CISA เตือนภัยผู้ใช้งาน SAP ทำการอัปเดตเเพตซ์โดยด่วน หลัง SAP ประกาศการแพตช์ช่องโหว่หลายรายการ

หน่วยงานด้านความมั่นคงปลอดภัยและโครงสร้างพื้นฐานทางไซเบอร์ หรือ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ออกเตือนภัยผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP หลังจากมีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยออกมาจำนวนมาก โดยมีการพยายามกวดขันให้ผู้ใช้งานทำการแพตช์เพื่อจัดการความเสี่ยงอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากช่องโหว่ใน SAP NetWeaver ซึ่งทางไอ-ซีเคียวได้รายงานไปก่อนหน้านี้แล้ว ทาง SAP ยังได้มีการออกเเพตซ์เเก้ไขช่องโหว่ประจำเดือนกรกฎาคม 2020 โดยมีการออกเเพต์เเก้ไขอีกกว่าเกือบ 10 รายการ ซึ่งช่องโหว่ที่สำคัญดังนี้

ช่องโหว่นี้เป็นช่องโหว่การใช้งาน SAP Business ด้วย Google Chromium ช่องโหว่นี้ยังไม่มี CVE เเต่ช่องโหว่ มีคะเเนน CVSSv3 อยู่ที่ 9.8/10 ช่องโหว่มีผลกระทบกับ SAP Business Client เวอร์ชั่น 6.5
ช่องโหว่ CVE-2020-6281 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (BI Launch pad) เวอร์ชั่น 4.2
ช่องโหว่ CVE-2020-6276 (CVSSv3 6.1/10) เป็นช่องโหว่ Cross-Site Scripting (XSS) บน SAP Business Objects Business Intelligence Platform (Bipodata) เวอร์ชั่น 4.2
ผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ SAP ควรทำการอัพเดตเเพตซ์ความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่

ที่มา:

us-cert.

CISA ออกแจ้งเตือนภัยคุกคามยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

นักวิเคราะห์ของ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้ทำการรบรวม Signature ที่ทำการตรวจพบและได้รับความนิยมสุงสุดในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยข้อมูลที่ทำการรวบรวมนั้นทำการรวบรวามผ่านระบบตรวจจับการบุกรุกแห่งชาติ หรือ National Intrusion Detection System (IDS) ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “EINSTEIN” โดยรายละเอียดและ Signature ที่ถูกพบมากที่สุดมีดังนี้

NetSupport Manager Remote Access Tool (RAT) เป็นเครื่องมือการเข้าถึงจากระยะไกลที่ถูกกฏหมาย โดยซอฟต์แวร์ซึ่งเมื่อทำการติดตั้งบนเครื่องของเหยื่อแล้วจะอนุญาตให้ทำการควบคุมได้จากระยะไกลและสามารถทำการขโมยข้อมูลได้
Kovter เป็นโทรจันที่มีหลายสายพันธุ์ มีลักษณะคล้ายแรนซัมแวร์และมักถูกพบการใช้โดยผู้ประสงค์ร้ายที่ต้องการดำเนินการหลอกลวงผู้ใช้งานที่เป็นเป้าหมายให้ทำการติดเชื้อจากนั้นจะทำการขโมยข้อมูลจากเครื่องเป้าหมายไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 ของผู้ดำเนินการ
XMRig เป็นประเภทของ miner cryptocurrency ที่ใช้ทรัพยากรของเครื่องที่ติดเชื้อทำการขุด Monero ซึ่งอาจทำให้คอมพิวเตอร์ที่เป็นเหยื่อมีความร้อนสูงเกินไปและทำให้ไม่สามารถใช้ทรัพยากรระบบได้ดีหรือบางครั้งก็ไม่สามารถใช้งานได้
CISA ได้ออกคำเเนะนำและเเนวทางปฏิบัติสำหรับองค์กรเพื่อหลีกเลี่ยงจากภัยคุกความข้างต้น

ทำการปรับปรุงและอัพเดต signature ของซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสอยู่เสมอ
ทำการตรวจสอบให้เเน่ใจว่าระบบมีการอัพเดตแพตซ์เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด
จำกัดสิทธ์และบังคับใช้นโยบายการติดตั้งและการเรียกใช้งานซอฟต์แวร์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์
บังคับใช้นโยบายการใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก
ใช้ความระมัดระวังเมื่อเปิดสิ่งที่แนบมากับอีเมล แม้ว่าสิ่งที่แนบมาและดูเหมือนว่าจะผู้ส่งจะเป็นที่รู้จัก
เปิดใช้งานไฟร์วอลล์
ตรวจสอบพฤติกรรมการการใช้เข้าเว็บไซต์ของผู้ใช้ รวมถึงการเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เอื้ออำนวย
ใช้ความระมัดระวังเมื่อใช้ USB
สแกนซอฟต์แวร์ทั้งหมดที่ดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตก่อนดำเนินการเปิดหรือติดตั้ง
ทั้งนี้ผู้ที่สนใจ Snort Signature ที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเข้าไปดูได้จากแหล่งที่มา

