Google Chrome เพิ่มการแจ้งเตือนผู้ใช้ก่อนเปิดเว็บไซต์ที่ใช้แค่ HTTP

Google ออกประกาศเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า เว็บเบราว์เซอร์ Chrome จะขอ permission จากผู้ใช้ก่อนที่จะทำการเชื่อมต่อไปยังเว็บไซต์ที่ใช้แค่ HTTP ซึ่งไม่ปลอดภัย โดยจะเริ่มบังคับใช้ตั้งแต่ Chrome เวอร์ชัน 154 ในเดือนตุลาคม 2026

นอกจากนี้ Google Chrome ยังมี "HTTPS-First Mode แบบที่ผู้ใช้ต้องเลือกเปิดเอง (opt-in) มาตั้งแต่ปี 2021 ซึ่งได้เพิ่มการตั้งค่า "Always Use Secure Connections" (ใช้การเชื่อมต่อที่ปลอดภัยเสมอ) โดยโหมดนี้จะพยายามเชื่อมต่อเว็บไซต์ผ่าน HTTPS (HyperText Transfer Protocol Secure) ก่อนเสมอ และจะแสดงคำเตือนที่สามารถกดข้ามได้ หากเว็บไซต์นั้นไม่รองรับ HTTPS

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ Google จะเปิดใช้งานตัวเลือกนี้เป็นค่า default เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้เข้าชมเว็บไซต์ผ่าน HTTPS เท่านั้น และได้รับการปกป้องอยู่เสมอจากการโจมตีแบบ "Man-in-the-Middle" (MITM) ที่พยายามดักจับข้อมูล หรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลที่แลกเปลี่ยนกับเซิร์ฟเวอร์ผ่านโปรโตคอล HTTP ที่ไม่ได้เข้ารหัส

ทีมรักษาความปลอดภัยของ Chrome ระบุว่า "อีกหนึ่งปีนับจากนี้ เมื่อ Chrome 154 เปิดตัวในเดือนตุลาคม 2026 Chrome จะเปลี่ยนการตั้งค่า default ของ Chrome เพื่อเปิดใช้งาน 'Always Use Secure Connections' ซึ่งหมายความว่า Chrome จะขอ permission จากผู้ใช้ก่อนที่จะเข้าถึงเว็บไซต์ใด ๆ ที่ไม่มี HTTPS ก่อนเสมอ"

"เมื่อลิงก์ต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ HTTPS ผู้โจมตีจะสามารถ hijack และบังคับให้ผู้ใช้ Chrome โหลดทรัพยากรใด ๆ ก็ได้ที่ผู้โจมตีควบคุมอยู่ ซึ่งทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อมัลแวร์, การโจมตีระบบที่เป็นเป้าหมาย หรือการโจมตีแบบ social engineering"

ตามที่ Google ได้อธิบายเพิ่มเติม ไม่ว่าการตั้งค่า "Always Use Secure Connections" จะถูกปรับใช้ในรูปแบบใดก็ตาม Chrome จะไม่เตือนผู้ใช้ซ้ำ ๆ เกี่ยวกับเว็บไซต์นั้น ตราบใดที่ผู้ใช้ยังคงเข้าชมเว็บไซต์ที่ไม่ปลอดภัยดังกล่าว "เป็นประจำ" ซึ่งหมายความว่าแทนที่จะเตือนผู้ใช้ (เช่น เตือน 1 ครั้ง ต่อการเข้าชม 50 ครั้ง) แต่ Chrome จะเตือนผู้ใช้เฉพาะเมื่อพวกเขาเปิดเว็บไซต์ใหม่ (หรือเว็บไซต์ที่เข้าชมไม่บ่อย) ที่ไม่ใช้ HTTPS เท่านั้น

นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะให้เปิดการแจ้งเตือนการเชื่อมต่อที่ไม่ปลอดภัยเฉพาะกับ Public เว็บไซต์เท่านั้น หรือให้แจ้งเตือนทั้ง Public เว็บไซต์ และ Private เว็บไซต์ (รวมถึง Intranets ภายในองค์กร)

