ไขช่องโหว่ความปลอดภัยระดับ ‘critical’ ใน UCS ในตอนนี้
Cisco ได้ทำการแจ้งคำเตือนด้านความปลอดภัยที่สำคัญ 17 รายการเกี่ยวข้องกับช่องโหว่การตรวจสอบความถูกต้องใน Unified Computing System (UCS) ซึ่งอาจทำให้ผู้บุกรุกเข้าสู่ระบบหรือทำให้เกิดปัญหาการปฏิเสธการให้บริการ (Dos) ตัวอย่างช่องโหว่ที่สำคัญเช่น

ช่องโหว่ CVE-2020-3243 (CVSS: 9.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบความถูกต้องของการควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผู้โจมตีระยะไกลสามารถโจมตีช่องโหว่นี้ได้โดยส่งคำร้องขอที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อทำการตอบโต้กับ REST API ถ้าการส่งคำร้องขอผู้โจมตีสำเร็จผู้โจมตีสามารถทำการ Bypass และสามารถดำเนินการด้วยสิทธิ์ระดับผู้ดูแลระบบบนอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายได้

ช่องโหว่ CVE-2020-3240 (CVSS: 8.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบอินพุตที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์โดยการส่งไฟล์ที่เป็นอันตรายไปที่ REST API ถ้าการโจมตีสำเร็จผู้โจมตีสามารถทำการรีโมท shell และรันโค้ดด้วยสิทธิ์ของ root ได้จากระยะไกล

ช่องโหว่ CVE-2020-3250 (CVSS: 8.8) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นกับ REST API ใน Cisco UCS Director และ UCS Director Express สำหรับ Big Data ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบความถูกต้องของการควบคุมการเข้าถึงที่ไม่เพียงพอ ทำให้ผู้ผู้โจมตีสามารถโจมตีช่องโหว่นี้ได้โดยส่งคำขอไปยัง REST API endpoint ถ้าการส่งคำร้องขอผู้โจมตีสำเร็จอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถโต้ตอบกับ REST API และสามารถทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (Dos) บนอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายได้

แพตช์การแก้ไขช่องโหว่
Cisco ได้ทำการอัพเดตแพตช์การแก้ไขช่องโหว่แล้วใน UCS Director เวอร์ชั่น 6.7.4.0 และ UCS Director Express สำหรับ Big Data เวอร์ชั่น 3.7.4.0

ที่มา: networkworld

VMware ออกแแพตช์แก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์และ DoS

VMware ได้ออกแพตช์ความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์และช่องโหว่ DoS ใน VMware Workstation, Fusion, Remote Console และ Horizon Client

CVE-2020-3950 (CVSSv3 7.3) - ช่องโหว่เกิดจากการ setuid ไบนารีไม่เหมาะสมทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ของผู้ใช้ปกติ (Normal User) สามารถยกระดับสิทธิ์ไปยัง Root บนระบบที่ติดตั้ง Fusion, VMRC หรือ Horizon Client

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
VMware Fusion (11).x ก่อน 11.5.2), VMware Remote Console สำหรับ Mac (11).x และก่อนหน้า 11.0.1) และ Horizon Client สำหรับ Mac (5.x และก่อนหน้า 5.4.0)

CVE-2020-3951 (CVSSv3 3.2) ช่องโหว่เกิดจากโจมตี heap-overflow ทำให้หยุดการให้บริการ (denial-of-service หรือ Dos) ใน Service Cortado Thinprint บนระบบที่ติดตั้ง Workstation หรือ Horizon Client

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
VMware Workstation (15.x ก่อน 15.5.2) และ Horizon Client สำหรับ Windows (5.x และก่อนหน้า 5.4.0)

การเเก้ไขปัญหา
VMware ได้เปิดให้ทำการปรับปรุงความปลอดภัยในวันที่ 17 มีนาคม เเนะนำผู้ใช้งานทำปรับปรุงความปลอดเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากช่องโหว่

 

ที่มา: securityaffairs.

