“CDRThief” มัลเเวร์ชนิดใหม่บน Linux ที่พุ่งเป้าหมายเพื่อทำการขโมยบันทึกรายละเอียดการโทรบนระบบ VoIP Softswitch

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จาก ESET ได้เปิดเผยถึงการค้นพบมัลเเวร์ชนิดใหม่ใน Linux ที่มีชื่อว่า "CDRThief" โดยมัลเเวร์ชนิดใหม่นี้พุ่งเป้าหมายไปที่ระบบ Voice over IP (VoIP) Softswitch เพื่อทำการขโมยข้อมูล Call Detail Records ( CDR )

นักวิจัยกล่าวว่าเป้าหมายหลักของมัลแวร์ CDRThief คือแพลตฟอร์ม Linux VoIP ได้แก่ Softswitch รุ่น VOS2009 และ 3000 จากบริษัท Linknat ในประเทศจีน ซึ่งเมื่อมัลแวร์สามารถเข้าถึงระบบได้แล้วจะค้นหาฐานข้อมูล MySQL ภายในที่ Softswitch จากรายการไดเร็กทอรีที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพื่อพยายามเข้าถึง Credential บนฐานข้อมูล MySQL และจะทำการ exfiltrates ข้อมูลเช่น Username, Password, IP address หลังจากทำการบุกรุกแล้วมัลเเวร์จะทำการ exfiltrate ข้อมูลส่วนตัวต่างๆ จาก Softswitch ที่ถูกบุกรุกรวมเช่น CDR หรือ Metadata และจะทำการเรียกใช้คำสั่ง SQL โดยตรงในฐานข้อมูล MySQL เพื่อทำการดักจับและรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ VoIP gateway

และนอกจากนี้ข้อมูลที่จะถูก exfiltrated จะถูกทำการบีบอัดและเข้ารหัสด้วยคีย์ RSA-1024 แบบฮาร์ดโค้ดก่อนที่จะทำการคัดลอก ซึ่งจะทำให้ผู้ดำเนินการมัลแวร์เท่านั้นที่สามารถถอดรหัสข้อมูลที่ถูกกรองออกมาได้

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่าการปฏิบัติการของผู้คุกคามยังคงไม่ชัดเจนแต่คาดเดาว่าผู้โจมตีอาจเข้าถึงอุปกรณ์โดยใช้การ Brute-force attack หรือโดยใช้ช่องโหว่ที่ถูกค้นพบทำการโจมตี ซึ่งทั้งนี้เมื่อมีข้อมูล CDR และ VoIP gateway ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ได้รับทำการหลอกหลวงและฉ้อโกงผู้ใช้ทั่วไปได้ หรือนำไปทำการโกงที่ชื่อว่า International Revenue Share Fraud (IRSF) ซึ่งเป็นการโทรไปยังเบอร์ที่มีการเก็บค่าบริการราคาแพงซึ่งผู้โจมตีเป็นเจ้าของ ทำให้องค์กรสูญเสียเงินให้กับผู้โจมตี ผู้ดูแลระบบที่มีการใช้งาน Softswitch ควรทำการเฝ้าระวังมัลแวร์ดังกล่าว

ที่มา: thehackernews.

09/09: Palo Alto Network ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ 9 รายการใน PAN-OS

Alto Network ออกเเพตซ์แก้ไขช่องโหว่ 9 รายการใน PAN-OS ช่องโหว่ถูกค้นพบและรายงานโดย Mikhail Klyuchnikov นักวิจัยจาก Positive Technologies ซึ่งช่องโหว่ที่ถูกเเก้ไขนั้นมีระดับความรุนเเรงจาก CVSS อยู่ที่ 3.3 - 9.8 ช่องโหว่ที่มีความสำคัญมีรายละเอียดดังนี้

