CISA แจ้งเตือนช่องโหว่ใน Linux Kernel สามรายการที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตี

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่ด้านความปลอดภัยสามรายการที่ส่งผลกระทบต่อ Linux Kernel เข้าไปในบัญชีรายการช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง (Known Exploited Vulnerabilities: KEV) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยอ้างถึงหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่เหล่านี้กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตี

ช่องโหว่ทั้งสามรายการมีดังต่อไปนี้ :

CVE-2025-39682 (CVSS 9.8) ช่องโหว่ประเภท Improper Check for Unusual or Exceptional Conditions ในส่วน TLS receive path ที่อาจทำให้ผู้ใช้งานในระดับ local ที่ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลในหน่วยความจำ หรือเกิด Denial-of-Service (DoS) ได้
CVE-2026-53266 (CVSS 8.8) ช่องโหว่ประเภท Out-of-bounds write ในส่วน rewrite path ของ ebtables Source Network Address Translation (SNAT) Address Resolution Protocol (ARP) ที่อาจทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ในระดับ local สามารถทำให้ระบบเกิดพฤติกรรมที่ไม่ปกติ, เกิด DoS หรือทำการยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) ในเครื่องได้
CVE-2025-39964 (CVSS 7.8) ช่องโหว่ประเภท Race condition ที่อาจทำให้เกิดการเขียนข้อมูลพร้อมกันไปยัง AF_ALG Socket เดียวกัน ซึ่งทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ในระดับ local สามารถทำให้ระบบล่ม หรือทำให้ผลลัพธ์ของการประมวลผลทางการเข้ารหัสเสียหาย จนเกิด DoS หรือปัญหาด้านความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูล (Data Integrity) ได้

ปัจจุบันยังไม่มีรายละเอียดว่าช่องโหว่ทั้งสามรายการถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริงอย่างไร และยังไม่ทราบว่ามีการนำไปใช้ร่วมกันเป็นกระบวนการโจมตีเดียวกันหรือไม่ อย่างไรก็ตาม Red Hat ได้อัปเดตประกาศแจ้งเตือนของช่องโหว่ทั้งหมดเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2026 เวลา 02.00 น. UTC เพื่อยืนยันว่าช่องโหว่เหล่านี้กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง

Red Hat ระบุว่า "CVE รายการนี้มีความเสี่ยงสูง และมี Exploit ที่ถูกเผยแพร่ออกสู่สาธารณะซึ่งสามารถใช้โจมตีช่องโหว่นี้ได้แล้ว ขอให้ดำเนินการแก้ไขช่องโหว่นี้ด้วยลำดับความสำคัญสูง"

ตาม Binding Operational Directive (BOD) 26-04: Prioritizing Security Updates Based on Risk หน่วยงานฝ่ายบริหารพลเรือนของรัฐบาลกลาง (FCEB) ได้รับคำแนะนำให้ติดตั้งการแก้ไขที่จำเป็นภายในวันที่ 21 กันยายน 2026

ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Asim Manizada นักวิจัยด้านความปลอดภัย ได้เปิดเผยช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ (Privilege Escalation) ในระดับ local อีกสี่รายการที่ส่งผลกระทบต่อ Linux Kernel ได้แก่

CVE-2026-80844 หรือที่รู้จักในชื่อ DirtyAH6
CVE-2026-81000 หรือที่รู้จักในชื่อ TUNderflow
CVE-2026-68121 หรือที่รู้จักในชื่อ PPPoEject
CVE-2026-74469 หรือที่รู้จักในชื่อ DiagSpill

ที่มา : Thehackernews.

ช่องโหว่ระดับ Critical บน Linux Kernel ‘ssh-keysign-pwn’ เสี่ยงทำ SSH keys และ Shadow Passwords รั่วไหล

 

ช่องโหว่ที่เพิ่งถูกเปิดเผยล่าสุดบน Linux Kernel กำลังสร้างความกังวลอย่างมากในชุมชนความปลอดภัยไซเบอร์ เนื่องจากช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญสูง รวมถึง SSH private keys และค่าแฮชรหัสผ่านบนระบบที่ได้รับผลกระทบ (more…)

ช่องโหว่ Double Free ระดับ Critical ใน Linux Kernel ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ได้

