Why TLS 1.3 isn’t there yet

TLS 1.3 ยังไม่พร้อมเพราะอุปกรณ์ที่มาอิมพลีเมนต์ไม่รู้จักโปรโตคอล

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Hanno Böck ได้เปิดเผยความคืบหน้าของโปรโตคอล TLS 1.3 ใน Bulletproof TLS Newsletter ฉบับล่าสุด โดยระบุว่าแม้ว่าตอนนี้รายละเอียดการทำงานโปรโตคอลจะอยู่ในจุดที่พร้อมใช้งานแล้ว แต่สาเหตุสำคัญที่โปรโตคอลยังไม่ถูกนำมาใช้งานจริงนั้นอยู่ที่อุปกรณืที่มาอิมพลีเมนต์

Hanno Böck อ้างอิงรายงานจาก Eric Rescola ใน TLS Working Group ซึ่งเปิดเผยว่า เมื่อ Google และ Firefox นำ TLS 1.3 มาทำการทดสอบนั้นพบข้อผิดพลาดในการเชื่อมต่อเป็นจำนวนมาก โดยสาเหตุของข้อผิดพลาดนั้นมาจากอุปกรณ์ที่อยู่ตรงกลางนั้นดรอปทราฟิกทิ้งเนื่องจากเมื่ออุปกรณ์พยายามวิเคราะห์ทราฟิกที่ใช้ TLS 1.3 แล้ว อุปกรณ์กลับไม่สามารถระบุประเภทของโปรโตคอลได้ชัดเจน

Hanno Böck ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้า TLS 1.3 ถูกปรับเปลี่ยนให้มีความคล้ายกับ TLS 1.2 ในปัจจุบันมากขึ้นอาจช่วยลดปัญหาดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตามการตัดสินใจเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่ได้มีประเด็นชัดเจนมากนัก ซึ่งคงต้องติดตามวิธีการในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ที่มา: feistyduck

LokiBot Android Banking Trojan Turns Into Ransomware When You Try to Remove It

นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบรมัลแวร์บนแอนดรอยด์ Lokibot ซึ่งหากมีความพยายามจะดำเนินการลบมัลแวร์ออกนั้น มันจะทำการล็อคเครื่องแล้วเปลี่ยนตัวเองเป็น ransomware ทันที

เป้าหมายหลักแต่เดิมของ Lokibot คือการขโมยข้อมูลผู้ใช้งานโดยอาศัยการสร้างหน้าล็อกอินปลอมในแอปที่มีชื่อเสียงไม่ว่าจะเป็น Skype, Outlook และ WhatsApp โดยมันจะทำงานเฉพาะบน Android 4.0 ขึ้นไปและต้องอาศัยสิทธิ์ค่อนข้างสูงในระบบเพื่อให้สามารถทำงานได้

อย่างไรก็ตามทีมนักวิจัยจาก SfyLabs มีการค้นพบว่า LokiBot นั้นผิดพลาดในกระบวนการเข้ารหัสอย่างสิ้นเชิ่ง ส่งผลให้ไฟล์ที่ควรจะถูกเข้ารหัสนั้นไม่ได้เกิดการเข้ารหัสขึ้นมาจริงๆ แต่เห็นเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนชื่อ แต่แม้ว่ากระบวนการเข้ารหัสไฟล์จะหละหลวม มัลแวร์ก็ยังทำการล็อคหน้าจอเพื่อไม่ให้ผู้ใช้งานเข้าถึงระบบได้อีกด้วย โดยวิธีเดียวที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงเครื่องได้อีกครั้งคือการบูตเครื่องเข้าสู่ Safe Mode ทำการลบบัญชีผู้ใช้งานที่มีสิทธิ์ของผู้ดูแลระบบที่ถูกสร้างโดย Lokibot และลบแอป Lokibot ทิ้ง

ขอให้ผู้ใช้งานเพิ่มความระมัดระวังเมื่อต้องดาวโหลดหรือติดตั้งแอปจากที่มาที่ไม่ชัดเจน รวมไปถึงตรวจสอบสิทธิ์ที่แอปร้องขอทุกครั้งเมื่อติดตั้ง