CVE-2020-2040 (CVSS: 9.8) เป็นช่องโหว่ Buffer overflow ใน PAN-OS โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนสามารถขัดขวางกระบวนการของระบบและอาจเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ระดับรูท โดยการส่งคำขอที่เป็นอันตรายไปยัง Captive Portal หรืออินเทอร์เฟซ Multi-Factor Authentication ช่องโหว่นี้ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วยสิทธิ์ระดับรูทจะกระทบกับ PAN-OS 8.0 ทุกเวอร์ชัน, PAN-OS 8.1 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 8.1.15, PAN-OS 9.0 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 9.0.9, PAN-OS 9.1 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 9.1.3 โดยช่องโหว่นี้จะไม่ส่งผลกระทบกับ GlobalProtect VPN และ PAN-OS management web interfaces
CVE-2020-2036 (CVSS: 8.8) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) ช่องโหว่อยู่ใน management web interfaces ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ทำการหลอกผู้ดูแลระบบด้วยเซสชันที่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนและใช้งานอยู่บน firewall management interface ให้ทำการคลิกลิงก์ที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษโดยช่องโหว่จะทำให้สามารถเรียกใช้โค้ด JavaScript ได้โดยไม่ได้รับอนุญาตในเบราว์เซอร์ของผู้ดูแลระบบและผู้โจมตีจะสามารถดำเนินการในฐานะดูแลระบบได้ ช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับ PAN-OS 8.1 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 8.1.16 และ PAN-OS 9.0 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 9.0.9
CVE-2020-2041 (CVSS: 7.5) เป็นช่องโหว่ Denial-of-service (DoS) ใน Management web interface ช่องโหว่จะทำให้ผู้ใช้ที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนจากระยะไกลสามารถส่งคำขอที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะไปยังอุปกรณ์ที่ทำให้บริการ appweb ซึ่งเมื่อเกิดการส่งการร้องขอซ้ำหลายครั้งส่งผลใก้เกิด DoS ใน PAN-OS เซอร์วิสและจะทำให้อุปกรณ์เกิดการรีสตาร์ท ช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับ PAN-OS 8.0 และ PAN-OS 8.1 ทุกเวอร์ชันก่อนหน้า 8.1.16
CVE-2020-2037(CVSS: 7.2) และ CVE-2020-2038 (CVSS: 7.2) เป็นช่องโหว่ Command Injection ใน Management web interface ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งได้ด้วยสิทธิ์ของรูท ช่องโหว่จะกระทบกับ PAN-OS 9.0 เวอร์ชันก่อนหน้า 9.0.10, PAN-OS 9.1 เวอร์ชันก่อนหน้า 9.1.4 และ PAN-OS 10.0 เวอร์ชันก่อนหน้า 10.0.1
CVE-2020-2042 (CVSS: 7.2) เป็นช่องโหว่ Buffer overflow ใน Management web interface ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนสามารถขัดขวางกระบวนการของระบบและอาจเรียกใช้โค้ดโดยอำเภอใจด้วยสิทธิ์ระดับรูท ช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับ PAN-OS 10.0 เวอร์ชันก่อนหน้า PAN-OS 10.0.1
ทั้งนี้ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตเเพตซ์ของ PAN-OS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา: security.

“Raccoon Attack” ช่องโหว่การโจมตีใหม่ที่จะทำให้ผู้ประสงค์ร้ายทำการถอดรหัส TLS ระหว่างผู้ใช้และเซิร์ฟเวอร์

ทีมนักวิจัยได้เปิดเผยถึงช่องโหว่การโจมตีใหม่ที่เกี่ยวกับโปรโตคอลการเข้ารหัส TLS และเรียกช่องโหว่นี้ว่า "Racoon Attack" โดยช่องโหว่นี้ทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถทำการถอดรหัสการเชื่อมต่อโปรโตคอล HTTPS ระหว่างผู้ใช้และเซิร์ฟเวอร์และอาจจะทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถดังจับข้อมูลการสื่อสารระหว่างเซิร์ฟเวอร์ได้

ตามรายงานที่ถูกเเผยเเพร่นั้น Racoon Attack เป็นช่องโหว่ที่ต้องอาศัย Timing Attack ที่มีความเเม่นยำโดยช่องโหว่เป็นกระบวนการโจมตีการแลกเปลี่ยนคีย์แบบ Diffie-Hellman มีจุดประสงค์เพื่อทำการถอดรหัสการเชื่อมต่อ TLS ระหว่างผู้ใช้และเซิร์ฟเวอร์ เมื่อทำการโจมตีสำเร็จโดยทั่วไปข้อมูลที่ได้อาจจะเป็นเพียงชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านหรือหมายเลขบัตรเครดิต,อีเมล, ข้อความและเอกสารที่มีละเอียดอ่อน ทั้งนี้ทีมผู้นักวิจัยระบุว่าการช่องโหว่ดังกล่าวนั้นเป็นไปได้ยากมากซึ่งอาศัยการวัดเวลาที่แม่นยำมากเพื่อทำการดักจับคีย์และต้องมีการกำหนดค่าเซิร์ฟเวอร์โดยเฉพาะเพื่อที่จะใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้

