European Banking Authority ปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day

European Banking Authority (EBA) ได้ทำการปิดระบบอีเมลทั้งหมดหลังจากที่เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ของ EBA ถูกแฮกด้วยช่องโหว่ Zero-day ที่ถูกพบในเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ซึ่งการโจมตีด้วยช่องโหว่ดังกล่าวกำลังกระจายไปอย่างต่อเนื่องและถูกกำหนดเป้าหมายไปยังองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก

ในสัปดาห์ที่ผ่านมาไมโครซอฟท์ได้ออกเเพตช์ฉุกเฉินสำหรับแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ซึ่งช่องโหว่จะส่งผลผลกระทบต่อเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange หลายเวอร์ชันและพบการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากกลุ่มแฮกเกอร์

EBA เป็นหน่วยงานส่วนหนึ่งของระบบการกำกับดูแลทางการเงินของสหภาพยุโรปและดูแลการทำงานของภาคธนาคารในสหภาพยุโรป การสืบสวนกำลังถูกดำเนินการเพื่อระบุว่ามีการเข้าถึงข้อมูลใดบ้าง ทั้งนี้คำแนะนำเบื้องต้นที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาได้ระบุว่าผู้โจมตีอาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลที่เก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์อีเมล แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์ยังไม่พบสัญญาณของการบุกรุกข้อมูลและการสืบสวนยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง EBA จะปรับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัยเพิ่มเติมและดูแลอย่างใกล้ชิดในมุมมองของการฟื้นฟูการทำงานอย่างเต็มรูปแบบของเซิร์ฟเวอร์อีเมล

หน่วยงาน CISA (Cybersecurity and Infrastructure Security Agency) ได้ออกแจ้งเตือนถึงการใช้ช่องโหว่ Zero-day ของ Microsoft Exchange Server ทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเรียกร้องให้ผู้ดูแลระบบใช้เครื่องมือตรวจจับ Indicators of Compromise (IOC) ของ Microsoft เพื่อตรวจหาสัญญาณการบุกรุกภายในองค์กร

ทั้งนี้ Microsoft ได้ออกเครื่องมือ Microsoft Safety Scanner (MSERT) เพื่อใช้ตรวจจับเว็บเชลล์ที่ถูกใช้ในการโจมตีและสคริปต์ PowerShell เพื่อค้นหา IOC ใน log file บน Exchange และ OWA ผู้ดูแลระบบสามารถโหลด MSERT ได้ที่: microsoft

สำหรับสคริปต์ PowerShell สามารถโหลดได้ที่: github

ที่มา: bleepingcomputer

Microsoft ออกแพตช์ฉุกเฉินเพื่อเเก้ไขช่องโหว่ Zero-day สำหรับ Microsoft Exchange ผู้ดูแลระบบควรอัปเดตเเพตช์ด่วน!

Microsoft ได้ออกแพตช์อัปเดตการรักษาความปลอดภัยเป็นกรณีฉุกเฉินสำหรับ Microsoft Exchange เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day 4 รายการที่สามารถใช้ประโยชน์ในการโจมตีแบบกำหนดเป้าหมาย หลัง Microsoft พบกลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากประเทศจีนที่มีชื่อว่า “Hafnium" ใช้ช่องโหว่ Zero-day เหล่านี้ทำการโจมตีองค์กรและบริษัทหลาย ๆ เเห่ง ในสหรัฐอเมริกาเพื่อขโมยข้อมูล

กลุ่ม Hafnium เป็นกลุ่ม APT ที่มีความเชื่อมโยงและได้รับการสนับสนุนจากจีน มีเป้าหมายคือหน่วยงานในสหรัฐอเมริกาเป็นหลัก และในหลาย ๆ อุตสาหกรรม รวมไปถึงองค์กรที่ทำการวิจัยโรคติดเชื้อ, สำนักงานกฎหมาย, สถาบันการศึกษาระดับสูง, ผู้รับเหมาด้านการป้องกันประเทศ, องค์กรกำหนดนโยบายและองค์กรพัฒนาเอกชน สำหรับเทคนิคการโจมตีของกลุ่ม Hafnium ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Zero-day ใน Microsoft Exchange มีดังนี้