สิ่งสำคัญคือต้องทราบว่า แม้ Private เว็บไซต์จะยังคงมีความเสี่ยง แต่โดยทั่วไปถือว่าอันตรายน้อยกว่า Public เว็บไซต์ เนื่องจากผู้โจมตีมีโอกาสในการใช้การโจมตีจากเว็บเหล่านี้น้อยกว่า และการใช้ HTTP ในการโจมตีนั้น สามารถทำได้ในบริบทที่จำกัดมากกว่า เช่น local network อย่าง Wi-Fi ที่บ้าน หรือระบบภายในเครือข่ายขององค์กร

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะเปิดการแจ้งเตือนทั้งสองประเภท (ทั้ง Public และ Private เว็บ) ผู้ใช้ก็จะไม่ถูกรบกวนด้วยการแจ้งเตือนมากเกินไป เนื่องจากในปัจจุบันราว 95-99% ของเว็บไซต์ทั้งหมดได้เปลี่ยนมาใช้ HTTPS แล้ว ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากจากอัตราการใช้งานในปี 2015 ที่อยู่ประมาณ 30-45%

ก่อนที่จะเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้เป็นค่า default สำหรับผู้ใช้ทุกคน Chrome จะเปิดใช้งาน "Always Use Secure Connections" สำหรับ Public เว็บไซต์ ให้กับผู้ใช้กว่า 1 พันล้านคนที่ใช้การป้องกันแบบ "Enhanced Safe Browsing" ก่อน ในเดือนเมษายน 2026 เมื่อ Chrome เวอร์ชัน 147 เปิดตัว

Google ระบุเพิ่มเติมว่า "แม้จะคาดหวังว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ให้เป็นไปอย่างราบรื่นสำหรับผู้ใช้ส่วนใหญ่ แต่ผู้ใช้จะยังคงสามารถปิดการแจ้งเตือนเหล่านี้ได้ โดยการปิดการตั้งค่า 'Always Use Secure Connections'"

"หากคุณเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ หรือผู้เชี่ยวชาญด้านไอที และคุณมีผู้ใช้ที่อาจได้รับผลกระทบจากฟีเจอร์นี้ ขอแนะนำให้เปิดใช้งานการตั้งค่า 'Always Use Secure Connections' ตั้งแต่วันนี้ เพื่อช่วยระบุเว็บไซต์ที่อาจจะต้องดำเนินการเพื่อ migrate ไปใช้ HTTPS"

ในเดือนตุลาคม 2023 Google Chrome ได้เพิ่มฟีเจอร์ HTTPS-Upgrades ซึ่งจะอัปเกรดลิงก์ HTTP ภายในหน้าเว็บไปเป็นการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยโดยอัตโนมัติสำหรับผู้ใช้ทุกคน ในขณะเดียวกันก็จะสามารถย้อนกลับไปใช้ HTTP ได้อย่างรวดเร็วหากจำเป็น

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Google ยังได้อัปเดตเว็บเบราว์เซอร์อีกครั้ง เพื่อให้เพิกถอนสิทธิ์การแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ สำหรับเว็บไซต์ที่ไม่มีการเข้าชมเมื่อเร็ว ๆ นี้ เพื่อลดภาระการแจ้งเตือนที่มากเกินไป

ที่มา : bleepingcomputer

CISA สั่งหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐฯ แก้ไขช่องโหว่ Windows Server WSUS ที่กำลังถูกพบการโจมตีโดยด่วน

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ได้สั่งให้หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เร่งแก้ไขช่องโหว่ Windows Server Update Services (WSUS) ความรุนแรงระดับ Crtical หลังจาก Microsoft เพิ่มช่องโหว่ดังกล่าวเข้าไปในรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่กำลังถูกใช้ในการโจมตี

CVE-2025-59287 (คะแนน CVSS 9.8/10 ความรุนแรงระดับ Crtical) เป็นช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ซึ่งหากสามารถโจมตีช่องโหว่ได้สำเร็จ จะส่งผลกระทบต่อ Windows servers ที่เปิดใช้งาน WSUS Server role (เป็นฟีเจอร์ที่ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นค่าเริ่มต้น) ซึ่งทำหน้าที่เป็นแหล่งอัปเดตสำหรับเซิร์ฟเวอร์อื่น ๆ ภายในองค์กร