Watch out, hackers are targeting CVE-2018-0296 Cisco fixed in 2018

เตือน Hacker ตั้งเป้าหมายการโจมตีไปยังช่องโหว่ CVE-2018-0296 ของ Cisco
Cisco ได้ออกมาเตือนลูกค้าว่า Hacker มีการโจมตีไปยัง อุปกรณ์ Cisco ASA ที่มีช่องโหว่ CVE-2018-0296 ซึ่งได้มีการแก้ไขไปแล้วเมื่อมิถุนายน 2018 ปัญหาของช่องโหว่นี้คือผู้โจมตีไม่ต้องเข้าสู่ระบบก็สามารถโจมตีจากระยะไกลได้ โดยทำให้เกิดการปฏิเสธการให้บริการ (DoS) นอกจากนี้ยังสามารถดูข้อมูลของระบบโดยใช้เทคนิคการสำรวจ Directory ได้
สาเหตุของปัญหามาจากการตรวจสอบ Input ที่ไม่เหมาะสมของ URL HTTP และอาจทำให้แฮกเกอร์สามารถส่งคำขอที่เป็นอันตรายไปยังอุปกรณ์ที่มีความเสี่ยง ซึ่งช่องโหว่ที่มีผลกระทบกับ Software ของอุปกรณ์ Cisco ดังนี้
3000 Series Industrial Security Appliance (ISA)
ASA 1000V Cloud Firewall
ASA 5500 Series Adaptive Security Appliances
ASA 5500-X Series Next-Generation Firewalls
ASA Services Module for Cisco Catalyst 6500 Series Switches and Cisco 7600 Series Routers
Adaptive Security Virtual Appliance (ASAv)
Firepower 2100 Series Security Appliance
Firepower 4100 Series Security Appliance
Firepower 9300 ASA Security Module
FTD Virtual (FTDv)
ซึ่ง Cisco แนะนำให้ผู้ดูแลระบบตรวจสอบ Version ของ Software ที่รันอยู่บนอุปกรณ์ว่าเป็นรุ่นที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวหรือไม่ ซึ่ง Cisco ได้เขียนคำแนะนำไว้ที่ Cisco เพื่อแก้ไขปัญหาของช่องโหว่นี้

ที่มา Securityaffairs

Exim ได้ออกแพตช์แก้ช่องโหว่ RCE

Exim ได้ออกแพตช์รักษาความปลอดภัยเร่งด่วนเป็น Exim รุ่น 4.92.3 เป็นการแก้ไขเกี่ยวกับการรัน Code ที่เป็นอันตรายบน Exim

Exim เป็น mail Server เพื่อรับส่งข้อมูลทาง Email สำหรับระบบปฏิบัติการ Linux, Mac OSX หรือ Solaris ซึ่งเมื่อสองวันที่ผ่านมามีการประกาศช่องโหว่ CVE-2019-16928 ซึ่งถูกค้นพบโดย Jeremy Harris เป็นทีมพัฒนาของทาง Exim โดยช่องโหว่ที่พบสามารถทำให้ผู้โจมตีรันคำสั่งจากระยะไกลและทำการโจมตีด้วยรูปแบบ DoS หรือรัน Code (EHLO) บน Exim mail Server ด้วยสิทธิ์ของผู้ใช้

ดังนั้นควรให้ผู้ดูแล Server ทำการติดตั้ง Exim Version 4.92.3 หรืออัปเดตให้เป็น Exim Version 4.92.3 โดยเร็วที่สุดเนื่องจากผลกระทบจากช่องโหว่นี้ไม่มีวิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น

ที่มา thehackernews

New HTTP/2 Flaws Expose Unpatched Web Servers to DoS Attacks

พบช่องโหว่ใน HTTP/2 มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การโจมตี denial-of-service (DoS) นักวิจัยจาก Netflix และ Google พบช่องโหว่ใน HTTP/2 ซึ่งนำไปสู่การโจมตี denial-of-service (DoS) ได้ โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อกินทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์จนทำให้หยุดทำงานได้ ซึ่งช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้ง Amazon, Apache, Apple, Facebook, Microsoft, nginx, Node.

แจ้งเตือนช่องโหว่ตระกูล SACK Panic ยิง FreeBSD และลินุกซ์ดับดิ้นได้จากระยะไกล

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา ทีม Security Engineer จาก Netflix ได้มีการเปิดเผย 4 ช่องโหว่ใหญ่ในส่วนของโปรแกรมซึ่งอิมพลีเมนต์โปรโตคอล TCP ในระบบ FreeBSD และลินุกซ์ ซึ่งส่งผลให้ด้วยการส่งแพ็คเกตที่มีลักษณะเฉพาะบางประการ แฮกเกอร์สามารถล่มระบบใดก็ได้ได้จากระยะไกล