CVE-2021-26855 (CVSSv3: 9.1/10 ) เป็นช่องโหว่ Server-Side Request Forgery (SSRF) ใน Microsoft Exchange โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้โจมตีที่ส่ง HTTP request ที่ต้องการ ไปยังเซิฟเวอร์สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ได้
CVE-2021-26857 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ insecure deserialization ในเซอร์วิส Unified Messaging deserialization โดยช่องโหว่ทำให้ข้อมูลที่ไม่ปลอดภัยบางส่วนที่สามารถถูกควบคุมได้ ถูก deserialized โดยโปรแกรม ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ทำการรันโค้ดเพื่อรับสิทธ์เป็น SYSTEM บนเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange
CVE-2021-26858 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ Arbitrary file write หรือช่องโหว่ที่สามารถเขียนไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาตหลังจากพิสูจน์ตัวตนแล้ว (Authenticated) บนเซิร์ฟเวอร์ Exchange ซึ่งผู้โจมตีที่สามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ CVE-2021-26855 (SSRF) ได้จะสามารถเข้าสู่ระบบได้ผ่านการ Bypass Credential ของผู้ดูแลระบบที่ถูกต้อง
CVE-2021-27065 (CVSSv3: 7.8/10 ) เป็นช่องโหว่ Arbitrary file write ที่มีหลักการทำงานคล้าย ๆ กับ CVE-2021-26858

หลังจากที่สามารถเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ที่มีช่องโหว่แล้ว กลุ่ม Hafnium จะทำการติดตั้ง Webshell ซึ่งถูกเขียนด้วย ASP และจะถูกใช้เป็น backdoor สำหรับทำการขโมยข้อมูลและอัปโหลดไฟล์หรือดำเนินการใด ๆ ตามคำสั่งของกลุ่มบนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกบุกรุก ซึ่งหลังจากติดตั้ง Webshell เสร็จแล้ว กลุ่ม Hafnium ได้มีการดำเนินการด้วยเครื่องมือ Opensource ต่าง ๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้

จะใช้ซอฟต์แวร์ Procdump เพื่อทำการ Dump โปรเซส LSASS
จากนั้นจะทำการใช้ซอฟต์แวร์ 7-Zip เพื่อบีบอัดข้อมูลที่ทำการขโมยลงในไฟล์ ZIP สำหรับ exfiltration
ทำการเพิ่มและใช้ Exchange PowerShell snap-ins เพื่อนำข้อมูล mailbox ออกมา
จากนั้นปรับใช้ซอฟต์แวร์เครื่องมือที่ชื่อว่า Nishang ทำ Invoke-PowerShellTcpOneLine เพื่อสร้าง reverse shell
จากนั้นใช้เครื่องมือชื่อว่า PowerCat เพื่อเปิดการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่ม

การตรวจสอบว่าเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ถูกบุกรุกหรือไม่

สำหรับการตรวจสอบและการป้องกันภัยคุกคามโดยการวิเคราะห์พฤติกรรมที่น่าสงสัยและเป็นอันตรายบนเซิร์ฟเวอร์ Exchange พบว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้โจมตีทำการติดต่อกับ Webshell และรันคำสั่งจะมี Process chain, เซอร์วิส และพาทที่มีการใช้งาน โดยโปรเซสที่น่าสงสัยและมักถูกผู้โจมตีเรียกใช้ด้วยเทคนิค living-off-the-land binaries (LOLBins) คือ net.

นักวิจัยด้านความปลอดภัยตรวจพบการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange พบกลุ่ม xHunt อยู่เบื้องหลังการโจมตี

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Unit 42 จาก Palo Alto Networks ได้ตรวจพบการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ขององค์กรของรัฐบาลคูเวต โดยในกิจกรรมการโจมตีดังกล่าวนักวิจัยได้พบแบ็คดอร์ Powershell สองตัวที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งนักวิจัยพบการโจมตีนี้มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มภัยคุกคาม xHunt

