Adobe Addresses Critical Adobe Flash Player, Acrobat Reader Flaws

Adobe แก้ไขช่องโหว่จำนวน 87 ช่องโหว่ในแพตช์ประจำเดือน (Patch Tuesday) ส่วนใหญ่อยู่ในผลิตภัณฑ์ Adobe Acrobat และ Adobe Reader

จากช่วงโหว่จำนวน 87 ช่องโหว่ที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์ Adobe Acrobat, Adobe Reader,Adobe Flash Player และ Adobe Media Encoder มีช่องโหว่ในระดับควรอัปเดต (important) 36 ช่องโหว่ และช่องโหว่ในระดับความรุนแรงสูงสุด 48 ช่องโหว่ ซึ่งผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระดับความรุนแรงสูงสุดเพื่อรันคำสั่งอันตรายที่ใช้ควบคุมระบบได้ เช่น ฝังคำสั่งอันตรายไว้ในไฟล์ PDF ที่จะทำงานเมื่อผู้ใช้งานเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Reader ที่มีช่องโหว่ดังกล่าว แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตแพตช์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา : threatpost

Adobe Addresses Critical Adobe Flash Player, Acrobat Reader Flaws

Adobe แก้ไขช่องโหว่จำนวน 87 ช่องโหว่ในแพตช์ประจำเดือน (Patch Tuesday) ส่วนใหญ่อยู่ในผลิตภัณฑ์ Adobe Acrobat และ Adobe Reader

จากช่วงโหว่จำนวน 87 ช่องโหว่ที่อยู่ภายในผลิตภัณฑ์ Adobe Acrobat, Adobe Reader,Adobe Flash Player และ Adobe Media Encoder มีช่องโหว่ในระดับควรอัปเดต (important) 36 ช่องโหว่ และช่องโหว่ในระดับความรุนแรงสูงสุด 48 ช่องโหว่ ซึ่งผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระดับความรุนแรงสูงสุดเพื่อรันคำสั่งอันตรายที่ใช้ควบคุมระบบได้ เช่น ฝังคำสั่งอันตรายไว้ในไฟล์ PDF ที่จะทำงานเมื่อผู้ใช้งานเปิดไฟล์ PDF ด้วย Adobe Reader ที่มีช่องโหว่ดังกล่าว แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตแพตช์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา : threatpost

Apple Releases Multiple Security Updates

Apple ได้ทำการปล่อยอัพเดตแพตช์ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ในหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่
• watchOS 5.2.1
• Safari 12.1.1
• Apple TV Software 7.3
• tvOS 12.3
• iOS 12.3 และ
• macOS Mojave 10.14.5, Security Update 2019-003 High Sierra, Security Update 2019-003 Sierra
ช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงสุดที่ถูกแก้ไขในแพตช์นี้สามารถถูกผู้โจมตีใช้ควบคุมเครื่องได้จากระยะไกล ผู้โจมตีสามารถติดตั้งโปรแกรมอยู่กับสิทธิที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้ ดูการเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูล หรือสร้างบัญชีใหม่ที่มีสิทธิผู้ใช้เต็มรูปแบบ แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตแพตช์

ที่มา : us-cert

WhatsApp vulnerability allowed secretive installation of spyware

แจ้งเตือนระดับวิกฤติ ช่องโหว่ล่าสุดบน WhatsApp ถูกโจมตีเพื่อฝัง Spyware สัญชาติอิสราเอล

นิตยสาร Financial Times ออกรายงานเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาหลังจากมีการตรวจพบข้อมูลที่เชื่อถือได้ว่าบริษัทสัญชาติ NSO Group ซึ่งอยู่เบื้องหลังการโจมตีระบบมือถือเพื่อสอดแนม ได้ทำการโจมตีช่องโหว่ใน WhatsApp ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถฝังมัลแวร์ลงที่เครื่องเป้าหมายได้