ทีมนักวิจัยกล่าวว่าช่องโหว่ "Raccoon Attack" นั้นจะกระทบกับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้งาน TLS เวอร์ชัน 1.2 และเวอร์ชันที่ต่ำกว่า ซึ่ง TLS เวอร์ชัน 1.3 จะไม่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้แม้การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่จะมีความสำเร็จน้อยแต่ก็มีผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์บางรายได้ทำการตรวจสอบสถานะของช่องโหว่และทำการปล่อยแพตช์เพื่อทำการเเก้ไขช่องโหว่เช่น Microsoft (CVE-2020-1596), Mozilla , OpenSSL (CVE-2020-1968) และ F5 Networks (CVE-2020-5929) ผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตเเพตซ์ความปลอดภัยเป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันการโจมตี สำหรับผู้ที่สนใจรายละเอียดของช่องโหว่สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://raccoon-attack.

Adobe เเก้ไขช่องโหว่ระดับ “Critical” จำนวน 18 รายการในผลิตภัณฑ์ InDesign และ Framemaker

 

Adobe ได้เปิดตัวแพตซ์การอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ “Critical” จำนวน 18 รายการที่อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตบนอุปกรณ์ที่ใช้ Adobe InDesign, Adobe Framemaker และ Adobe Experience Manager เวอร์ชันที่มีช่องโหว่ โดยช่องโหว่ที่มีความสำคัญมีดังนี้

ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe InDesign ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 5 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9727, CVE-2020-9728, CVE-2020-9729, CVE-2020-9730 และ CVE-2020-9731ช่องโหว่เป็นประเภท Memory Corruption ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีจะส่งผลกรทบกับ Adobe InDesign สำหรับ macOS ผู้ใช้ Adobe InDesign สำหรับ macOS ควรทำการอัปเดตเป็นเวอร์ชัน 15.1.2 เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้
ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe Framemaker ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 2 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9726 และ CVE-2020-9725 ช่องโหว่เป็นประเภท Out-of-Bounds Read และ Stack-based Buffer Overflow ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถโค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ช่องโหว่นี้มีจะส่งผลกระทบกับ Adobe Framemaker สำหรับ Windows ผู้ใช้ควรทำการอัปเดต Adobe Framemaker ให้เป็นเวอร์ชัน 2019.0.7 เพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้
ช่องโหว่สำหรับผลิตภัณฑ์ Adobe Experience Manager ได้รับการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 11 รายการถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-9732, CVE-2020-9733, CVE-2020-9734, CVE-2020-9735, CVE-2020-9736, CVE-2020-9737, CVE-2020-9738, CVE-2020-9740, CVE-2020-9741, CVE-2020-9742 และ CVE-2020-9743 ช่องโหว่เป็นประเภท Cross-Site Scripting (XSS) ช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้ JavaScript ในเบราว์เซอร์และอาจนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลที่สำคัยได้ ช่องโหว่จะส่งผลกระทบกับผู้ติดตั้ง Adobe Experience Manager ก่อนเวอร์ชั่น 6.5.6.0 หรือ 6.4.8.2 และผู้ใช้ AEM Forms add-on ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตเเพตซ์ AEM เป็นเวอร์ชั่น 6.5.6.0 หรือ 6.4.8.2 และทำการอัปเดตเเพตซ์ AEM Forms add-on Service Pack เพื่อทำการเเก้ไขช่องโหว่ดังกล่าว

ทั้งนี้ Adobe ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตผลิตภัณฑ์ของ Adobe ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เป็นช่องทางในการโจมตีระบบของผู้ใช้

ที่มา: bleepingcomputer.

“BLURtooth” ช่องโหว่ใหม่ใน Bluetooth ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถถอดรหัสการเชื่อมต่อของอุปกรณ์ได้

นักวิจัยอิสระจากสถาบัน École Polytechnique Fédérale de Lausanne (EPFL) และ Purdue University ได้เปิดเผยถึงการค้นพบช่องโหว่ใหม่ใน Bluetooth 4.0 และ 5.0 ซึ่งช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ที่ใช้บลูทูธใน Dual-mode เช่นสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ช่องโหว่นี้อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเขียนทับคีย์หรือลดระดับความแรงของ pairing key ที่ใช้เชื่อมต่อซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเซอร์วิสหรือข้อมูลบางอย่างภายในอุปกรณ์ได้