นักวิจัยกล่าวว่าแบ็คดอร์ที่ถูกค้นพบใหม่ทั้งสองตัวถูกติดตั้งบนเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ที่ถูกบุกรุก โดยแบ็คดอร์ถูกพบใน Scheduled tasks ที่ถูกสร้างโดยผู้โจมตี ซึ่งไฟล์ที่ถูกพบจะเรียกพยายามใช้สคริปต์ PowerShell ที่เป็นอันตราย โดยชื่อของไฟล์แบ็คดอร์ทั้งสองตัวนั้นคือ “TriFive" และ "Snugy"

แบ็คดอร์ตัวแรก TriFive เป็นแบ็คดอร์ที่ใช้ในการเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange โดยใช้การเข้าสู่อินบ็อกของผู้ใช้ที่อยู่ภายในระบบและจะทำการรันสคริปต์ PowerShell จาก Draft อีเมลภายในโฟลเดอร์อีเมลที่ถูกลบ

แบ็คดอร์ตัวที่สอง Snugy เป็นแบ็คดอร์ที่ใช้ในการทำ DNS-tunneling เพื่อเรียกใช้คำสั่งบนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกบุกรุก โดย DNS tunneling จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถทำการเชื่อมต่อข้อมูลโดยใช้โปรโตคอล DNS ซึ่งจะทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ที่เป็นอันตรายภายนอกของผู้โจมตี

นักวิจัยยังกล่าวอีกว่าโค้ดต่างๆ ที่อยู่ภายในแบ็คดอร์ Snugy นั้นมีความคล้ายคลึงกับแบ็คดอร์ CASHY200 ที่ถูกใช้โดยกลุ่ม xHunt ซึ่งนักวิจัยได้สันนิษฐานการโจมตีครั้งนี้น่าจะมีความเกี่ยวโยงกัน ทั้งนี้ผู้ใช้ควรทำการตรวจสอบอีเมลทุกครั้งก่อนทำการคลิกลิงก์หรือเปิดไฟล์ที่แนบมากับอีเมลเพื่อป้องกันการฟิชชิงด้วยอีเมล

ที่มา: threatpost.

Multiple nation-state groups are hacking Microsoft Exchange servers

กลุ่มเเฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐหลายกลุ่มกำลังแฮกเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange

กลุ่มที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลหรือที่เรียกกันว่า Advanced Persistent Threat (APT) กำลังโจมตีช่องโหว่ CVE-2020-0688 ที่เพิ่งได้รับการแก้ไขในเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ความพยายามในการโจมตีช่องโหว่ได้ถูกพบครั้งแรกโดย Volexity บริษัทรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์แห่งสหราชอาณาจักร และถูกยืนยันในเวลาต่อมาต่อ ZDNet โดยแหล่งข่าวใน DOD โดย Volexity ไม่ได้เปิดเผยชื่อของกลุ่มแฮกเกอร์ที่ใช้ช่องโหว่ของ Exchange นี้ รวมถึงแหล่งข่าวใน DOD เองก็ไม่ได้ระบุชื่อกลุ่ม เพียงแต่ระบุว่าเป็นกลุ่มที่เป็นที่โด่งดังในด้านนี้อยู่แล้ว
กลุ่มแฮกเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐเหล่านี้กำลังโจมตีช่องโหว่ในเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ที่ Microsoft ได้ทำการแก้ไขในแพตช์เดือนกุมภาพันธ์ 2020
ช่องโหว่ดังกล่าวมีการติดตามภายใต้ตัวรหัส CVE-2020-0688 ด้านล่างนี้เป็นบทสรุปของรายละเอียดทางเทคนิคของช่องโหว่
ระหว่างการติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ไม่สามารถสร้างคีย์การเข้ารหัสลับเฉพาะสำหรับ Exchange control panel ซึ่งหมายความว่าเซิร์ฟเวอร์อีเมล Microsoft Exchange ทั้งหมดที่เปิดตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ใช้คีย์การเข้ารหัสที่เหมือนกันทั้ง validationKey และ decryptionKey สำหรับ Exchange control panel
ผู้โจมตีสามารถส่งคำขอที่มีรูปแบบไม่ถูกต้องและมีข้อมูลที่เป็นอันตรายไปยังแผงควบคุม Exchange อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากแฮกเกอร์รู้จักคีย์การเข้ารหัสของแผงควบคุม พวกเขาสามารถมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปจะไม่ได้รับการตรวจสอบ ทำให้โค้ดอันตรายทำงานได้ด้วยสิทธิ์ของ SYSTEM ทำให้ผู้โจมตีสามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างสมบูรณ์
Volexity อธิบายว่าการสแกนเซิร์ฟเวอร์ Exchange ได้กลายเป็นการโจมตีที่เกิดขึ้นจริงเเล้ว CVE-2020-0688 เป็น bug ที่ถูกเรียกว่า post-authentication แฮกเกอร์ต้องเข้าสู่ระบบก่อน จากนั้นจึงเรียกใช้เพย์โหลดที่เป็นอันตราย ซึ่งสามารถ hijacks เซิร์ฟเวอร์อีเมลของเหยื่อได้
APT และผู้โจมตีด้วย ransomware มักเริ่มต้นการโจมตีด้วยการทำแคมเปญฟิชชิ่ง เพื่อหลอกเอาข้อมูล หลังจากที่พวกเขาได้รับข้อมูลประจำตัวอีเมลสำหรับพนักงานของบริษัทเเล้ว หากองค์กรบังคับใช้การรับรองความถูกต้องด้วย two-factor authentication (2FA) สำหรับบัญชีอีเมล ข้อมูลประจำตัวเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากแฮกเกอร์ไม่สามารถ bypass 2FA ได้
Bug CVE-2020-0688 ทำให้ APT สามารถตั้งจุดมุ่งหมายสำหรับบัญชีที่มีการป้องกัน 2FA ที่เก่ากว่า ซึ่งพวกเขาเคยทำฟิชชิงเมื่อหลายเดือนก่อน พวกเขาสามารถใช้ข้อมูลประจำตัวเก่า ๆ เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีช่องโหว่ CVE-2020-0688 โดยไม่จำเป็นต้อง bypass 2FA แต่ยังคงใช้เซิร์ฟเวอร์ Exchange ของเหยื่อ องค์กรที่สนใจระวังภัยคุกคามจากควรอัปเดตเซิร์ฟเวอร์อีเมล Exchange ด้วยการอัปเดตความปลอดภัยกุมภาพันธ์ 2020 โดยเร็วที่สุด
เซิร์ฟเวอร์ Microsoft Exchange ทั้งหมดได้รับการพิจารณาว่ามีความเสี่ยง แม้แต่รุ่นที่หมดอายุการใช้งาน (EoL) อย่างรุ่น 2008 ซึ่งไม่ถูกพูดถึงในรายงานคำแนะนำจากไมโครซอฟต์ว่าได้รับผลกระทบหรือไม่ ซึ่งสำหรับรุ่น EoL องค์กรควรตรวจสอบการอัปเดตเป็น Exchange เวอร์ชันที่ใหม่กว่า หากการอัปเดตเซิร์ฟเวอร์ Exchange ไม่ใช่ตัวเลือก บริษัทต่างๆ ควรบังคับให้รีเซ็ตรหัสผ่านสำหรับบัญชี Exchange ทั้งหมด

ที่มา : zdnet

 

Hackers Scanning for Vulnerable Microsoft Exchange Servers, Patch Now!