บริษัท NSO Group เป็นบริษัทสัญชาติอิสราเอลที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการพัฒนาเทคโนโลยีสอดแนม โดยเคยมีผลงานในการพัฒนาหนึ่งในมัลแวร์บนระบบ iOS "Pegasus" ตามคำสั่งของลูกค้า อีกทั้งยังมีประวัติในการโจมตีช่องโหว่ zero-day หลายรายการด้วย โดยเชื่อกันว่า NSO Group ใช้ช่องโหว่นี้ในการโจมตีและติดตั้งมัลแวร์ลงในเป้าหมายที่ถูกจ้างวาน

ทางตัวแทนของ WhatsApp ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับช่องโหว่นี้ว่า ช่องโหว่ดังกล่าวที่รหัส CVE-2019-3568 เป็นช่องโหว่ซึ่งพึ่งถูกค้นพบเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา โดยลักษณะของช่องโหว่ Buffer Overflow ในส่วน VOIP stack ของแอป ซึ่งส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถโจมตีระบบและรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้ด้วยการส่งแพ็คเกต SRTCP มายังเบอร์โทรศัพท์ หรือหมายถึงการโทรหาเป้าหมายทั้งในระบบปฏิบัติการ iOS และแอนดรอยด์เท่านั้นเอง ช่องโหว่จะถูกโจมตีทันทีแม้ว่าเป้าหมายจะไม่ได้รับสายที่โทรเข้ามา

ทางตัวแทนของ WhatsApp ยังยืนยันเพิ่มเติมว่า มีการตรวจพบหมายเลขจำนวนหนึ่งซึ่งตกเป็นเป้าหมายและถูกโจมตี ซึ่งหนึ่งนั้นเป็นนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนชาวอังกฤษ

Recommendation
ในขณะนี้ทาง WhatsApp ได้มีการปล่อยแอปพลิเคชันที่มีการแพตช์ช่องโหว่ดังกล่าวให้แก่ผู้ใช้งานแล้ว แนะนำให้ผู้ใช้งานทำการอัปเดตโดยด่วนทันที

ที่มา : cnet

CVE-2019-11815 Remote Code Execution affects Linux Kernel prior to 5.0.8

CVE-2019-11815 Remote Code Execution affects Linux Kernel prior to 5.0.8

ระบบปฏิบัติการลินุกซ์ซึ่งรันบนเคอร์เนลรุ่นต่ำกว่า 5.0.8 อาจมีความเสี่ยงหลังจากมีการตรวจพบช่องโหว่ race condition ซึ่งนำไปสู่เงื่อนไขของ use-after-free ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล

ช่องโหว่ CVE-2019-11815 นี้เป็นช่องโหว่ซึ่งอยู่ในส่วนโค้ดที่อิมพลีเมนต์โปรโตคอล TCP/IP โดยการโจมตีนั้นสามารถทำได้เพียงแต่ส่งแพ็คเกต TCP ไปยังระบบเป้าหมายที่มีช่องโหว่จนกว่าจะเกิดเงื่อนไขที่ทำให้การโจมตช่องโหว่นั้นสำเร็จโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตนและไม่ต้องอาศัยการมีปฏิสัมพันธ์จากผู้ใช้งาน

อย่างไรก็ตามแม้ว่าความรุนแรงของช่องโหว่ตามมาตรฐานของ CVSSv3 จะสูงถึง 8.1/10 แต่ความง่ายในการโจมตีช่องโหว่นั้นกลับได้คะแนนเพียงแค่ 2.2/10 หรือค่อนข้างยาก ส่งผลให้คะแนน CVSSv3 โดยรวมนั้นมีเพียงแค่ 5.9/10 คะแนน

นักพัฒนาเคอร์เนลได้มีการประกาศแพตช์สำหรับช่องโหว่นี้แล้วในช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยคาดว่าเคอร์เนลรุ่นใหม่ในรุ่น 5.0.8 ซึ่งจะถูกปล่อยในเร็วๆ นี้จะมีการรวมแพตช์ของช่องโหว่ดังกล่าวไปด้วย

ที่มา : securityaffairs

Cyber News: Microsoft emits free remote-desktop security patches for WinXP to Server 2008 to avoid another WannaCry

Microsoft เตือนช่องโหว่ RDP ตัวใหม่ อาจถูกนำไปแพร่มัลแวร์ ออกแพตช์พิเศษให้แม้แต่ Windows Server 2003, และ Windows XP