ที่มา: us-cert

Top 10 Routinely Exploited Vulnerabilities

DHS, CISA และ FBI เปิดเผยช่องโหว่ยอดนิยม Top 10 ที่ใช้ในการโจมตีช่วง 2016-2019

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS), สำนักงานความปลอดภัยทางไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และ สำนักงานสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) ได้ออกรายงานช่องโหว่ 10 อันดับแรกของซอฟต์แวร์ที่ถูกใช้โจมตีมากที่สุดในช่วงระหว่างปี 2559 ถึงปี 2562 รายละอียดช่องโหว่มีดังนี้

CVE-2017-11882: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft Office
CVE-2017-0199: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft Office
CVE-2017-5638: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลบน Apache Struts
CVE-2012-0158: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft Windows ActiveX
CVE-2019-0604: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft SharePoint
CVE-2017-0143: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft SMB
CVE-2018-4878: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาตบน Adobe Flash Player
CVE-2017-8759: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลใน Microsoft .NET Framwework
CVE-2015-1641: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาตใน Microsoft Office
CVE-2018-7600: ช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดโจมตีระยะไกลบน Drupal
US-CERT ได้ออกคำแนะนำในการลดความเสี่ยงจากการโจมตีโดยเเนะนำผู้ใช้งานให้ทำการและอัพเดทแพตซ์ด้านความปลอดภัยให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดอยู่เสมอ

ที่มา: us-cert

Alert (AA20-126A) APT Groups Target Healthcare and Essential Services

กลุ่ม APT กำหนดเป้าหมายโจมตีระบบการดูแลสุขภาพและการบริการ

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (DHS), สำนักงานความมั่นคงทางอินเทอร์เน็ตและโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) และศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NCSC) ได้ออกประกาศคำเตือนถึงภัยคุกคามจากกลุ่ม APT ที่กำลังใช้ประโยชน์จากการระบาดของโรค Coronavirus 2019 (COVID-19) ในการทำปฏิบัติการไซเบอร์

CISA และ NCSC ระบุว่ากลุ่ม APT กำลังใช้ประโยชน์ที่เกี่ยงเนื่องจาก COVID-19 และกำลังมุ่งเป้าหมายไปที่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ, บริษัทยา, สถาบันการศึกษา, องค์กรวิจัยทางการแพทย์และรัฐบาลท้องถิ่นที่อยู่ในระดับชาติและระดับนานาชาติ เพื่อรวบรวมและขโมยข้อมูลส่วนบุคคลทรัพย์สินทางปัญญา

CISA และ NCSC กำลังตรวจสอบแคมเปญ Password Spraying ที่ดำเนินการโดยกลุ่ม APT โดยใช้ประโยชน์ที่เกี่ยงเนื่องจาก COVID-19 ทำการโจมตีหน่วยงานด้านการดูแลสุขภาพในหลายประเทศรวมถึงสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

Password Spraying เป็นวิธีการโจมตีลักษณะเดียวกับ Brute force attack ที่รู้จักกันดี แต่ข้อแตกต่างคือ Password Spraying จะใช้รหัสผ่านทีละตัวในการไล่โจมตีแต่ละบัญชีผู้ใช้งาน (account) เมื่อไล่ครบทุกบัญชีแล้ว จึงค่อยใช้รหัสผ่านตัวต่อไปในการไล่โจมตี ต่างกับ Brute force ที่จะใช้วิธีการไล่ใส่รหัสผ่านในบัญชีผู้ใช้งานเพียงบัญชีเดียวจนกว่าจะสำเร็จ วิธีการนี้จึงไม่สามารถป้องกันได้ด้วยการ Lock บัญชีเมื่อมีการกรอกรหัสผ่านผิดเกินจำนวนที่กำหนดไว้ (account-lockout)

CISA และ NCSC ได้ออกคำเเนะนำในการป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลดังนี้