แฮกเกอร์สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft Exchange ที่มีช่องโหว่,แก้ไขเดี๋ยวนี้เลย !
ผู้โจมตีกำลังสแกนอินเทอร์เน็ตเพื่อหา Microsoft Exchange เซิร์ฟเวอร์ที่เสี่ยงต่อช่องโหว่รันคำสั่งอันตรายจากระยะไกล CVE-2020-0688 ซึ่งได้รับการแก้ไขโดย Microsoft เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
Exchange Server ทุกเวอร์ชันจนถึงแพทช์ล่าสุดที่ออกมานั้นมีความเสี่ยงที่จะโดนโจมตีจากการสแกนที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งจะรวมไปถึงรุ่นที่หมดระยะการสนับสนุนแล้ว ซึ่งในคำแนะนำด้านความปลอดภัยของ Microsoft จะไม่แสดงรุ่นที่หมดระยะแล้ว
ข้อบกพร่องมีอยู่ในส่วนประกอบ Exchange Control Panel (ECP) และเกิดจากการที่ Exchange ไม่สามารถสร้างคีย์การเข้ารหัสลับเฉพาะเมื่อติดตั้ง
เมื่อโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าสู่ระบบได้จะสามารถรันคำสั่งอันตรายจากระยะไกลด้วยสิทธิ์ System ได้และสามารถยึดเครื่องได้
Simon Zuckerbraun นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Zero Zero Initiative เผยแพร่การสาธิตเกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องของ Microsoft Exchange CVE-2020-0688 และวิธีการใช้คีย์การเข้ารหัสลับแบบคงที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ตรงกัน
Zuckerbraun อธิบายว่าผู้โจมตีจะต้องยึดเครื่องหรือบัญชีผู้ใช้ของคนในองค์กรก่อน แล้วจากนั้นเมื่อใช้ช่องโหว่ก็จะสามารถยึดเซิร์ฟเวอร์ได้ เนื่องจาก Microsoft Exchange ใช้สำหรับส่งอีเมล ผู้โจมตีก็จะสามารถเปิดเผยหรือปลอมแปลงการสื่อสารทางอีเมลขององค์กรได้
ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ดูแลระบบ Exchange Server คุณควรถือว่านี่เป็นแพตช์ที่มีความสำคัญมากและควรอัปเดตทันทีหลังจากทดสอบแพตช์แล้ว

ที่มา :bleepingcomputer.

Hackers Scanning for Vulnerable Microsoft Exchange Servers, Patch Now!

แฮกเกอร์สแกนหาเซิร์ฟเวอร์ของ Microsoft Exchange ที่มีช่องโหว่,แก้ไขเดี๋ยวนี้เลย !
ผู้โจมตีกำลังสแกนอินเทอร์เน็ตเพื่อหา Microsoft Exchange เซิร์ฟเวอร์ที่เสี่ยงต่อช่องโหว่รันคำสั่งอันตรายจากระยะไกล CVE-2020-0688 ซึ่งได้รับการแก้ไขโดย Microsoft เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน
Exchange Server ทุกเวอร์ชันจนถึงแพตช์ล่าสุดที่ออกมานั้นมีความเสี่ยงที่จะโดนโจมตีจากการสแกนที่ดำเนินการอยู่ ซึ่งจะรวมไปถึงรุ่นที่หมดระยะการสนับสนุนแล้ว ซึ่งในคำแนะนำด้านความปลอดภัยของ Microsoft จะไม่แสดงรุ่นที่หมดระยะแล้ว
ข้อบกพร่องมีอยู่ในส่วนประกอบ Exchange Control Panel (ECP) และเกิดจากการที่ Exchange ไม่สามารถสร้างคีย์การเข้ารหัสลับเฉพาะเมื่อติดตั้ง
เมื่อโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีที่สามารถเข้าสู่ระบบได้จะสามารถรันคำสั่งอันตรายจากระยะไกลด้วยสิทธิ์ System ได้และสามารถยึดเครื่องได้
Simon Zuckerbraun นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Zero Zero Initiative เผยแพร่การสาธิตเกี่ยวกับวิธีการใช้ประโยชน์จากข้อบกพร่องของ Microsoft Exchange CVE-2020-0688 และวิธีการใช้คีย์การเข้ารหัสลับแบบคงที่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีเซิร์ฟเวอร์ที่ไม่ตรงกัน
Zuckerbraun อธิบายว่าผู้โจมตีจะต้องยึดเครื่องหรือบัญชีผู้ใช้ของคนในองค์กรก่อน แล้วจากนั้นเมื่อใช้ช่องโหว่ก็จะสามารถยึดเซิร์ฟเวอร์ได้ เนื่องจาก Microsoft Exchange ใช้สำหรับส่งอีเมล ผู้โจมตีก็จะสามารถเปิดเผยหรือปลอมแปลงการสื่อสารทางอีเมลขององค์กรได้
ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ดูแลระบบ Exchange Server คุณควรถือว่านี่เป็นแพตช์ที่มีความสำคัญมากและควร Update ทันทีหลังจากทดสอบแพตช์แล้ว