Hacker สามารถใช้ช่องโหว่นี้โจมตีได้จากระยะไกล ในรูปแบบการโจมตีที่ไม่ซับซ้อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบ หรือสิทธิ์พิเศษจากผู้ใช้งาน โดยหากโจมตีได้สำเร็จ ผู้โจมตีจะได้รับสิทธิ์ SYSTEM และเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายได้

หลังจากที่ HawkTrace Security บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์ ได้เผยแพร่ชุดสาธิตการโจมตี Proof-of-Concept(PoC) ทาง Microsoft ก็ได้ออกแพตซ์อัปเดตความปลอดภัยแบบ out-of-band security updates เพื่อแก้ไขช่องโหว่ CVE-2025-59287 บน Windows Server ทุกเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบ และแนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการอัปเดตแพตซ์โดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบที่ยังไม่สามารถอัปเดตแพตช์ฉุกเฉินได้ในทันที ควรปิดใช้งาน WSUS Server บนระบบที่มีช่องโหว่ เพื่อป้องกันการโจมตีช่องโหว่ดังกล่าว

ช่องโหว่ CVE-2025-59287 ถูกใช้ในการโจมตีแล้ว

ในวันที่มีการเผยแพร่การอัปเดตความปลอดภัยของช่องโหว่ CVE-2025-59287 บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์สัญชาติอเมริกัน Huntress ได้พบหลักฐานการโจมตีช่องโหว่ที่มุ่งเป้าไปที่ WSUS instances ซึ่งใช้งานพอร์ตเริ่มต้น (8530/TCP และ 8531/TCP) ที่ถูกเปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต

รวมถึง Eye Security บริษัทรักษาความปลอดภัยไซเบอร์สัญชาติเนเธอร์แลนด์ ก็ได้พบการสแกน และโจมตีระบบ หลังจากการเปิดเผยช่องโหว่ โดยระบบของลูกค้าอย่างน้อยหนึ่งรายถูกโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ที่แตกต่างจากช่องโหว่ที่ Hawktrace ได้เผยแพร่

หลังจากนั้น Shadowserver ได้ติดตาม WSUS instances กว่า 2,800 รายการที่เปิดพอร์ตเริ่มต้น (8530/TCP และ 8531/TCP) ที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต แม้ว่าจะไม่ได้ระบุว่ามี WSUS instances จำนวนเท่าไรที่ได้รับการอัปเดตแพตแล้ว

หน่วยงานรัฐบาลกลางสั่งให้แก้ไขช่องโหว่โดยด่วน

CISA ยังได้เพิ่มช่องโหว่อีกรายการ ซึ่งส่งผลกระทบต่อ Adobe Commerce stores (เดิมคือ Magento) ซึ่งถูกระบุว่าถูกใช้ในการโจมตีในช่วงที่ผ่านมาเช่นกัน

โดย CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ทั้งสองรายการลงใน Known Exploited Vulnerabilities catalog ซึ่งแสดงรายการช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีอยู่จริง

ตามคำสั่งปฏิบัติการ (BOD) 22-01 เดือนพฤศจิกายน 2021 หน่วยงานฝ่ายบริหารพลเรือนของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ (FCEB) จะต้องแก้ไขระบบของตนภายในสามสัปดาห์ภายในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2025 เพื่อป้องกันการโจมตีช่องโหว่ที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าข้อกำหนดนี้จะบังคับใช้เฉพาะกับหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ขอแนะนำให้ผู้ดูแลระบบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนจัดลำดับความสำคัญในการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัยเหล่านี้โดยเร็วที่สุด

CISA แนะนำให้ผู้ดูแลระบบ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องระบุเซิร์ฟเวอร์ที่มีช่องโหว่ทั้งหมด และใช้การอัปเดตความปลอดภัยแบบ out-of-band security updates สำหรับ CVE-2025-59287 หลังจากติดตั้งแล้ว ให้รีบูต WSUS servers เพื่อดำเนินการแก้ไขช่องโหว่ และรักษาความปลอดภัย Windows servers ที่เหลือให้เสร็จสิ้น