ทำการอัปเดตแพตช์และการกำหนดค่าซอฟต์แวร์ให้เป็นเวอร์ชั่นล่าสุดบนอุปกรณ์เน็ตเวิร์ค, อุปกรณ์ที่ใช้ในการทำรีโมตและ VPN
ใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) เพื่อลดผลกระทบจากการถูกโจมตี Password
ป้องกันการจัดการอินเทอร์เฟซของระบบปฏิบัติเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงทรัพย์สินที่หรือข้อมูลที่สำคัญอย่างง่ายดาย
ทำการสร้างระบบ Security Monitor เพื่อรวบรวมข้อมูลและทำการวิเคราะห์การบุกรุกเครือข่ายที่จะเข้าสู่ระบบเพื่อความปลอดภัย
ทำการตรวจสอบสิ่งที่ผิดปกติในระบบอยู่เป็นประจำ
ใช้ระบบและซอฟต์แวร์ที่ทันสมัยเพื่อลดปัญหาช่องโหว่ของระบบและซอฟต์แวร์
ติดตามข้อมูลข่าวสารด้านความปลอดภัยสารสนเทศอยู่เป็นประจำเพื่อทำการอัพเดตความรู้และวิธีการป้องกันต่างๆ

ที่มา: us-cert

CISA ประกาศแจ้งเตือนภัยคุกคามพุ่งเป้าโจมตีช่องโหว่ Pulse Secure VPN (CVE-2019-11510)

 

CISA ประกาศแจ้งเตือนภัยคุกคามพุ่งเป้าโจมตีช่องโหว่ Pulse Secure VPN (CVE-2019-11510)

Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) ได้รับรายงานจากรัฐบาลกลางและหน่วยงานที่เกี่ยวกับเชิงพาณิชย์ของสหรัฐ เกี่ยวกับที่มีเหตุการณ์การใช้ประโยชน์จาก CVE-2019-11510 ซึ่งเป็นช่องโหว่ในการอ่านไฟล์ที่ส่งผลต่อ Pulse Secure VPN เพื่อเข้าถึงเครือข่ายเหยื่อ ถึงแม้ว่าทาง Pulse Secure จะปล่อยแพตช์สำหรับ CVE-2019-11510 ในเดือนเมษายน 2019 แล้วก็ตาม

CVE-2019-11510 เป็นช่องโหว่ในการอ่านไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาตที่ส่งผลต่ออุปกรณ์ Pulse Secure VPN ผู้โจมตีจากระยะไกลสามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อร้องขอไฟล์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเซิร์ฟเวอร์ VPN ได้

ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นจากการอนุญาติให้สำรวจพาธไดเรกทอรี dana/html5/acc จึงทำให้เข้าผู้โจมตีเข้าถึงเนื้อหาของไฟล์ได้โดยไม่ต้องขอรับอนุญาต ทำให้ผู้โจมตีสามารถค้นหาและอ่านข้อมูลไฟล์หรือข้อมูลยูสเซอร์และพาสเวิดที่อยู่บนระบบได้

CISA ขอแนะนำให้องค์กรที่ยังไม่ได้ทำการอัพเกรดแพตช์ Pulse Secure VPN ให้ทำการอัพเกรดโดยด่วน และขอแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับบัญชี Active Directory ทั้งหมดรวมถึงบัญชีผู้ดูแลระบบในกรณีที่พบว่าถูกทำการโจมดี

ทั้งนี้ CISA ได้เผยแพร่ตัวบ่งชี้ภัยคุกคาม (IOC) และเครื่องมือช่วยผู้ดูแลเครือข่ายค้นหาและตรวจจับการใช้ประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ CVE-2019-11510 เพื่อเป็นประโยชน์ในการป้องกันเครือข่ายจากการโจมตี

เครื่องมือสำหรับตรวจสอบการโจมตีจาก CISA: https://github.

US Govt Shares Tips on Securing VPNs Used by Remote Workers

รัฐบาลสหรัฐแบ่งปันเคล็ดลับในการรักษาความปลอดภัย VPN สำหรับทำงานจากระยะไกล

หน่วยงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐอเมริกา (CISA) ได้แบ่งปันเคล็ดลับเกี่ยวกับวิธีการรักษาความปลอดภัยเครือข่ายส่วนตัวเสมือน (VPN) ขององค์กรอย่างถูกต้อง หลังจากที่เห็นว่าองค์กรจำนวนมากกำลังเปลี่ยนไปเป็นการทำงานจากที่บ้าน เพื่อตอบสนองต่อการระบาดของ COVID-19

คาดว่าผู้โจมตีจะให้ความสำคัญกับการโจมตีการทำงานจากระยะไกล เนื่องจากพนักงานจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้ VPN ขององค์กรเพื่อการทำงานทางไกล ผู้โจมตีเองก็จะเน้นการโจมตีข้อบกพร่องด้านความปลอดภัย VPN มากขึ้น ซึ่งมีโอกาสน้อยมากที่ VPN จะถูกแพตช์ทันเวลาโดยเฉพาะองค์กรที่มีการทำงานทั้งกลางวันและเเละกลางคืน