ทีม Intelligent Response จาก บริษัทไอ-ซีเคียว จำกัด จะมาติดตามรายละเอียดของช่องโหว่นี้ พร้อมทั้งอธิบายที่มา การตรวจจับและการป้องกันการโจมตีช่องโหว่นี้ในโพสต์นี้กันครับ

รายละเอียดช่องโหว่โดยย่อ
ที่มาของช่องโหว่
การโจมตีช่องโหว่
ระบบที่ได้รับผลกระทบ
การตรวจจับการโจมตี
การป้องกันการโจมตี

รายละเอียดของช่องโหว่โดยย่อ
ช่องโหว่ในตระกูล SACK Panic นี้มีทั้งหมด 4 ช่องโหว่ ได้แก่

ช่องโหว่ SACK Panic รหัส CVE-2019-11477 คะแนน CVSSv3 7.5
ช่องโหว่ SACK Slowness รหัส CVE-2019-11478 คะแนน CVSSv3 5.3
ช่องโหว่ SACK Slowness รหัส CVE-2019-5599 ยังไม่มีการระบุคะแนน CVSS
ช่องโหว่ไม่มีชื่อเฉพาะ รหัส CVE-2019-11479 คะแนน CVSSv3 5.3

ที่มาของช่องโหว่
อ้างอิงจาก Security Advisories ของ Netflix ช่องโหว่ทั้ง 4 ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในส่วนของโค้ดซึ่งอยู่ในแกนกลางของระบบปฏิบัติการ FreeBSD และเคอร์เนลของระบบปฏิบัติการลินุกซ์ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล TCP โดยช่องโหว่เหล่านี้นั้นเกี่ยวข้องกับการกำหนดค่า minimum segment size (MSS) และค่า TCP Selective Acknowledgement (SACK) ซึ่งทั้งสองค่าเป็นการตั้งค่าของโปรโตคอล TCP

สำหรับช่องโหว่แรกคือ SACK PANIC (CVE-2019-11477) นั้นเป็นช่องโหว่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้โจมตีมีการสร้างลำดับของแพ็คเกต TCP ซึ่งมีลำดับของค่า SACK เฉพาะ โดยเมื่อส่งไปยังเป้าหมายซึ่งมีช่องโหว่แล้ว จะทำให้เกิดการเงื่อนไข integer overflow ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขการทำงานที่ผิดพลาดของเคอร์เนล (Kernel panic) และทำให้เกิดเงื่อนไข DoS ได้

ในส่วนของช่องโหว่ที่สองคือ SACK Slowness (CVE-2019-11478) นั้นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการใช้งานทรัพยากรของระบบมากขึ้นโดยเป็นผลมาจากการได้รับลำดับของแพ็คเกต TCP ที่มีค่า SACK เฉพาะซึ่งจะทำให้เกิดการแบ่งส่วนในกระบวนการจัดลำดับเพื่อจัดส่งแพ็คเกตใหม่ในโปรโตคอล TCP ในลักษณะที่ไม่ถูกต้องได้

ช่องโหว่ที่สามหรือช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกับ SACK Slowness (CVE-2019-11478) จากความเหมือนกันในประเด็นเรื่องของผลกระทบและรูปแบบการโจมตี แต่แตกต่างในส่วนของคอมโพเนนต์และระบบปฏิบัติการที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่สุดท้ายในลำดับ 4 คือช่องโหว่รหัส CVE-2019-11479 เป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการใช้งานทรัพยากรของระบบที่มากขึ้นหรือมากเกินซึ่งเป็นผลมาจากการกำหนดค่า MSS ต่ำ โดยผู้โจมตีนั้นสามารถบังคับให้ลินุกซ์เคอร์เนลทำการแบ่งส่วนแพ็คเกตที่จะทำการตอบกลับออกเป็นหลาย TCP segment ที่มีขนาด 8 ไบต์ ซึ่งส่งผลให้ระบบจำเป็นต้องใช้แบนด์วิธและทรัพยากรอื่นๆ ที่มากขึ้นในการส่ง เงื่อนไขเดียวในการโจมตีข่องโหว่นี้คือการที่ผู้โจมตีจะต้องทำการโจมตีอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีนั้นจะหยุดหากการโจมตีหยุดลงทันที
การโจมตีช่องโหว่
ยังไม่มีการปรากฎของโค้ดหรือ PoC ที่ใช้สำหรับโจมตีช่องโหว่ในขณะนี้
ระบบที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่ SACK Panic (CVE-2019-11477) ส่งผลกระทบกับลินุกซ์เคอร์เนลตั้งแต่เวอร์ชัน 2.6.29 เป็นต้นไป
ช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-11478) ส่งผลกระทบกับลินุกซ์เคอร์เนลรุ่น 4.15 หรือต่ำกว่า
ช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) ส่งผลกระทบกับ FreeBSD รุ่น 12 ที่ใช้ RACK TCP Stack
ช่องโหว่ CVE-2019-11479 ส่งผลกระทบกับลินุกซ์ทุกเวอร์ชัน

