Exploit Available for Critical Apache Struts Vulnerability

นักวิจัยจากทีม lgtm นำโดย Man Yue Mo ค้นพบช่องโหว่ CVE-2017-9805 ที่มีผลกระทบต่อ Struts ตั้งแต่รุ่น 2.5 ขึ้นมาทั้งหมด

CVE-2017-9805 เป็นช่องโหว่มาจาก REST API plugin ที่เป็นช่องทางในการสื่อสารของ Struts servers และยังใช้งานบัคของโปรแกรมที่อนุญาตให้ส่งข้อมูลจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือได้ โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า
unsafe deserialization ทั้งหมดนี้สามารถทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีรันโค้ดจากระยะไกลได้

โดยตอนนี้ทาง Apache ได้ปล่อย Struts 2.5.13 แก้ไขช่องโหว่นี้แล้ว

ที่มา : SECURITYWEEK

Massive Email Campaign Sends Locky Ransomware to Over 23 Million Users

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก 2 บริษัท พบแคมปญการส่งอีเมล์ที่มีการแพร่กระจาย Locky ransomware ถึง 2 ครั้ง
แคมเปญแรกพบโดยนักวิจัยจาก AppRiver มีการส่งเมล์ 23 ฉบับภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 28 สิงหาคมที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกา โดยอีเมล์ที่ส่งออกมานั้นจะมีข้อความที่คลุมเคลือเพื่อหลอกให้ผู้ใช้คลิก เช่น “กรุณาสั่งพิมพ์”, “เอกสาร”, “รูป”, “ภาพ”, “สแกน” และอีเมล์จะมาพร้อมกับไฟล์ ZIP ที่มี Visual Basic Script (VBS) เมื่อเหยื่อคลิกเปิดไฟล์ ก็จะเริ่มดาวน์โหลด Locky ransomware ตัวล่าสุดที่ชื่อ Lukitus (หมายถึง "ล็อก" เป็นภาษาฟินแลนด์) แล้วเข้ารหัสไฟล์ทั้งหมดในเครื่องของเหยื่อ และใส่สกุลไฟล์ว่า [.]lukitus จากนั้นจะแสดงข้อความบน desktop และให้เหยื่อดาวน์โหลดและติดตั้งชื่อ Tor บน browser เพื่อเข้าเว็บไซต์ของผู้โจมตีสำหรับจ่ายเงินเป็นจำนวน 0.5 Bitcoin (~$2,300)

แคมเปญฉบับที่ 2 ในเดือนสิงหาคม พบโดยบริษัท Comodo Labs เป็นการส่งผ่านอีเมลจำนวนมากกว่า 62,000 ฉบับ ที่มีการฝัง Locky ransomware สายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า KARUSdilapidated โดยใช้ที่อยู่ไอพีที่ต่างกันถึง 11,625 IP ใน 133 ประเทศ ลักษณะคล้ายโดนโจมตีผ่านเครื่องซอมบี้หรือบอทเน็ตในการช่วยกระจายเมล์ ซึ่งหากต้องการไฟล์คืนก็จะต้องจ่ายเงิน อยู่ระหว่าง 0.5 Bitcoin (~$2,311) และ 1 Bitcoin (~$4,623)

ที่มา : The Hacker News

Three Hardcoded Backdoor Accounts Discovered in Arris Modems

นักวิจัยด้านความปลอดภัยพบช่องโหว่ 5 จุดบนเฟิร์มแวร์ที่กำลังใช้งานอยู่บนโมเด็ม Arris ซึ่งถูกแจกโดย AT&T โดย 3 ใน 5 ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นบัญชีการเข้าใช้งานผ่านช่องทางลับซึ่งฝังอยู่ในอุปกรณ์ ผู้โจมตีสามารถใช้บัญชีใดก็ได้ก็ไดในสามบัญชีนี้เพื่อเข้าควบคุมเครื่องของเหยื่อ รายละเอียดช่องโหว่ทั้ง 5 มีดังนี้