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-15802 ถูกเรียกว่า “BLURtooth” ช่องโหว่อยู่ในคอมโพเนนต์ Cross-Transport Key Derivation (CTKD) ของมาตรฐานบลูทูธ โดยคอมโพเนนต์นี้ใช้สำหรับการเชื่อมต่อและทำการตั้งค่าคีย์การตรวจสอบสิทธิ์เมื่อทำการจับคู่กับอุปกรณ์สองเครื่องผ่านบลูทูธ ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จาก "BLURtooth" บนอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth Classic และ Low Energy (LE) และใช้ Cross-Transport Key Derivation (CTKD) ในการจับคู่กัน เมื่อ CTKD ทำการจับคู่อุปกรณ์บลูทูธซึ่งในกระบวนการนี้ Long Term Keys / Link Keys (LTK/LK) จะถูกสร้างขึ้นและจะสามารถเขียนทับได้ในกรณีที่ transport enforces ใช้ระดับความปลอดภัยที่สูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ส่งผลให้ความแรงของคีย์การเข้ารหัสลดลงหรือสามารถเขียนทับคีย์ที่ทำการยืนยันแล้วด้วยคีย์ที่ผู้โจมตีสร้างขึ้นและจะทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงโปรไฟล์หรือบริการเพิ่มเติมที่ไม่ได้จำกัดไว้ในอุปกรณ์ นอกจากนี้ "BLURtooth" ยังเหมาะสำหรับการโจมตีแบบ man-in-the-middle (MitM) โดยผู้โจมตีจะอยู่ระหว่างอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่สองเครื่องที่เชื่อมโยงกันโดยใช้การจับคู่อุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์ตัวตนแล้ว

Bluetooth SIG ผู้ดูแลด้านมาตรฐานของ Bluetooth ได้ออกคำเเนะนำเบื้อต้นให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ที่อาจมีช่องโหว่ให้ทำการจำกัด CTKD ที่อยู่ภายใน Bluetooth Core Specification ใน Bluetooth เวอร์ชันที่ตำ่กว่า 5.1 และนอกจากนี้ Bluetooth SIG ยังได้ประชาสัมพันธ์ถึงช่องโหว่นี้และจะประสานงานให้ผู้ผลิตอุปกรณ์ทำการออกเเพตซ์เพื่อทำการเเก้ไขช่องโหว่ต่อไป

ที่มา:

securityaffairs.

Cyber Security Frameworks Workshop By I-SECURE

“การสร้างระบบความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ให้กับองค์กรควรจะเริ่มต้นอย่างไร

เริ่มต้นตรงจุดไหนเพื่อให้องค์กรของเรามีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล”

I-SECURE ร่วมกับ Palo Alto Networks และ Attivo Networks ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วม Workshop Series การสร้างระบบความปลอดภัยทางด้านไซเบอร์ด้วย NIST Cybersecurity Frameworks และ CIS Controls ซึ่งเป็น Frameworks ที่ได้รับยอมรับและเป็นมาตรฐานสากล

พิเศษของที่ระลึกสำหรับ Early Bird 10 ท่านแรก

New PIN Verification Bypass Flaw Affects Visa Contactless Payments

นักวิจัยค้นพบช่องโหว่ใหม่ที่สามารถ Bypass การตรวจสอบ PIN บนบัตรเครดิตแบบ Contactless ของ Visa

นักวิจัย ETH จากซูริคได้เปิดเผยถึงช่องโหว่การ Bypass การตรวจสอบ PIN ของบัตรเครดิตแบบระบบ Contactless ของ Visa ที่ช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้บัตรเครดิตของเหยื่อที่ถูกขโมยหรือหายทำการซื้อสินค้าโดยปราศจากรหัส PIN ของบัตรบัตรเครดิต ณ จุด Point of sale (PoS)

จากการเปิดเผยของนักวิจัย ETH ช่องโหว่ที่พบนั้นอยู่ในโปรโตคอล EMV (ย่อมาจาก Europay, Mastercard, และ Visa) ซึ่งเป็นมาตรฐานโปรโตคอลสากลที่ใช้กันอย่างแพร่หลายสำหรับการชำระเงินด้วยสมาร์ทการ์ด โดยผู้ประสงค์ร้ายสามารถทำการโจมตีแบบ man-in-the-middle (MitM) ผ่านแอป Android ด้วยการสั่งให้เทอร์มินัลไม่ต้องทำการตรวจสอบ PIN เนื่องจากมีการตรวจสอบผู้ถือบัตรด้วยการดำเนินการบนอุปกรณ์ของผู้ถือบัตร เนื่องจากได้รับการยืนยันแล้วจากอุปกรณ์ของผู้ใช้และจะดำเนินการหักเงินในบัตรของผู้ใช้ในขึ้นต่อไป