พบช่องโหว่ double-free ที่มีระดับความรุนแรงสูงใน NFT (netfilter) subsystem ของ Linux kernel โดยเฉพาะในโมดูลที่เรียกว่า pipapo set

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical นี้ อาจทำให้ผู้โจมตีที่ไม่มีสิทธิ์ในระบบ สามารถยกระดับสิทธิ์ของตนเองขึ้นมาเพื่อควบคุมเครื่องได้ (local privilege escalation) โดยการสร้างความเสียหายให้กับหน่วยความจำของ kernel ผ่าน netlink messages ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ (more…)

CISA แจ้งเตือนการโจมตีโดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์บน Linux Kernel

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ (CISA) ได้เพิ่มช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่ส่งผลกระทบต่อ Linux Kernel เข้าไปในรายการ Known Exploited Vulnerabilities (KEV) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยระบุว่า ช่องโหว่นี้กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง (more…)

CISA เพิ่มช่องโหว่ที่สำคัญสามรายการใน Known Exploited Vulnerabilities แคตตาล็อก

CISA ได้อัปเดตช่องโหว่ลงในแคตตาล็อกช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี (KEV) โดยการเพิ่มช่องโหว่ใหม่สามรายการ ช่องโหว่เหล่านี้มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่สำคัญ และกำลังถูกใช้ในการโจมตี

ช่องโหว่ที่เพิ่มเข้ามาใหม่ประกอบด้วย

CVE-2016-3714 ช่องโหว่ที่ส่งผลกระทบกับ ImageMagick ที่เกิดจากการตรวจสอบการนำเข้าข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง
CVE-2017-1000253 ช่องโหว่ในเคอร์เนลของ Linux ที่เกี่ยวข้องกับ stack buffer corruption ใน position-independent executables (PIE)
CVE-2024-40766 เป็นช่องโหว่การควบคุมการเข้าถึง (access control) ใน SonicWall SonicOS

ช่องโหว่เหล่านี้ตกเป็นเป้าหมายบ่อยครั้งสำหรับการโจมตีทางไซเบอร์ และมีความเสี่ยงมากกับองค์กรภาครัฐ และภาคเอกชน ทาง CISA ได้แจ้งให้ทุกองค์กรให้ความสำคัญกับการแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้

รายละเอียดของช่องโหว่

CVE-2016-3714 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ImageTragick” ส่งผลกระทบต่อเวอร์ชันของ ImageMagick เวอร์ชันก่อน 6.9.3-10 และ 7.x ก่อน 7.0.1-1 ช่องโหว่นี้เกิดจากการตรวจสอบข้อมูลอินพุตที่ไม่เหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเข้ารหัส หรือโปรเซสเซอร์หลาย ๆ ตัวภายใน ImageMagick

การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่กำหนดเองได้ผ่านการใช้อักขระพิเศษของเชลล์ในภาพที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ ซึ่งอาจนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล เพื่อลดความเสี่ยงนี้ผู้ใช้ควรตรวจสอบไฟล์ภาพให้มีการตรวจสอบ “magic bytes” อย่างถูกต้อง และกำหนดค่าไฟล์ policy ของ ImageMagick เพื่อปิดการใช้งานตัวเข้ารหัสที่มีช่องโหว่

CVE-2017-1000253 ส่งผลกระทบต่อหลายเวอร์ชันของเคอร์เนล Linux รวมถึงเวอร์ชันที่ใช้ใน RedHat Enterprise Linux และ CentOS ช่องโหว่นี้เกี่ยวข้องกับ stack buffer corruption ในฟังก์ชัน load_elf_binary() ซึ่งสามารถถูกใช้โดยผู้โจมตีที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบในระดับ local เพื่อยกระดับสิทธิ์ผ่านปัญหาเกี่ยวกับ position-independent executables (PIE) ผู้ใช้ควรเร่งอัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ buffer corruption นี้

CVE-2024-40766 เป็นช่องโหว่ระดับ critical ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ SonicWall Firewalls รุ่น Gen 5, Gen 6, และ Gen 7 ที่ใช้ SonicOS 7.0.1-5035 หรือเวอร์ชันที่เก่ากว่า ช่องโหว่นี้อยู่ในระบบการจัดการ SonicOS และ SSLVPN ของ SonicWall ซึ่งอนุญาตให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้ผ่านการยืนยันตัวตน สามารถเข้าถึงอินเทอร์เฟซการจัดการได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การเข้าถึงทรัพยากรโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือแม้กระทั่งการหยุดการทำงานของไฟร์วอลล์