ที่มา : bleepingcomputer

Microsoft ขยายเวลาสนับสนุน Microsoft Exchange 2010

หลังจากวิเคราะห์สถานะการใช้งานของลูกค้า Microsoft Exchange ทาง Microsoft ได้ตัดสินใจขยายการสนับสนุนสำหรับ Exchange Server 2010 เป็น 13 ตุลาคม 2563

เดิมที Microsoft วางแผนที่จะยุติการสนับสนุน Microsoft Exchange 2010 ในวันที่ 14 มกราคม 2020 แต่หลังจากได้เห็นว่ามีองค์กรจำนวนมากที่ใช้ Exchange Server 2010 และยังไม่ยอมเปลี่ยนเป็นรุ่นที่ใหม่กว่า พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะขยายการสนับสนุนเป็น 13 ตุลาคม 2020 เพื่อให้ลูกค้า Exchange Server 2010 มีเวลามากขึ้นในการย้ายข้อมูลให้เสร็จสมบูรณ์ โดยการขยายเวลานี้สอดคล้องกับช่วงสิ้นสุดการสนับสนุนสำหรับ Office 2010 และ SharePoint Server 2010

ถึงแม้ว่าองค์กรจะได้รับการขยายเวลาสนับสนุน Microsoft Exchange 2010 แต่ Windows Server 2008 และ Windows Server 2008 R2 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่ใช้ร่วมกับ Microsoft Exchange 2010 จะหมดการสนับสนุนในวันที่ 11 มกราคม 2020 และจะไม่ได้รับแพตช์อัปเดตความปลอดภัยอีกต่อไป Microsoft จึงแนะนำให้ผู้ใช้งาน Microsoft Exchange 2010 ย้ายข้อมูลไปยังระบบที่ใหม่กว่าให้เร็วที่สุด

ที่มา bleepingcomputer

Microsoft February 2019 Patch Tuesday Includes Fixes for 70 Vulnerabilities

Microsoft ออกแพตช์ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2019 แก้ไขช่องโหว่ 70 รายการ โดยที่ 18 รายการถูกจัดอยู่ในระดับ Critical การอัพเดตครั้งนี้รวมถึงการแก้ไขช่องโหว่ zero-day ใน Adobe Flash Player และช่องโหว่ที่เป็นที่รู้จักอีกหลายรายการ อย่างเช่น

ช่องโหว่ 'PrivExchange' ของ Microsoft Exchange เป็นปัญหาใน Exchange Web Services (EWS) สำหรับการแจ้งเตือนแบบพุชเพื่อยกระดับสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบในเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกโจมตี

ช่องโหว่การเปิดเผยข้อมูลใน Internet Explorer (CVE-2019-0676) ช่องโหว่นี้ถูกค้นพบโดย Google Project Zero หากเหยื่อเข้าชมเว็บไซต์ที่เป็นเพจอันตราย ผู้โจมตีจะสามารถตรวจสอบการมีอยู่ของไฟล์บนฮาร์ดไดรฟ์ของเหยื่อได้

ช่องโหว่ SMBv2 Remote Code Execution (CVE-2019-0630) ช่องโหว่นี้อาจทำให้ถูกโจมตีด้วยการส่งแพ็คเก็ตที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังเซิร์ฟเวอร์ SMBv2 ที่เป็นเป้าหมาย ทำให้สามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตราย (Remote code execution) ผ่านบัญชีผู้ใช้ที่ผ่านการ Authenticated แล้วได้

ช่องโหว่ DHCP (CVE-2019-0626) เป็นช่องโหว่ Memory Corruption ทำให้ผู้โจมตีส่งแพ็คเก็ตที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังเซิร์ฟเวอร์ DHCP หากสำเร็จจะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตราย (Remote code execution) บนเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกโจมตี

ผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบควรทำการอัปเดตเพื่อลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ดังกล่าว โดยสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมของช่องโหว่ต่างๆ ได้จากที่มา

ที่มา : bleepingcomputer