Backdoor 1: โดยปกติ modem จะเปิดใช้งาน SSH ไว้เป็นค่า default และสามารถเข้าถึงได้จากภายนอก นั่นหมายความว่าผู้โจมตีสามารถใช้ ชื่อผู้ใช้งาน "remotessh" และรหัสผ่าน "5SaP9I26" ซึ่งเป็นค่า default ในการเข้ามา authen เครื่องด้วยสิทธิ์ root นั่นหมายความว่าสามารถจะทำอะไรกับเครื่องนั้นก็ได้

Backdoor 2: Arris จะมี built-in web server ที่ทำงานอยู่ใน internal admin panel ซึ่งผู้โจมตีสามารถผ่านการระบุตัวตนผ่าน port 49955 ด้วยชื่อ “tech” และรหัสผ่านแบบเปล่า

ช่องโหว่ Command injection: เกี่ยวข้องกับ built-in web server ตัวเดิม ซึ่งมีช่องโหว่ให้ผู้โจมตีทำการสั่ง run shell command บน web server ได้

Backdoor 3: ผู้โจมตีสามารถใช้ชื่อผู้ใช้งาน "bdctest" และรหัสผ่าน "bdctest" เพื่อเข้าสู่ระบบผ่าน port 61001 โดยจะต้องรู้ serial number ของตัวเครื่องเพื่อเข้าสู่ระบบทางช่องทางนี้ด้วย

Firewall bypass: ผู้โจมตีสามารถสร้าง HTTP request ที่ถูกปรับแต่งขึ้นมาโดยส่งผ่าน port 49152 ทำให้ผู้โจมตีสามารถ bypass internal firewall ของตัวอุปกรณ์และเปิดการเชื่อมต่อ TCP proxy กับตัวเครื่องซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีใช้งานช่องโหว่ที่เหลืออีก 4 จุดได้ ถึงแม้ว่าผู้ใช้งานจะทำการเปิด on-device firewall แล้วก็ตาม

ในขณะนี้ยังตรวจไม่พบการโจมตีผ่านทางช่องโหว่ทั้ง 5 ช่องโหว่ดังกล่าว แต่ก็ควรเพิ่มการระมัดระวังหากมีการใช้งานอุปกรณ์เหล่านี้อยู่

ที่มา : BLEEPINCOMPUTER

Data of Two Million Users Stolen in CeX Security Breach

Cex, หนึ่งใน Website ตัวกลางรายใหญ่ที่ทำหน้าเป็นตัวกลางในการซื้อขายอุปกรณ์ IT เช่น ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์, เกมส์, ภาพยนต์, อัลบั้มเพลงเก่าและอื่นๆ ได้ออกมาให้ข่าวว่าถูก Hacker เจาะระบบและขโมยข้อมูล

ทางบริษัทกำลังติดต่อลูกค้าทุกคนที่คาดว่าได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้ ทาง Cex ได้มีการกล่าวเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบของข้อมูลที่หลุดไปว่า ข้อมูลที่ Hacker ได้ไปนั้นรวมไปถึงข้อมูลเช่น ชื่อ-นามสกุล, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์และอีเมล ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่ถูกเก็บอยู่ในฐานข้อมูลจำนวนกว่า 2,000,000 รายการ อย่างไรก็ตาม Cex ได้หยุดเก็บรายละเอียดของบัตร credit และ debit ตั้งแต่ปี 2009 ทำให้ข้อมูลที่ Hacker สามารถขโมยไปได้ในตอนนั้นหมดอายุแล้วในเวลานี้และไม่สามารถใช้งานได้อีก