ที่มา : bleepingcomputer

QNAP แจ้งเตือนช่องโหว่ระดับ Critical ของ ASP.NET ใน Windows backup software

QNAP แจ้งเตือนลูกค้าให้อัปเดตแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ ASP.NET Core ที่มีความรุนแรงระดับ Critical ซึ่งส่งผลกระทบต่อ NetBak PC Agent ซึ่งเป็น Windows utility สำหรับสำรองข้อมูลไปยังอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลแบบ Network-attached storage (NAS) ของ QNAP

ช่องโหว่ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2025-55315 โดยเป็นช่องโหว่ security bypass ใน Kestrel ASP.NET Core web server โดยเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ระดับต่ำ สามารถขโมยข้อมูล Credentials ของผู้ใช้รายอื่น หรือ bypass ระบบ front-end security controls ผ่านการ HTTP request smuggling (more…)

Hacker กำลังโจมตีช่องโหว่ “SessionReaper” ระดับ Critical ใน Adobe Magento

แฮ็กเกอร์กำลังโจมตีช่องโหว่ระดับ Critical 'SessionReaper' (CVE-2025-54236) บนแพลตฟอร์ม Adobe Commerce (ชื่อเดิมคือ Magento) โดยมีการบันทึกความพยายามในการโจมตีไปแล้วมากกว่า 100 ครั้ง (more…)

การโจมตีฟิชชิ่งรูปแบบใหม่ใช้ UUIDs Unique เพื่อ Bypass Secure Email Gateways

 

พบแคมเปญฟิชชิ่งที่มีความซับซ้อน ซึ่งใช้ประโยชน์จาก Universal Unique Identifiers (UUIDs) ที่สร้างขึ้นแบบสุ่ม โดยสามารถ Bypass Secure Email Gateways (SEGs) และหลบเลี่ยงการป้องกันในระดับ perimeter ได้สำเร็จ (more…)

กลุ่มแฮ็กเกอร์ทำการโจมตีครั้งใหญ่โดยใช้ช่องโหว่จากปลั๊กอินบน WordPress ที่ยังไม่ได้รับการอัปเดต

 

แคมเปญการโจมตีเป็นวงกว้างที่กำลังมุ่งเป้าไปยังเว็บไซต์ WordPress ที่ใช้ปลั๊กอิน GutenKit และ Hunk Companion เวอร์ชันเก่า เนื่องจากมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ critical ที่อาจถูกใช้เพื่อเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ได้ (more…)

Microsoft ปิดใช้งานการแสดงตัวอย่างไฟล์ใน File Explorer สำหรับการดาวน์โหลดเพื่อป้องกันการโจมตี

Microsoft ระบุว่า File Explorer (ชื่อเดิมคือ Windows Explorer) จะบล็อกการแสดงตัวอย่างไฟล์ที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการโจมตีจากการขโมยข้อมูล credential ผ่านเอกสารที่เป็นอันตราย

การเปลี่ยนแปลงนี้มีผลแล้วสำหรับผู้ใช้ที่ติดตั้งอัปเดตความปลอดภัย Patch Tuesday ประจำเดือนนี้ บนระบบ Windows 11 และ Windows Server (more…)

TP-Link แจ้งเตือนช่องโหว่ Command injection ระดับ Critical ในอุปกรณ์ Omada gateways

TP-Link ออกคำเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ Command injection สองรายการในอุปกรณ์ Omada gateways ที่อาจถูกโจมตีเพื่อรันคำสั่งบนระบบปฏิบัติการได้

อุปกรณ์ Omada gateways เป็นโซลูชันครบวงจร (เราเตอร์ ไฟร์วอลล์ และ VPN gateway) สำหรับธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง และกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (more…)