เพื่อลดผลกระทบจากช่องโหว่นี้ ควรจำกัดการจัดการไฟร์วอลล์ให้เฉพาะต้นทางที่เชื่อถือได้ หรือปิดการจัดการผ่าน WAN และการเข้าถึง SSLVPN จากอินเทอร์เน็ต โดยผู้ใช้ควรดาวน์โหลด และติดตั้งแพตช์ล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ SonicWall

การลดผลกระทบ และคำแนะนำ

อัปเดตซอฟต์แวร์ และระบบ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าซอฟต์แวร์, เฟิร์มแวร์ และระบบทั้งหมดได้รับการอัปเดตด้วยแพตช์ล่าสุด
จำกัดการเข้าถึงระบบที่สำคัญให้กับผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น และเปิดใช้การยืนยันตัวตนโดยใช้หลายปัจจัย (MFA)
ตรวจสอบระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อหาพฤติกรรมที่ผิดปกติ และทำการตรวจสอบด้านความปลอดภัย และการประเมินช่องโหว่เป็นประจำ
อัปเดตแผนตอบสนองเหตุการณ์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อจัดการกับการละเมิดความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ใช้วิธีการ network segmentation เพื่อปกป้องระบบที่สำคัญจากการถูกเข้าถึงจากอินเทอร์เน็ต

Ref : cyble

StackRot ช่องโหว่ใหม่ใน Linux kernel ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์ได้

Ruihan Li นักวิจัยด้านความปลอดภัยรายงานช่องโหว่ StackRot (CVE-2023-3269) ซึ่งเป็นช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูง ที่ส่งผลกระทบต่อ Linux kernel หลายเวอร์ชัน และสามารถเรียกใช้งานได้ง่าย เพื่อโจมตี kernel และยกระดับสิทธิ์ โดยในขณะนี้แพตซ์อัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกปล่อยออกมาแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2023 รวมถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ และ exploit code จะถูกเปิดเผยภายในสิ้นเดือนนี้ (more…)

15-year-old Linux kernel bugs let attackers gain root privileges

นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ที่อยู่ใน Linux kernel ช่วยให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root บน Linux ได้

Adam Nichols นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก GRIMM ได้เปิดเผยถึงช่องโหว่สามรายการที่พบใน iSCSI subsystem ของ Linux kernel ที่อาจทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ภายในระบบและมีสิทธิ์ผู้ใช้ทั่วไปสามารถได้ยกระดับสิทธิ์เป็น Root บนระบบระบบปฏิบัติการ Linux ได้

ช่องโหว่ทั้งสามถูกค้นพบโดยนักวิจัยจาก GRIMM ซึ่งได้ค้นพบข้อบกพร่องดังกล่างที่อยู่ในโมดูล kernel scsi_transport_iscsi ในระบบ iSCSI kernel subsystem ที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งเเต่ปี 2006 โดยช่องโหว่จะส่งผลกระทบกับระบบ Linux distribution ทั้งหมด

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2021-2736, CVE-2021-27363 และ CVE-2021-27364 ซึ่งช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อ Bypass ฟีเจอร์การป้องกันของระบบรักษาความปลอดภัยที่จะปิดกั้นช่องโหว่เช่น Kernel Address Space Layout Randomization (KASLR), Supervisor Mode Execution Protection (SMEP), Supervisor Mode Access Prevention (SMAP) และ Kernel Page-Table Isolation (KPTI) และช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้โจมตีที่อยู่ภายในระบบสามารถยกระดับสิทธิ์เป็น Root บนระบบระบบปฏิบัติการได้