CISA ยังเน้นถึงความจริงที่ว่าผู้โจมตีอาจเพิ่มการโจมตีแบบ Phishing เพื่อขโมยข้อมูลประจำตัวของพนักงานที่ทำงานจากที่บ้าน ซึ่งองค์กรที่ยังไม่ได้ใช้การพิสูจน์ตัวตนด้วยหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเข้าถึงระยะไกลจะมีความเสี่ยงมากที่สุด

เมื่อถูกโจมตี องค์กรอาจมีการเชื่อมต่อ VPN จำนวนจำกัด หลังจากนั้นจะไม่มีพนักงานคนใดสามารถทำงาน จากระยะไกลได้อีก CISA กล่าว เมื่อความพร้อมใช้งาน VPN ลดลง การดำเนินธุรกิจที่สำคัญอาจประสบปัญหา เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยด้านไอทีอาจปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้จำกัด

CISA เสนอให้ดำเนินการต่อไปนี้เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ VPN ขององค์กร

– ดูเเลรักษา VPN อุปกรณ์โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายและอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับการทำงานระยะไกลให้เป็นปัจจุบัน (ใช้เเพตช์แก้ไขล่าสุด และตั้งค่าให้ปลอดภัย)
– แจ้งให้พนักงานทราบถึงความพยายาม Phishing ที่เพิ่มขึ้น
– ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานรักษาความปลอดภัยไอทีมีความพร้อมสำหรับการตรวจสอบ Log การรีโมทระยะไกล การตรวจจับการโจมตี และการตอบสนองและกู้คืนเหตุการณ์
– นำ MFA ไปใช้กับการเชื่อมต่อ VPN ทั้งหมด หรือต้องการให้พนักงานใช้รหัสผ่านที่คาดเดายากเพื่อป้องกันการโจมตีในอนาคต
– ทดสอบข้อจำกัดโครงสร้างพื้นฐาน VPN ในการเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานจำนวนมาก และใช้มาตรการต่างๆ เช่น Rate-limiting เพื่อจัดลำดับความสำคัญของผู้ใช้ที่ต้องการแบนด์วิดท์ที่สูงขึ้น

ที่มา: bleepingcomputer

US Govt Warns of Ransomware Attacks on Pipeline Operations

รัฐบาลสหรัฐประกาศเตือน Ransomware โจมตีท่อส่งปิโตรเลียม

สำนักงานด้านความมั่นคงปลอดภัยของสหรัฐ (CISA) ได้แจ้งเตือนให้องค์กรที่สำคัญต่างๆ ที่เป็นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศเกี่ยวการโจมตี Ransomware ล่าสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อโรงงานอัดก๊าซธรรมชาติในส่วนของสินทรัพย์การควบคุมและการสื่อสารในเครือข่ายเทคโนโลยีปฎิบัติการ (OT)

ผู้โจมตีใช้ Spearphishing เพื่อเข้าถึงเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ของโรงงานอัดก๊าซธรรมชาติ ตามด้วยการเข้าถึงยังเครือข่าย OT จากนั้นใช้ Ransomware เพื่อเข้ารหัสเครือข่าย IT และ OT การโจมตีดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตัว programmable logic controllers (PLCs) บนเครือข่ายเนื่องจาก Ransomware กระทบแต่อุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows แต่การ Reset ระบบกลับมาใช้เวลาประมาณ 2 วัน ส่งผลกระทบให้ต้องปิดการทำงานของท่อส่งปิโตรเลียม สูญเสียผลผลิตและรายได้

ในประกาศเตือนดังกล่าว CISA ได้เสนอมาตรการบรรเทาผลการปฎิบัติการรวมถึงการบรรเทาผลกระทบด้านเทคนิคและสถาปัตยกรรมให้กับองค์กรในอุตสาหกรรมทุกประเภทเพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องรับมือกับการโจมตี Ransomware โดยนำเสนอบทเรียนจากเหตุการณ์ดังกล่าวว่าโรงงานอัดก๊าซธรรมชาติแห่งนั้นสามารถหาอุปกรณ์มาทดแทนรวมถึงสามารถกู้คืนระบบจาก backup ได้

สามารถอ่านรายละเอียดของประกาศดังกล่าวได้จาก www.