แฮ็กเกอร์ใช้ช่องโหว่ ToolShell ใน SharePoint เพื่อโจมตีองค์กรหลายแห่งในสี่ทวีป

กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่คาดว่ามีความเชื่อมโยงกับประเทศจีน ถูกพบว่ากำลังโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ ToolShell (CVE-2025-53770) ในระบบ Microsoft SharePoint เพื่อโจมตีหน่วยงานภาครัฐ, สถาบันการศึกษา, ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และองค์กรทางการเงิน

ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยนี้ส่งผลกระทบต่อเซิร์ฟเวอร์ SharePoint ภายในองค์กร (on-premise) และถูกเปิดเผยว่าเป็นช่องโหว่แบบ zero-day ที่ถูกใช้ในการโจมตีจริงเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2025 หลังจากมีกลุ่มแฮ็กเกอร์หลายกลุ่มที่เชื่อมโยงกับจีนทำการโจมตีอย่างแพร่หลาย ทำให้ Microsoft ได้ปล่อยอัปเดตฉุกเฉินในวันถัดมา (more…)

Hacker ขโมยบัญชี Discord ด้วยมัลแวร์ขโมยข้อมูลที่มีพื้นฐานมาจาก RedTiger

ผู้โจมตีกำลังใช้ RedTiger ซึ่งเป็นเครื่องมือแบบ open-source สำหรับ Red Team เพื่อสร้างมัลแวร์ขโมยข้อมูล ที่รวบรวมข้อมูลบัญชี Discord และข้อมูลการชำระเงิน

มัลแวร์ตัวนี้ยังสามารถขโมยข้อมูล Credentials ที่จัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์, ข้อมูล cryptocurrency และบัญชีเกมได้อีกด้วย

RedTiger เป็นชุดเครื่องมือ penetration testing suite ที่มีพื้นฐานจากภาษา Python สำหรับ Windows และ Linux ซึ่งรวบรวม options ต่าง ๆ ไว้ด้วยกัน เช่น การสแกนเครือข่าย, การเจาะรหัสผ่าน, เครื่องมือเกี่ยวกับ OSINT, เครื่องมือที่เน้นการโจมตี Discord และเครื่องมือการสร้างมัลแวร์

Component ที่ใช้ในการขโมยข้อมูลของ RedTiger มีความสามารถพื้นฐานในการขโมยข้อมูลระบบ, คุกกี้ และรหัสผ่านจากเบราว์เซอร์, ไฟล์ crypto wallet, ไฟล์เกม และข้อมูลของ Roblox และ Discord นอกจากนี้ มันยังสามารถจับภาพจากกล้องเว็บแคม และถ่ายภาพหน้าจอของเหยื่อได้อีกด้วย

แม้ว่าบน GitHub โปรเจกต์นี้จะระบุว่าฟังก์ชันอันตรายต่าง ๆ มีไว้ใช้ในทางที่ถูกกฏหมายเท่านั้น แต่การที่มันถูกเผยแพร่ฟรีอย่างไม่มีเงื่อนไข และขาดมาตรการป้องกันใด ๆ ก็ตาม ทำให้จึงสามารถนำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์ได้

Netskope ระบุว่า ผู้ไม่หวังดีกำลังใช้ component มัลแวร์ขโมยข้อมูลของ RedTiger ในการโจมตี โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อโจมตีผู้ใช้บัญชี Discord ที่เป็นชาวฝรั่งเศส

ผู้โจมตีได้ compiled โค้ดของ RedTiger โดยใช้ PyInstaller เพื่อสร้างไฟล์ standalone binaries และตั้งชื่อไฟล์เหล่านั้นให้เกี่ยวข้องกับเกม หรือ Discord

เมื่อมัลแวร์ขโมยข้อมูลถูกติดตั้งบนเครื่องของเหยื่อ มันจะสแกนหาไฟล์ฐานข้อมูลของ Discord และเบราว์เซอร์ จากนั้น มันจะดึง token ทั้งแบบธรรมดา และแบบเข้ารหัสออกมาผ่าน regex เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของ token และดึงข้อมูลโปรไฟล์, อีเมล, ข้อมูล MFA และข้อมูล subscription

จากนั้น มันจะแทรก JavaScript ที่ custom เข้าไปในไฟล์ index.