การตรวจจับการโจมตี
ช่องโหว่ทั้งหมดนั้นมี Attack vector เป็นเน็ตเวิร์กซึ่งส่งผลให้อุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่สามารถตรวจสอบคุณลักษณะของแพ็คเกตได้นั้นสามารถใช้เพื่อตรวจจับการโจมตีได้ อย่างไรก็ตามเรายังไม่พบการประกาศ Signature หรือแพทเทิร์นในการตรวจจับการโจมตีในขณะนี้ โดยจะทำการอัปเดตหากมีความคืบหน้า

และเนื่องจากผลลัพธ์ของช่องโหว่นั้นส่งผลให้เกิดการทำงานของผิดพลาดของเคอร์เนลและทรัพยากรของระบบที่ถูกใช้ไปอย่างมากขึ้น การตรวจสอบการโจมตีบน Endpoint ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ในการดำเนินการเพื่อระบุหาความผิดปกติของระบบ ผ่านทางการตรวจสอบสถานะของระบบ (Health check) เป็นต้น
การป้องกันการโจมตี

ทำการอัปเดตแพตช์เฉพาะของช่องโหว่หากยังไม่มีการอัปเดตจากโครงการของเคอร์เนล โดยให้ดำเนินการดังนี้

สำหรับช่องโหว่ SACK Panic (CVE-2019-11477) ให้ทำการอัปเดตแพตช์ PATCH_net_1_4.patch ในกรณีที่ลินุกซ์เคอร์เนลเป็นเวอร์ชัน 4.14 หรือใหม่กว่า ให้ทำการอัปเดตแพตช์ PATCH_net_1a.patch ไปพร้อมกันด้วย
สำหรับช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-11478) ให้ทำการอัปเดตแพช์ PATCH_net_2_4.patch กับเคอร์เนล
สำหรับช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) ให้ทำการอัปเดตแพตช์ split_limit.

Linux Kernel Vulnerability

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Juha-Matti Tilli ประกาศการค้นพบช่องโหว่ในลินุกซ์เคอร์เนล "SegmentSmack" ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถทำ DoS กับระบบได้จากระยะไกลเพียงส่งแพ็คเกตพิเศษเข้าไปโจมตี กระทบตั้งแต่ลินุกซ์เคอร์เนลรุ่น 4.9 เป็นต้นไป

ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นผลลัพธ์มาจากการทำงานของฟังก์ชัน tcp_collapse_ofo_queue() และ tcp_prune_ofo_queue() ในลินุกซ์เคอร์เนลที่ผิดพลาดซึ่งส่งผลให้เมื่อมีการส่งแพ็คเกตในรูปแบบพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อโจมตีช่องโหว่นี้โดยเฉพาะทางการเชื่อมต่อบนโปรโตคอล TCP ที่สร้างไว้แล้ว จะทำให้ระบบหยุดการทำงานในเงื่อนไขของการโจมตีแบบปฏิเสธการทำงาน (DoS) ได้

ช่องโหว่ดังกล่าวสามารถโจมตีได้จากระยะไกล จากทุกพอร์ตที่มีการเปิดใช้งานอยู่ แต่เนื่องจากจำเป็นต้องอาศัยการโจมตีบนโปรโตคอล TCP ทำให้การโจมตีช่องโหว่นี้ไม่สามารถที่จะปลอมแปลงแหล่งที่มาได้
Recommendation ในขณะนี้ผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ได้มีการทยอยออกแพตช์ที่ช่วยป้องกันการโจมตีมาที่ช่องโหว่ SegmentSmack แล้ว แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการตรวจสอบและอัปเดตแพตช์โดยด่วน
Affected Platform Linux kernal ตั้งแต่เวอร์ชัน 4.9 เป็นต้นไป

ที่มา : KB.Cert.