หากใครได้รับอีเมลจาก Cex แนะนำให้ปฏิบัติตามโดยการแก้ไขข้อมูลรหัสผ่านให้เหมาะสม

ที่มา : BLEEPINCOMPUTER

CIA Developed Windows Malware That Alters Boot Sector to Load More Malware

รายงานจากทาง WikiLeaks ระบุเกี่ยวกับ โปรเจค Angelfire ของทาง CIA ซึ่งเป็นการพัฒนา Malware Framework เพื่อนำไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเป็น Windows ส่วนประกอบหลักของ Angelfire มีอยู่ 5 ส่วน คือ Solartime, Wolfcreek, Keystone, BadMFS, และ Windows Transitory File System

ทั้งนี้ Angelfire เป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายๆ เครื่องมือที่ทาง CIA พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ hack ระบบคอมพิวเตอร์ Grasshopper, ELSA, AfterMidnight และ Assassin คือ Framework รุ่นก่อนๆ ที่ CIA เคยใช้ในการ hack
เมื่อเทียบกับเครื่องมือตัวอื่นๆ แล้ว Angelfire ยังไม่ใช้เครื่องมือที่ดีมากนัก เพราะยังมีข้อเสียอยู่หลายอย่าง เช่น Security Software บนตัวเครื่องผู้ใช้งานอาจตรวจเจอระบบไฟล์ของ BadMFS จากไฟล์ที่ชื่อว่า “zf” และผู้ใช้งานอาจเห็น popup เมื่อส่วนนึ่งของ Angelfire Framework เกิดการ crash และ Keystone สามารถปลอมเป็น Process ที่อยู่ C:\Windows\system32\svchost.

Boobytrapped Word File Installs Locky Ransomware When You Close the Document

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Malwarebytes ค้นพบวิธีการแพร่กระจาย Locky ransomware จากกลุ่มซึ่งใช้ชื่อแฝงว่า Locky ID#5 และ Locky ID# 3 ผ่านช่องทางต่างๆ หลายรูปแบบ
Marcelo Rivero นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Malwarebytes ได้ค้นพบการแพร่กระจาย spam ผ่านไฟล์เอกสารด้วยมาโครสคริปต์โดยการทำงานจะต่างจากปกติคือมาโครสคริปต์จะไม่มีการรันจนกว่าผู้ใช้จะทำการปิดไฟล์เอกสาร ซึ่งจะทำให้โซลูชั่นในการรักษาความปลอดภัยต่างๆ ไม่สามารถ สแกนเจอไฟล์ที่เป็นอันตราย
อีกวิธีที่ใช้ในการแพร่กระจาก Locky คือการส่งอีเมลโดยใช้บัญชีของ Dropbox เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ทำการยืนยันตัวตน นอกจากนี้ผู้โจมตียังมีการใช้เทคนิคป๊อปอัป "HoeflerText" ซึ่งจะใช้ประโยชน์จากมัลแวร์และ exploit kit โดยเปลี่ยนเส้นทางการรับส่งข้อมูลไปยังหน้าเว็บที่เป็นอันตรายที่มีข้อความว่า "HoeflerText font missing" แสดงเป็นป๊อปอัพขึ้นมา เพื่อหลอกให้ผู้ใช้ดาวโหลดและติดตั้งฟอนต์ที่แท้จริงแล้วเป็นไฟล์จาวาสคริปต์ (ดาวโหลดเป็นไฟล์สคริปต์ JS) โดยเบราว์เซอร์ที่ได้รับผลกระทบคือ Firefox และในตระกูล Chrome เท่านั้น