Microsoft อัปเดตแพตช์ล่าสุดเป็นการแก้ไขความปลอดภัยช่องโหว่ที่สำคัญ CVE-2019-0708 เกี่ยวข้องกันการใช้งาน Remote Desktop Services หรือ Terminal Services เป็นช่องโหว่ที่อนุญาตให้สามารถเรียกใช้คำสั่งได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องมีการพิสูจน์ตัวตน ช่องโหว่ดังกล่าวไม่กระทบ Windows 8 และ Windows 10 แต่ส่งผลกระทบกับระบบปฎิบัติการรุ่นเก่าอย่าง Windows 7, Windows Server 2008 R2, Windows Server 2008, Windows Server 2003, และ Windows XP

ซึ่ง Microsoft ได้ออกแพตช์พิเศษให้กับ Windows XP และ Windows Server 2003 ซึ่งยกเลิกการสนับสนุนไปแล้วอีกด้วย โดยสามารถดูรายละเอียดได้จาก https://support.

Pair of Cisco Bugs, One Unpatched, Affect Millions of Devices

แจ้งเตือนช่องโหว่ Thrangrycat และ RCE วาง Backdoor ใส่อุปกรณ์ Cisco จากระยะไกลด้วยช่องโหว่ฮาร์ดแวร์

ทีมนักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Red Balloon Security ได้มีการเปิดเผยช่องโหว่ใหม่ภายใต้ชื่อ Thrangrycat (CVE-2019-1649) วันนี้หลังจากมีการค้นพบและถูกแก้ไขโดย Cisco เมื่อปีที่ผ่านมา โดยช่องโหว่ดังกล่าวนั้นเมื่อใช้ร่วมกับช่องโหว่อื่นที่ทำให้ได้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ root จะส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ได้

ช่องโหว่ Thrangrycat เป็นช่องโหว่ในชิปความปลอดภัยพิเศษชื่อ Trust Anchor Module (TAm) ซึ่งอยู่ในอุปกรณ์ Cisco ตั้งแต่ปี 2013 การโจมตีช่องโหว่นี้นั้นจำเป็นต้องอาศัยสิทธิ์ของ root ในการแก้ไขค่า Field Programmable Gate Array (FPGA) นักวิจัยจาก Red Balloon Security ยังค้นพบช่องโหว่ RCE รหัส CVE-2019-1862 บนคอมโพเนนต์ Web UI ของ Cisco IOS XE ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถได้สิทธิ์ root กับอุปกรณ์ได้ การรวมกันของสองช่องโหว่นี้จะทำให้ผู้โจมตีสามารถติดตั้งมัลแวร์ลงในอุปกรณ์ได้

Recommendation :
ในขณะนี้ Cisco ได้มีการเผยแพร่ Security Advisory พร้อมแพตช์สำหรับช่องโหว่นี้แล้ว ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบสามารถทำการตรวจสอบรายการของอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบรวมไปถึงดาวโหลดแพตช์สำหรับทั้งสองช่องโหว่ได้จากลิงค์ด้านล่าง
Security Advisory ของช่องโหว่ Thrangrycat: https://tools.

Twitter bug shared location data for some iOS users

Twitter ได้เปิดเผยข้อมูลเพื่อชี้แจ้งถึงความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ที่ใช้งานบนระบบ iOS บางราย

รายงานระบุว่า Twitter ได้แจ้งว่าตรวจพบแอพพลิเคชั่นที่ติดตั้งบนระบบปฏิบัติการ iOS มีการจัดเก็บข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้งาน (location) และมีการแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวกับ Partner ที่มีความน่าเชื่อถือหลายรายโดยไม่ได้ตั้งใจ ข้อผิดพลาดดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้งานมีการเพิ่มบัญชีผู้ใช้งาน Twitter ที่สองบนเครื่อง หากผู้ใช้งานอนุญาตให้ Twitter สามารถเข้าถึงข้อมูลตำแหน่งผู้ใช้งานในบัญชีใดบัญชีหนึ่ง จะส่งผลให้การตั้งค่านั้นมีผลกับอีกบัญชีด้วย ทำให้ผู้ใช้งานที่ไม่ตั้งใจจะแบ่งปันข้อมูลดังกล่าวถูกละเมิดความเป็นส่วนตัว