ที่มา: bleepingcomputer

Google slides text message 2FA a little closer to the door

ในปัจจุบันการยืนยันตัวตนแบบสองขั้นตอนโดยส่วนใหญ่นั้นพึ่งพาการส่งข้อความ SMS ไปยังผู้ใช้งาน อย่างไรก็ตามเมื่อเดือนกรก๓าคมที่ผ่านมา NIST ได้ออกมาประกาศว่าการยืนยันตัวตนสองขั้นตอนที่พึ่งพาการส่งข้อความ SMS นั้นไม่ปลอดภัยอันเนื่องมาจากช่องโหว่ในระบบการสื่อสาร SS7 ที่ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถดักจับข้อมูลที่ส่งมาทางข้อความ SMS ได้

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อปัญหาดังกล่าว Google ได้ออกฟีเจอร์ใหม่ภายใต้ชื่อ Google Prompt โดยแทนที่จะใช้การส่งรหัสยืนยันไปทางข้อความ SMS แบบเดิมนั้น Google Prompt จะทำการถามความต้องการว่าผู้ใช้จะทำการเข้าสู่ระบบไหมไปยังโทรศัพท์มือถือแทน ผู้ใช้งานเพียงแค่กดปุ่มเพียงปุ่มเดียวเพื่อยืนยันหรือเพิกเฉยหากไม่ต้องการเข้าสู่ระบบ

Google ยังมีการประกาศว่า Google Prompt จะกลายมาเป็นตัวเลือกแรกแทนการส่งข้อความเร็วๆ นี้ โดยผู้ใช้งานสามารถเปิดใช้งานดังกล่าวได้ที่หน้าตั้งค่าของแต่ละบัญชีผู้ใช้ได้ทันที

ในการใช้งาน Google Prompt ใน มีเงื่อนไขที่จำเป็นในการใช้งานบางข้อที่ผู้ใช้งานควรทราบคือ

-จะต้องมีการเชื่อมต่อรับส่งข้อมูลถึงจะสามารถใช้งานได้

-ในกรณีที่อุปกรณ์ที่จะใช้งานเป็น iOS จะต้องมีการติดตั้งแอป Google (https://itunes.

Windows 10’s “Controlled Folder Access” Anti-Ransomware Feature Is Now Live

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา Windows ได้ทำการเปิดตัว Windows 10 Fall Creators พร้อมฟีเจอร์ใหม่นี้มีชื่อว่า Controlled Folder Access โดยฟีเจอร์ Controlled Folder Access ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุมการอนุญาตเข้าถึงโฟลเดอร์ได้ ทั้งนี้ฟีเจอร์ดังกล่าวตั้งอยู่บนทฤษฎีที่ว่า "การปิดกั้นทุกอย่างโดยปริยาย" จะสามารถช่วยป้องกันมัลแวร์เรียกค่าไถ่(Ransomware) ได้ กล่าวคือหากไม่ได้รับการอนุญาตให้เข้าถึง จะไม่สามารถดำเนินการใดๆกับโฟลเดอร์ดังกล่าวได้(Block) จึงสามารถช่วยป้องกันการเข้ารหัสไฟล์ที่เก็บไว้ในโฟลเดอร์เหล่านั้นได้

BleepingComputer ได้ทำการทดสอบฟีเจอร์ "Controlled Folder Access" ด้วย Ransomware Asasin Locky variant , the Comrade HiddenTear variant และ the Wyvern BTCWare variant โดยผลการทดลองคือโฟลเดอร์ที่ใช้ฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถป้องกันการโจมตีจาก Ransomware ได้สำเร็จ