นอกจากช่องโหว่ที่ถูกเปิดเผยนี้นักวิจัย ETH ยังพบช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องกับระบบ Contactless ของ Visa และบัตร Mastercard อีกช่องโหว่หนึ่งคือผู้ประสงค์ร้ายสามารถแก้ไขข้อมูลเฉพาะที่เรียกว่า "Application Cryptogram" (AC) ก่อนที่จะส่งไปยังเทอร์มินัล PoS โดยทั่วไปบัตรที่ทำธุรกรรมแบบออฟไลน์จะใช้เพื่อชำระค่าสินค้าและบริการโดยตรงจากบัญชีธนาคารของผู้ถือบัตรโดยไม่ต้องใช้หมายเลข PIN แต่เนื่องจากธุรกรรมเหล่านี้ไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบออนไลน์จึงมีความล่าช้า 24 ถึง 72 ชั่วโมงก่อนที่ธนาคารจะยืนยันความถูกต้องของธุรกรรมโดยใช้การใช้ Cryptogram และจำนวนเงินที่ซื้อจะถูกหักออกจากบัญชี ผู้ประสงค์ร้ายสามารถใช้กลไกการประมวลผลที่ล่าช้านี้เพื่อใช้บัตรที่ทำการปลอมเเปลงทำธุรกรรมที่มีมูลค่าต่ำ ซึ่งกว่าธนาคารผู้ออกบัตรจะปฏิเสธธุรกรรมที่ใช้ Cryptogram ผิดพลาดผู้ประสงค์ร้ายก็ออกจากจุดที่ทำธุรกรรมแล้ว

นักวิจัย ETH กล่าวว่าช่องโหว่ที่ถุกค้นพบนั้นมีผลกระทบกับบัตรเครดิตแบบระบบ Contactless ของ Visa เช่น Visa Credit, Visa Debit, Visa Electron และ V Pay card ทั้งนี้ช่องโหว่ยังสามารถใช้กับบัตรที่ใช้โปรโตคอล EMV อย่าง Discover และ UnionPay ได้ด้วยอย่างไรก็ตามช่องโหว่ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อ Mastercard, American Express และ JCB ปัจจุบันนักวิจัยได้ทำการเเจ้ง Visa ให้ได้รับทราบถึงปัญหาแล้ว ส่วนรายละเอียดของช่องโหว่นั้นจะถูกนำเสนอในงาน IEEE Symposium on Security and Privacy ครั้งที่ 42 ที่จะจัดขึ้นในซานฟรานซิสโกในเดือนพฤษภาคมปีหน้า

ที่มา: thehackernews.

ธนาคาร BancoEstado ในชีลีประกาศปิดระบบเนื่องจากโดนโจมตีด้วยแรนซัมแวร์

ธนาคาร BancoEstado หนึ่งในสามธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของชิลีได้ประกาศปิดทำการทุกสาขาของธนาคารเนื่องจากระบบเครือข่ายของธนาคารถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์

รายงานการโจมตีที่ถูกเผยเเพร่ผ่าน ZDNet ระบุว่าเครือข่ายภายในของธนาคารนั้นถูกโจมตีด้วย REvil ransomware หรือ Sodinokibi ต้นกำเนิดของการโจมตีนั้นมาจากพนักงานในธนาคารได้รับเอกสารและทำการเปิดเอกสาร Office ที่เป็นอันตรายและมีแบ็คดอร์แฝงอยู่จึงทำให้แฮกเกอร์ใช้แบ็คดอร์นี้เพื่อเข้าถึงเครือข่ายของธนาคารและติดตั้งแรนซัมแวร์บนเครือข่าย

ตามที่ธนาคารระบุว่าเว็บไซต์พอร์ทัลของธนาคาร, แอพมือถือและเครือข่าย ATM ไม่ได้รับผลกระทบเนื่องจากการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานของธนาคารซึ่งได้แบ่งกลุ่มการใช้งานเครือข่ายภายในของธนาคารไว้

REvil ransomware เป็น Ransomware-as-a-Service ซึ่งได้พุ่งเป้าการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ไปยังกลุ่มอุสาหกรรมต่างๆ และมีผู้ตกเป็นเหยือจำนวนมาก ผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบไฟล์ทุกครั้งที่ทำการเปิดและควรใช้ซอฟต์แวร์ป้องกันมัลแวร์ที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นการป้องกันการตกเป็นเหยื่อจากการโจมตี

ที่มา:zdnet.