อย่างไรก็ตาม Twitter อ้างว่า Partners จะไม่ได้รับข้อมูลตำแหน่งที่ชัดเจนของผู้ใช้งาน เนื่องจากข้อมูลดังกล่าวจะถูกแปลงให้มีความแม่นยำของการระบุตำแหน่งลดลงในระยะ 5 กิโลเมตร รวมถึงยืนยันกับทาง partners ว่าข้อมูลตำแหน่งไม่ได้ถูกเก็บไว้และมีอยู่ในระบบของพวกเขาในช่วงระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น จากนั้นจะถูกลบออกตามกระบวนการของทางบริษัท

ที่มา: zdnet

Heap Buffer Overflow Vulnerability found in Kaspersky Antivirus Engine

Imaginary Team ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยค้นพบช่องโหว่ Heap Buffer Overflow ใน Kaspersky Antivirus Engine

ช่องโหว่ดังกล่าวได้คะแนน CVSSv3 8.0 โดยได้รับรหัสคือ CVE-2019-8285 ส่งผลกระทบต่อ Kaspersky Lab Antivirus Engine เวอร์ชันก่อน 04.apr.

Confluence Servers Hacked to Install Miners and Rootkits

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ที่ผ่านมา ทาง Atlassian ได้ทำการปล่อยแพตช์แก้ไขช่องโหว่ที่มีระดับความรุนแรงสูงสุดคือ CVE-2019-3396 ส่งผลกระทบกับ Confluence Server และ Confluence Data Center โดยช่องโหว่นี้กำลังถูกโจมตีหลายแบบที่ Confluence Server เช่น ถูกวาง ransomware, ถูกใช้เพื่อหา cryptocurrency และถูกวางมัลแวร์ที่ใช้การโจมตีแบบ DDos

3 สัปดาห์ต่อมาจากการแพตช์ ทางนักวิจัยด้านความปลอดภัยรายงานว่าแฮกเกอร์ทำการโจมตีอีกครั้งโดยใช้ช่องโหว่เดิม พบว่าเป็นการโจมตีจาก IP ที่มาจากประเทศโรมาเนียที่พยายามวางมัลแวร์ชื่อ Dofloo DDoS

และในวันที่ 7 พฤษภาคม 2019 นักวิจัยได้พบรูปแบบการโจมตีใหม่โดยใช้ช่องโหว่เดียวกันนี้อีก โดยเป็นการแพร่มัลแวร์ Kerberods ที่มีความสามารถในการหา cryptocurrency และวาง rootkit การโจมตีแบบใหม่นี้จะเริ่มต้นจากการส่งคำสั่งเพื่อดาวน์โหลดคำสั่งถัดไปจาก Pastebin โดยจะดาวน์โหลดคำสั่งเป็นขั้นๆ หลายครั้งจนกว่าจะถึงคำสังที่ใช้ดาวน์โหลดมัลแวร์ Kerberods

เมื่อมัลแวร์ Kerberods ถูกติดตั้ง มันจะใช้ทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์เพื่อหา cryptocurrency จากนั้นจะวาง rootkit เพื่อซ่อนการทำงานและแพร่กระจายตัวเองต่อไป จากข่าวรายงานว่า rootkit มาในรูปแบบการเข้ารหัสและได้รับการคอมไพล์เป็นไบนารีด้วยระบบ GNU Compiler Collection (GCC) โดย rootkit มีวิธีการแพร่กระจายด้วยตนเองหลายวิธีโดยใช้การเชื่อมต่อ SSH และโมดูล Metasploit สำหรับหาช่องโหว่ CVE-2019-1003001 ในเซิร์ฟเวอร์ Jenkins อัตโนมัติ

ผู้ดูแลระบบ Confluence ควรทำการอัปเดตแพตช์ CVE-2019-3396 เพื่อความปลอดภัย
ที่มา: bleepingcomputer.