แม้ว่า BleepingComputer แนะนำให้ทุกคนใช้ Controlled Folder Access แต่ก็ไม่อยากให้ยึดถือเป็นฟีเจอร์หลักในการป้องกัน Ransomware ทั้งนี้ Microsoft ได้กล่าวว่าหากเครื่อง Windows 10 ของท่านมีการเปิด Automatically Update เอาไว้ก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ ระบบจะทำการอัพเดตให้ท่านเองโดยอัตโนมัติ และในส่วนของขั้นตอนการเปิดใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวสามารถดูได้จาก link ที่มาด้านล่าง

ที่มา: bleepingcomputer

Ransomware-spreading botnet takes desktop screenshots

แม้ว่าช่วงครึ่งปีแรกของ 2560 ไม่พบการโจมตีใดๆ จาก Necurs botnet เลย แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการพบว่าถูกใช้ในการแพร่กระจาย Locky ransomware ผ่านอีเมลล์นับล้านฉบับ

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Symantec พบว่ากลุ่มแฮกเกอร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Necurs botnet ได้มีการเพิ่มฟังค์ชันบางอย่างในชุดเครื่องมือหลัก เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมของเหยื่อผ่านการใช้ Screenshots และส่งกลับไป นอกจากนี้ผู้โจมตีได้ทำการอัพเกรดมัลแวร์ ให้มีฟีเจอร์สำหรับรายงานข้อผิดพลาด (error-reporting) ในกรณีที่เกิดปัญหาในการดาวน์โหลด เพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮกเกอร์ คล้ายกับฟีเจอร์สำหรับรายงานข้อผิดพลาด (error-reporting ) ของซอฟต์แวร์ที่ถูกต้อง

Necurs botnet มีการแพร่กระจายอยู่เพียง 5 ปีเท่านั้น แต่มันสามารถทำให้เครื่องของเหยื่อเป็นฐานในการแพร่กระจายมัลแวร์ (Zombie) ได้ถึง 6 ล้านเครื่อง ส่งผลทำให้เครื่องเหยื่อมีการดาวน์โหลด banking Trojans และ Ransomware ผ่านอีเมลล์ไปแล้วนับล้านฉบับ โดยส่วนใหญ่ผู้โจมตีจะปลอมแปลงอีเมลล์เป็นใบแจ้งหนี้ (INVOICE) โดยมีรายละเอียดดังนี้

Subject: Status of invoice [หมายเลขใบ INVOICE ปลอม]
Attachment: [หมายเลขใบ INVOICE ปลอม].html
เนื้อหาของอีเมลล์ประกอบด้วยข้อความที่จูงใจให้ผู้อ่านอยากเปิดเอกสารแนบเพื่อตรวจสอบใบแจ้งหนี้ หากผู้ใช้เปิดไฟล์ .html ที่แนบมา ระบบจะทำการดาวน์โหลด JavaScript ผ่านทาง iframe ที่ฝังมาเพื่อดาวน์โหลด Payload ที่อาจเป็น Locky หรือ Trickybot มาด้วย

วิธีป้องกันอันตรายจากอีเมลล์
1. ไม่ทำการเปิด หรือทำการลบอีเมลล์ที่ไม่มีแหล่งที่มาน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นอีเมลล์ที่มีลิงก์หรือไฟล์เอกสารแนบ
2. อัพเกรดโปรแกรมรักษาความปลอดภัยและซอฟต์แวร์อย่างสม่ำเสมอ
3. ทำการสำรองข้อมูลของเครื่องอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : digitaljournal