Increased Emotet Malware Activity

สำนักงานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ของสหรัฐอเมริกาออกคำเตือนถึงการเพิ่มขึ้นของการโจมตีด้วยมัลแวร์ Emotet
Emotet เป็นโทรจันที่มีความซับซ้อนซึ่งโดยทั่วไปจะทำหน้าที่เป็นตัวดาวน์โหลดหรือ dropper มัลแวร์อื่น ๆ โดยส่วนใหญ่มัลแวร์ดังกล่าวจะแพร่กระจายผ่านไฟล์แนบทางอีเมลที่เป็นอันตรายและพยายามแพร่กระจายภายในเครือข่ายโดยการ Brute Force ข้อมูลประจำตัวของผู้ใช้และการ shared drives หากโจมตีสำเร็จผู้โจมตีสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานได้

CISA แนะนำผู้ใช้งานและผู้ดูแลระบบปฏิบัติตาม best practice ต่อไปนี้เพื่อป้องกัน

บล็อกไฟล์อันตรายที่ถูกแนบมากับอีเมล (เช่น ไฟล์ .dll และ .exe)
บล็อกไฟล์แนบอีเมลที่ไม่สามารถสแกนได้โดยซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัส (เช่นไฟล์. zip)
แนะนำให้ทำการตั้งค่า Group Policy Object และ Firewall rule
แนะนำให้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสและทำการแพทช์อย่างสม่ำเสมอ
ติดตั้งตัวกรองที่เกตเวย์อีเมลและบล็อก IP ที่น่าสงสัยที่ไฟร์วอลล์
ยึดตามหลักการของ least privilege
ตั้งค่า Domain-Based Message Authentication, Reporting & Conformance (DMARC)
จัดการแบ่งโซนเน็ตเวิร์ค
จำกัดสิทธิการเข้าถึงที่ไม่จำเป็น

CISA แนะนำให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบตรวจสอบแหล่งข้อมูลต่อไปนี้สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกัน Emotet และมัลแวร์อื่น ๆ

CISA Alert Emotet Malware https://www.

WordPress Releases Security and Maintenance Updates

WordPress ได้ปล่อยอัปเดตตัวใหม่ออกมา
WordPress 5.3 และเวอร์ชันก่อนหน้าได้รับผลกระทบจากหลายช่องโหว่ ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เหล่านั้นในการควบคุมเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบ
หน่วยงาน CISA ได้เตือนให้ผู้ใช้และผู้ดูแลทำการตรวจสอบประกาศของ WordPress https://wordpress.

NSA Publishes Advisory Addressing Encrypted Traffic Inspection Risks

 

NSA เผยแพร่คำแนะนำให้กับความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน Transport Layer Security Inspection (TLSI)

National Security Agency (NSA) เผยแพร่คำแนะนำให้กับความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้งาน Transport Layer Security Inspection (TLSI) ซึ่งอาจทำให้องค์กรมีความปลอดภัยน้อยลงTLSI หรือ TLS break and inspect หรือ ssl decryption เป็นกระบวนการที่องค์กรสามารถตรวจสอบ traffic ที่เข้ารหัสด้วยความช่วยเหลือของผลิตภัณฑ์ เช่น proxy IDS หรือ IPS ที่สามารถถอดรหัสเพื่อดูข้อมูล แล้วเข้ารหัสข้อมูลกลับไป องค์กรบางแห่งใช้เทคนิคนี้ในการตรวจสอบภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น เช่น การแอบนำข้อมูลออก การติดต่อไปยังช่องทางการสื่อสารคำสั่งและการควบคุม (C2) หรือ การส่งมัลแวร์ผ่านทราฟฟิกที่เข้ารหัส เทคนิคนี้อาจนำไปสู่ความเสี่ยงอื่นๆ ได้

เครื่องมือ TLSI ที่ไม่ตรวจสอบความถูกต้องของใบรับรอง transport layer security (TLS) ให้ดีจะทำให้การป้องกันแบบ end-to-end ที่ได้จากการเข้ารหัส TLS แก่ผู้ใช้ปลายทางอ่อนแอลงอย่างมากและเพิ่มโอกาสที่ถูกโจมตีในรูปแบบ man-in-the-middle attack
ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ TLSI โดยโจมตีอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อเข้าถึงข้อมูลที่ถอดรหัสแล้ว รวมถึง insider threat อย่างผู้ดูแลระบบที่มีเจตนาไม่ดีอาจใช้อุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อดูรหัสผ่านหรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ

เพื่อลดความเสี่ยงที่อธิบายไว้ข้างต้น การตรวจสอบการรับส่งข้อมูล TLS ควรกระทำเพียงครั้งเดียว    ภายในเครือข่ายองค์กร ไม่ควรใช้ TLSI หลายรอบโดยสามารถอ่านรายละเอียด ได้จาก: media.