ทั้งนี้ช่องโหว่ทั้งสามได้รับการแก้ไขแล้วใน Linux kernel ตั้งแต่เวอร์ชัน 5.11.4, 5.10.21, 5.4.103, 4.19.179, 4.14.224, 4.9.260 และ 4.4.260 และแพตช์อัปเดตความปลอดภัยก็ถูกปล่อยออกมาแล้วใน Linux kernel เมื่อวันที่ 7 มีนาคม ทั้งนี้จะไม่มีการปล่อยแพตช์สำหรับ Linux kernel เวอร์ชันที่ไม่รองรับหรือ EOL ไปแล้วเช่นเวอร์ชัน 3.x และ 2.6.23 ผู้ดูแลระบบปฏิบัติการ Linux ควรทำการอัปเดต Linux kernel ให้เป็นเวอร์ชันที่ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่แล้วเพื่อป้องกันการตกเป็นเป้าหมายของการโจมตี

ที่มา: bleepingcomputer

แจ้งเตือนช่องโหว่ตระกูล SACK Panic ยิง FreeBSD และลินุกซ์ดับดิ้นได้จากระยะไกล

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา ทีม Security Engineer จาก Netflix ได้มีการเปิดเผย 4 ช่องโหว่ใหญ่ในส่วนของโปรแกรมซึ่งอิมพลีเมนต์โปรโตคอล TCP ในระบบ FreeBSD และลินุกซ์ ซึ่งส่งผลให้ด้วยการส่งแพ็คเกตที่มีลักษณะเฉพาะบางประการ แฮกเกอร์สามารถล่มระบบใดก็ได้ได้จากระยะไกล

ทีม Intelligent Response จาก บริษัทไอ-ซีเคียว จำกัด จะมาติดตามรายละเอียดของช่องโหว่นี้ พร้อมทั้งอธิบายที่มา การตรวจจับและการป้องกันการโจมตีช่องโหว่นี้ในโพสต์นี้กันครับ

รายละเอียดช่องโหว่โดยย่อ
ที่มาของช่องโหว่
การโจมตีช่องโหว่
ระบบที่ได้รับผลกระทบ
การตรวจจับการโจมตี
การป้องกันการโจมตี

รายละเอียดของช่องโหว่โดยย่อ
ช่องโหว่ในตระกูล SACK Panic นี้มีทั้งหมด 4 ช่องโหว่ ได้แก่

ช่องโหว่ SACK Panic รหัส CVE-2019-11477 คะแนน CVSSv3 7.5
ช่องโหว่ SACK Slowness รหัส CVE-2019-11478 คะแนน CVSSv3 5.3
ช่องโหว่ SACK Slowness รหัส CVE-2019-5599 ยังไม่มีการระบุคะแนน CVSS
ช่องโหว่ไม่มีชื่อเฉพาะ รหัส CVE-2019-11479 คะแนน CVSSv3 5.3

ที่มาของช่องโหว่
อ้างอิงจาก Security Advisories ของ Netflix ช่องโหว่ทั้ง 4 ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในส่วนของโค้ดซึ่งอยู่ในแกนกลางของระบบปฏิบัติการ FreeBSD และเคอร์เนลของระบบปฏิบัติการลินุกซ์ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับโปรโตคอล TCP โดยช่องโหว่เหล่านี้นั้นเกี่ยวข้องกับการกำหนดค่า minimum segment size (MSS) และค่า TCP Selective Acknowledgement (SACK) ซึ่งทั้งสองค่าเป็นการตั้งค่าของโปรโตคอล TCP

สำหรับช่องโหว่แรกคือ SACK PANIC (CVE-2019-11477) นั้นเป็นช่องโหว่ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อผู้โจมตีมีการสร้างลำดับของแพ็คเกต TCP ซึ่งมีลำดับของค่า SACK เฉพาะ โดยเมื่อส่งไปยังเป้าหมายซึ่งมีช่องโหว่แล้ว จะทำให้เกิดการเงื่อนไข integer overflow ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขการทำงานที่ผิดพลาดของเคอร์เนล (Kernel panic) และทำให้เกิดเงื่อนไข DoS ได้

ในส่วนของช่องโหว่ที่สองคือ SACK Slowness (CVE-2019-11478) นั้นเป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการใช้งานทรัพยากรของระบบมากขึ้นโดยเป็นผลมาจากการได้รับลำดับของแพ็คเกต TCP ที่มีค่า SACK เฉพาะซึ่งจะทำให้เกิดการแบ่งส่วนในกระบวนการจัดลำดับเพื่อจัดส่งแพ็คเกตใหม่ในโปรโตคอล TCP ในลักษณะที่ไม่ถูกต้องได้