Ubuntu 17.10 brings enhanced security and productivity for developers

Canonical เปิดตัว Ubuntu 17.10 พร้อมด้วยเดสก์ท็อป GNOME ใหม่บน Wayland และ KDE, MATE, Budgie รุ่นใหม่ รวมถึงการนำ Kubernetes 1.8 มาช่วยจัดการ Container ซึ่งตอนนี้ Support ทั้ง Docker และ Google Container Engine นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุง และเพิ่มเติมบางอย่าง ยกตัวอย่างเช่น
- เล็งเห็นถึงความนิยมในหมู่ Developer ที่ใช้ Atom editor ร่วมกับการใช้ Microsoft Visual Studio Code ในการพัฒนาโปรแกรม
- รองรับ Firefox 56 และ Thunderbird 52 และโปรแกรม LibreOffice 5.4.1
- รองรับ Driverless printing อาทิ IPP Everywhere, Apple AirPrint, Mopria และ WiFi Direct
- รองรับ Snaps สำหรับ Install และอัพเดตแอพพลิเคชั่น ที่ทำงานได้รวดเร็วและมีขนาดที่เล็กกว่า deb
- รองรับ catkin Snapcraft plugin สำหรับ Robot Operating System (ROS) ซึ่งเป็น framework สำหรับการอัพเดท software บน robots และ drones ที่มีความปลอดภัย และง่ายในการใช้งาน
- ใช้ Linux kernel 4.13 รองรับ Hardware จาก ARM, IBM, Dell, Intel รวมทั้ง OPAL HDD ซึ่งมี SED(self-encrypting-drives) เพิ่มความปลอดภัยของ HDD มากขึ้น
- มีการใช้ Netplan ที่อยู่ในรูปแบบ YAML เป็นค่าเริ่มต้น สำหรับเข้ามาใช้เป็นตัวจัดการ Network

ที่มา : helpnetsecurity

‘IOTROOP’ BOTNET COULD DWARF MIRAI IN SIZE AND DEVASTATION, SAYS RESEARCHER

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก CheckPoint ได้ค้นพบมัลแวร์ตัวใหม่ชื่อ IoTroop เมื่อเดือนกันยายน และพบว่า 60% อุปกรณ์ Network มีช่องโหว่

IoTroop มีเป้าหมายเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่ไม่ได้รับการป้องกัน เช่น Routers และ Wireless IP Cameras ที่ผลิตโดย D-Link, TP-Link, Avtech, Netgear, MikroTik, Linksys, Synology และ GoAhead มัลแวร์จะแพร่กระจายไปยังอุปกรณ์ IoT ที่เข้าถึงได้จาก Default Password และ Usernames จากนั้นทำการเปลี่ยนให้อุปกรณ์ IoT กลายเป็น Botnet และโจมตี Distributed Denial of Service (DDoS) มีองค์กรต่างๆ ทั่วโลกกว่าล้านแห่งที่ได้รับผลกระทบและยังคงเพิ่มสูงขึ้น

มัลแวร์ IoTroop มีความคล้ายคลึงกับ Mirai แต่มีความแตกต่างระหว่างมัลแวร์ตัวนี้กับ Mirai คือมีความซับซ้อนมากขึ้นและใช้ช่องโหว่มากกว่าสิบรายการเข้าควบคุมอุปกรณ์ ในกรณี Wireless IP Camera ของ GoAhead ผู้บุกรุกใช้ช่องโหว่การ Bypass Authentication (CVE-2017-8225) ซึ่งมีผลกระทบมากกว่า 1,250 รุ่น สำหรับอุปกรณ์อื่นๆ เช่น Linksys RangePlus WRT110 Wireless Router ถูกโจมตีผ่านช่องโหว่ Remote command execution ช่องโหว่นี้มีอยู่เพราะ router’s web interface ไม่สามารถ sanitize ping เป้าหมายและขาดการป้องกันการปลอมแปลง Tokens ผู้ที่อยู่เบื้องหลังมีการระบุเซิร์ฟเวอร์คำสั่ง ควบคุมและมีการอัพเดตกลุ่มที่อยู่ไอพีสำหรับเข้าโจมตี

ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง malware/botnet แฮกเกอร์มีเป้าหมายที่ใด และมีระยะเวลาในการโจมตีนานเท่าใด