ที่มา: hbleepingcomputer

CIA Developed Windows Malware That Alters Boot Sector to Load More Malware

รายงานจากทาง WikiLeaks ระบุเกี่ยวกับ โปรเจค Angelfire ของทาง CIA ซึ่งเป็นการพัฒนา Malware Framework เพื่อนำไปใช้กับระบบคอมพิวเตอร์ที่มีระบบปฏิบัติการเป็น Windows ส่วนประกอบหลักของ Angelfire มีอยู่ 5 ส่วน คือ Solartime, Wolfcreek, Keystone, BadMFS, และ Windows Transitory File System
ทั้งนี้ Angelfire เป็นเพียงแค่หนึ่งในหลายๆ เครื่องมือที่ทาง CIA พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ hack ระบบคอมพิวเตอร์ Grasshopper, ELSA, AfterMidnight และ Assassin คือ Framework รุ่นก่อนๆ ที่ CIA เคยใช้ในการ hack
เมื่อเทียบกับเครื่องมือตัวอื่นๆ แล้ว Angelfire ยังไม่ใช้เครื่องมือที่ดีมากนัก เพราะยังมีข้อเสียอยู่หลายอย่าง เช่น Security Software บนตัวเครื่องผู้ใช้งานอาจตรวจเจอระบบไฟล์ของ BadMFS จากไฟล์ที่ชื่อว่า “zf” และผู้ใช้งานอาจเห็น popup เมื่อส่วนนึ่งของ Angelfire Framework เกิดการ crash และ Keystone สามารถปลอมเป็น Process ที่อยู่ C:\Windows\system32\svchost.

New IoT Device Vulnerability “ConnManDo”

ConnMan คือ Network Manager ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาไว้ใช้กับอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีการลง Operating System เอาไว้ในตัว ซึ่งถูกใช้อย่างแพร่หลายในอุปกณ์ IoT ConnMan ถูกพบว่ามีช่องโหว่ร้ายแรงในฟังก์ชัน DNS-Proxy เวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบคือ ConnMan 1.34 และรุ่นก่อนหน้า ช่องโหว่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการเกิด Buffer Overflow ซึ่งอาจทำให้เกิด DoS และ Remote Code Execution ช่องโหว่นี้สามารถถูกทำให้เกิดซ้ำๆได้ ตราบเท่าที่ผู้โจมตีสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อใช้ในการโจมตีเป้าหมายที่ต้องการ
ข้อแนะนำ ให้อัพเดท ConnMan เป็นเวอร์ชัน 1.35 ขึ้นไป และไม่ควรเชื่อมต่อปุกรณ์ IoT กับ Network ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ เช่น Free Access Point

ที่มา : NRI-SECURE

GOOGLE REMINDING ADMINS HTTP PAGES WILL BE MARKED ‘NOT SECURE’ IN OCTOBER

Google เริ่มมีการส่งการแจ้งเตือนไปยัง Web Admin ของ Website ต่างๆ เพื่อให้ทำการเปลี่ยนการใช้งานจาก HTTP ไปเป็น HTTPS เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น จดหมายเตือนถูกส่งไปยังเจ้าของเว็บไซต์โดยเฉพาะเว็บไซต์ที่มีการใช้ฟอร์ม or บนเว็บ ข้อความในการแจ้งเตือนบอกว่า Google มีแผนที่จะทำให้เวอร์ชันต่อไปของ Chrome ที่ถูกปล่อยออกมามีความเสถียรมากขึ้น เพราะฉะนั้น Google จึงระบุว่าเว็บไซต์ต่างๆ จำเป็นจะต้องมี SSL certificate หากไม่ต้องการให้มีข้อความแจ้งเตือน “NOT SECURE” เด้งขึ้นมา

การแจ้งเตือนครั้งนี้ไม่เป็นที่ประหลาดใจมากเท่าไร เพราะก่อนหน้านี้ได้มีการพูดถึงเรื่องนี้อยู่เป็นระยะๆ การเข้า Incognito mode หรือโหมดไม่ระบุตัวตน ก็จะมีข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมาเช่นเดียวกันกับโหมดปกติ ในอีเมลยังมีข้อแนะนำต่างๆ สำหรับ Web Admin ในการย้ายจาก HTTP ไปยัง HTTPS การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถูกกำหนดไว้ในช่วงเดือนตุลาคม 2017

ที่มา: threatpost