ช่องโหว่ที่สามหรือช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) เป็นช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในลักษณะที่คล้ายกับ SACK Slowness (CVE-2019-11478) จากความเหมือนกันในประเด็นเรื่องของผลกระทบและรูปแบบการโจมตี แต่แตกต่างในส่วนของคอมโพเนนต์และระบบปฏิบัติการที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่สุดท้ายในลำดับ 4 คือช่องโหว่รหัส CVE-2019-11479 เป็นช่องโหว่ที่ทำให้เกิดการใช้งานทรัพยากรของระบบที่มากขึ้นหรือมากเกินซึ่งเป็นผลมาจากการกำหนดค่า MSS ต่ำ โดยผู้โจมตีนั้นสามารถบังคับให้ลินุกซ์เคอร์เนลทำการแบ่งส่วนแพ็คเกตที่จะทำการตอบกลับออกเป็นหลาย TCP segment ที่มีขนาด 8 ไบต์ ซึ่งส่งผลให้ระบบจำเป็นต้องใช้แบนด์วิธและทรัพยากรอื่นๆ ที่มากขึ้นในการส่ง เงื่อนไขเดียวในการโจมตีข่องโหว่นี้คือการที่ผู้โจมตีจะต้องทำการโจมตีอยู่ตลอดเวลา เนื่องจากความเสียหายที่เกิดจากการโจมตีนั้นจะหยุดหากการโจมตีหยุดลงทันที
การโจมตีช่องโหว่
ยังไม่มีการปรากฎของโค้ดหรือ PoC ที่ใช้สำหรับโจมตีช่องโหว่ในขณะนี้
ระบบที่ได้รับผลกระทบ

ช่องโหว่ SACK Panic (CVE-2019-11477) ส่งผลกระทบกับลินุกซ์เคอร์เนลตั้งแต่เวอร์ชัน 2.6.29 เป็นต้นไป
ช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-11478) ส่งผลกระทบกับลินุกซ์เคอร์เนลรุ่น 4.15 หรือต่ำกว่า
ช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) ส่งผลกระทบกับ FreeBSD รุ่น 12 ที่ใช้ RACK TCP Stack
ช่องโหว่ CVE-2019-11479 ส่งผลกระทบกับลินุกซ์ทุกเวอร์ชัน

การตรวจจับการโจมตี
ช่องโหว่ทั้งหมดนั้นมี Attack vector เป็นเน็ตเวิร์กซึ่งส่งผลให้อุปกรณ์เน็ตเวิร์กที่สามารถตรวจสอบคุณลักษณะของแพ็คเกตได้นั้นสามารถใช้เพื่อตรวจจับการโจมตีได้ อย่างไรก็ตามเรายังไม่พบการประกาศ Signature หรือแพทเทิร์นในการตรวจจับการโจมตีในขณะนี้ โดยจะทำการอัปเดตหากมีความคืบหน้า

และเนื่องจากผลลัพธ์ของช่องโหว่นั้นส่งผลให้เกิดการทำงานของผิดพลาดของเคอร์เนลและทรัพยากรของระบบที่ถูกใช้ไปอย่างมากขึ้น การตรวจสอบการโจมตีบน Endpoint ก็ยังมีความเป็นไปได้อยู่ในการดำเนินการเพื่อระบุหาความผิดปกติของระบบ ผ่านทางการตรวจสอบสถานะของระบบ (Health check) เป็นต้น
การป้องกันการโจมตี

ทำการอัปเดตแพตช์เฉพาะของช่องโหว่หากยังไม่มีการอัปเดตจากโครงการของเคอร์เนล โดยให้ดำเนินการดังนี้

สำหรับช่องโหว่ SACK Panic (CVE-2019-11477) ให้ทำการอัปเดตแพตช์ PATCH_net_1_4.patch ในกรณีที่ลินุกซ์เคอร์เนลเป็นเวอร์ชัน 4.14 หรือใหม่กว่า ให้ทำการอัปเดตแพตช์ PATCH_net_1a.patch ไปพร้อมกันด้วย
สำหรับช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-11478) ให้ทำการอัปเดตแพช์ PATCH_net_2_4.patch กับเคอร์เนล
สำหรับช่องโหว่ SACK Slowness (CVE-2019-5599) ให้ทำการอัปเดตแพตช์ split_limit.