ที่มา : threatpost

Russian Hacker Exploits GTA 5 PC Mod to Install Cryptocurrency Miner

แฮกเกอร์รัสเซียใช้ประโยชน์จาก GTA 5 PC Mod เพื่อติดตั้ง Cryptocurrency Miner

เกมส์ Grand Theft Auto V (GTA 5) จากบริษัท Rockstar North ได้รับความนิยมสูงเป็นอันดับสองของโลก ซึ่งเกมส์นี้จะอนุญาตเกมเมอร์ให้สามารถปรับแต่งสิ่งใดๆ นอกเหนือจากที่เกมให้มาได้ จึงทำให้แฮกเกอร์รัสเซียใช้ประโยชน์จากส่วนนี้ของเกมส์ GTA 5 ติดตั้ง Cryptocurrency Miner

mod maker ชื่อ "Anton" ทำการแพร่กระจายมัลแวร์ที่ชื่อว่า WaterMiner ("Arbuz" หมายถึง "แตงโม" ในภาษารัสเซียนั่นคือเหตุผลที่นักวิจัยเรียกมัลแวร์นี้ว่า "WaterMiner") ไปยัง GTA 5 mods ซึ่งใช้รุ่น XMRig ที่เป็น open-source เพื่อที่จะขุดเหรียญ Monero ได้โดยที่เหยื่อไม่รู้ตัว
มัลแวร์สามารถหลบหลีกเครื่องมือตรวจจับได้รวมถึงซ่อนตัวจาก Windows Task Manager หรือการมอนิเตอร์เซอร์วิสได้ และมัลแวร์จะยกเลิกกระบวนการทันทีหลังจากที่มันจะเข้าสู่โหมดไฮเบอร์เนต

นักพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้นามแฝง "Martin 0pc0d3r" เป็นคนสร้างมัลแวร์ WaterMiner ซึ่งนักวิจัยสามารถรู้ตัวนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้เนื่องจากนักพัฒนาซอฟต์แวร์ได้ใช้มาตรการครอบคลุมที่ไม่ดีพอ เป็นเพราะความประมาทเช่นเดียวกันกับที่นักวิจัยสามารถติดตาม Anton ได้ โดยเป้าหมายของ Anton คือการใช้ประโยชน์จากเกมที่นิยมในรัสเซียและนั่นเป็นเหตุผลที่เขาซ่อนมัลแวร์ไว้ในเกม GTA 5 นักวิจัยแนะนำให้คุณระมัดระวังการติดตั้ง mods และแพลตฟอร์มต่างๆ จากการดาวน์โหลดมาเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

ในทวีต FiveM กล่าวว่า ได้ออกการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและบล็อคบริการ coinhive แต่ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆ จะอยู่นอกเหนือการควบคุมแล้ว มีแนวโน้มในการใช้ Cryptocurrency minors สูงขึ้น หลังจากนั้นนักวิจัยค้นพบว่ามีเว็บไซต์มากกว่า 500 แห่งกำลังทำเหมือง cryptocurrency โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้

ที่มา : hackread

CSE Releases a Detection and Analysis Tool to Protect Canadian from Malware

หน่วยงาน CSE ของแคนาดาเปิดโครงการโอเพนซอร์สวิเคราะห์ไฟล์หาคุณลักษณะมัลแวร์

หน่วยงานด้านความมั่นคงของแคนาดา Communications Security Establishment (CSE) ได้มีการเผยแพร่เครื่องมือสำหรับใช้ในการตรวจสอบไฟล์ที่ต้องสงสัยเพื่อระบุว่าเป็นมัลแวร์หรือไม่ได้ภายใต้ชื่อโครงการว่า AssemblyLine

AssemblyLine เป็นโครงการซอฟต์แวร์แบบ open source ที่จะทำกาตรวจสอบไฟล์ต้องสงสัยผ่านลักษณะของไฟล์เพื่อหาว่าไฟล์ประกอบด้วยส่วนใดส่วนหนึ่งที่น่าจะส่งผลให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นอันตรายหรือมีความคล้ายคลึงกับมัลแวร์หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบไฟล์พร้อมๆ กันได้ถึงหนึ่งล้านไฟล์ต่อวันตามเงื่อนไขของระบบที่ AssemblyLine ทำงานอยู่

ผู้ที่สนใจสามารถดาวโหลดซอร์สโค้ดของโปรแกรม AssemblyLine พร้อมคู่มือการใช้งานไปลองใช้กันได้ที่ https://bitbucket.