Microsoft ออกแพตซ์เเก้ไขช่องโหว่จำนวน 129 รายการใน Microsoft Patch Tuesday ประจำเดือนกันยายน 2020

Microsoft ได้ประกาศเผยแพร่แพตซ์การเเก้ไขความปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2020 หรือที่เรียกว่า Microsoft Patch Tuesday ซึ่งในเดือนกันยายนนี้ Microsoft ได้ทำการเเก้ไขช่องโหว่จำนวน 129 รายการในผลิตภัณฑ์ของ Microsoft โดยมีช่องโหว่ระดับ Critical 23 รายการ, ระดับ Important 105 รายการและระดับ Moderate 1 รายการ

Microsoft กล่าวว่าเเพตซ์ในเดือนกันยายนนี้ไม่พบช่องโหว่ Zero-day และยังไม่พบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตี แต่แพตซ์นี้ก็มีช่องโหว่ที่สามารถใช้ประโยชน์จากระยะไกลได้โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

CVE-2020-16875 ช่องโหว่ Memory Corruption ใน Microsoft Exchange ช่องโหว่จะสามารถทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลทำการเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลได้โดยเพียงแค่ส่งอีเมลที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange
CVE-2020-0922 ช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ใน Microsoft COM ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่โดยการหลอกล่อผู้ใช้ไปยังไซต์ที่มี JavaScript ที่เป็นอันตราย และเรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกล
CVE-2020-0908 ช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ใน Microsoft Windows Text Service ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่โดยการหลอกล่อผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาหรือโฆษณาที่เป็นอันตรายของผู้โจมตีและเรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกล

ผู้ใช้ควรทำการอัปเดตเเพตซ์ให้เป็นเวอร์ชันใหม่ล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีผู้ใช้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดเเพตซ์การเเก้ไขช่องโหว่เพิ่มเติมสามารถดูได้จากเเหล่งที่มา

ที่มา: bleepingcomputer.

Cisco แก้ไขช่องโหว่ใน Jabber สำหรับ Windows ที่จะทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดได้จากระยะไกลได้

Cisco ได้แก้ไขช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลที่มีความรุนแรงระดับ “Critical” โดยช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบต่อซอฟต์แวร์ Cisco Jabber สำหรับ Windows ในหลายเวอร์ชัน

ช่องโหว่ถูกติดตามด้วยรหัส CVE-2020-3495 (CVSS: 9.8) ถูกรายงานและค้นพบโดย Olav Sortland Thoresen จาก Watchcom ช่องโหว่เกิดจากการตรวจสอบเนื้อหาจากข้อความที่ไม่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีจากระยะไกลที่ได้รับการรับรองความถูกต้องสามารถเรียกใช้โค้ดได้โดยไม่ได้รับอนุญาตบนระบบที่ใช้ซอฟต์แวร์ Jabber สำหรับ Windows

ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ได้ด้วยการส่งข้อความ Extensible Messaging and Presence Protocol (XMPP) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ ทั้งนี้การจะใช้ช่องโหว่ให้สำเร็จได้นั้นผู้โจมตีจำเป็นต้องเข้าถึงโดเมน XMPP ของเหยื่อเพื่อส่งข้อความ XMPP ที่เป็นอันตราย

ช่องโหว่นี้มีผลกระทบกับ Cisco Jabber สำหรับ Windows เวอร์ชัน 12.1 ถึง 12.9 โดย Cisco Jabber สำหรับ macOS และ Cisco Jabber สำหรับ Mobile Platform จะไม่ได้รับผลกระทบ

Cisco ได้ออกข้อเเนะนำสำหรับผู้ใช้ Cisco Jabber สำหรับ Windows ให้ทำการอัปเดตเเพตซ์เป็นเวอร์ชันล่าสุดคือ 12.1.3, 12.5.2, 12.6.3, 12.7.2, 12.8.3, 12.9.1 เพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีผู้ใช้

ที่มา: bleepingcomputer.