CVE-2019-11815 Remote Code Execution affects Linux Kernel prior to 5.0.8

CVE-2019-11815 Remote Code Execution affects Linux Kernel prior to 5.0.8

ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ซึ่งรันบนเคอร์เนลรุ่นต่ำกว่า 5.0.8 อาจมีความเสี่ยงหลังจากมีการตรวจพบช่องโหว่ race condition ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขของ use-after-free ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล

ช่องโหว่ CVE-2019-11815 นี้เป็นช่องโหว่ซึ่งอยู่ในส่วนโค้ดที่อิมพลีเมนต์โปรโตคอล TCP/IP โดยการโจมตีนั้นสามารถทำได้เพียงแต่ส่งแพ็คเกต TCP ไปยังระบบเป้าหมายที่มีช่องโหว่จนกว่าจะเกิดเงื่อนไขที่ทำให้การโจมตช่องโหว่นั้นสำเร็จโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนและไม่ต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าความรุนแรงของช่องโหว่ตามมาตรฐานของ CVSSv3 จะสูงถึง 8.1/10 แต่ความง่ายในการโจมตีช่องโหว่นั้นกลับได้คะแนนเพียงแค่ 2.2/10 หรือค่อนข้างยาก ส่งผลให้คะแนน CVSSv3 โดยรวมนั้นมีเพียงแค่ 5.9/10 คะแนน

นักพัฒนาเคอร์เนลได้มีการประกาศแพตช์สำหรับช่องโหว่นี้แล้วในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยคาดว่าเคอร์เนลรุ่นใหม่ในรุ่น 5.0.8 ซึ่งจะถูกปล่อยในเร็วๆ นี้จะมีการรวมแพตช์ของช่องโหว่ดังกล่าวไปด้วย

ที่มา : securityaffairs

Linux Kernel Bug Reclassified as Security Issue After Two Years

เมื่อบั๊กกลายเป็นช่องโหว่ แพตช์ Linux Kernel ล่าสุดปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัยอายุกว่า 2 ปี
Linux distros หลายตัวกำลังออกอัพเดตความปลอดภัยสำหรับเวอร์ชัน OS ที่ใช้ Kernel รุ่นเก่ากว่า Linux kernel 4.0 หลังจากเพิ่งพบข้อผิดพลาดของหน่วยความจำ ข้อผิดพลาดนี้ถูกค้นพบในช่วงเดือนเมษายน 2015 และได้

รับการแก้ไขใน Linux kernel 4.0 ข้อผิดพลาดนี้ถูกมองว่าเป็นปัญหาเล็กน้อยในตอนแรก ทำให้ถูกละเลยจากการแก้ไข และระบบ Server อาจยังคงมีช่องโหว่หากพวกเขายังคงใช้ Kernel 3.x ที่เก่ากว่ารุ่นปัจจุบันของ Linux LTS distro

ผู้บุกรุกสามารถใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดผ่านไฟล์ ELF ที่เป็นอันตรายซึ่งสร้างเพื่อการโจมตีแบบ Position-Independent Execution (PIEs) เมื่อ Linux Kernel โหลดไบนารีที่เป็นอันตรายลงในหน่วยความจำ Kernel จะไม่สามารถจัดสรรหน่วยความจำได้เพียงพอ นำไปสู่การ Mapped เหนือพื้นที่หน่วยความจำที่สำรองไว้สำหรับการ Stack ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายของหน่วยความจำได้ และยกระดับสิทธิ์ให้กับผู้บุกรุก ข้อผิดพลาดนี้ได้รับตัวบ่งชี้ความปลอดภัย CVE-2017-1000253 และคะแนนความรุนแรง CVSSv3 7.8 ที่ 10 ซึ่งสูงมาก

Linux distros เช่น Red Hat, Debian และ CentOS ได้ออกการปรับปรุงเพื่อแก้ไขข้อบกพร่องสำหรับการกระจาย LTS ที่เก่ากว่าซึ่งใช้เคอร์เนล 3.x อยู่ในขณะนี้ และนักวิจัยจาก Qualys ยังได้สัญญาว่าจะเผยแพร่เอกสารที่พิสูจน์แนวทางการโจมตีนี้ในภายหลัง

ที่มา: bleepingcompute