Android เวอร์ชั่น 11 ที่มากับการปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

Google เปิดตัว Beta สำหรับ Android เวอร์ชั่น 11 ให้ผู้พัฒนาได้ทดสอบระบบปฏิบัติการโดย Google กล่าวว่า Android เวอร์ชั่น 11 นี้จะปรับปรุงด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวที่มากยิ่งขึ้นและออกแบบมาเพื่อให้ระบบปฏิบัติการปกป้องข้อมูลของผู้ใช้จากการโจมตีที่เป็นอันตราย

ในด้านความความเป็นส่วนตัวนั้น Google ได้เพิ่มระบบ one-time permission เพื่อใช้ในการเข้าถึงสภาพเเวดล้อมต่างๆ ของอุปกรณ์ ตัวอย่างเช่น Android เวอร์ชั่น 11 จะอนุญาตให้ผู้ใช้อนุญาตให้แอปที่มีสิทธิ์ชั่วคราวสามารถเข้าถึงไมโครโฟนและกล้องของอุปกรณ์โดยใช้ one-time permission เมื่อผู้ใช้จะเปิดแอปเหล่านี้ในครั้งต่อไปผู้ใช้จะได้รับแจ้งอีกครั้งเพื่อให้แอปได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับไมโครโฟนหรือกล้องและ Android เวอร์ชั่น 11 ยังมีฟีเจอร์รีเซ็ตสิทธิ์การใช้งานของแอพที่ผู้ใช้ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานหรืออาจเป็นเวลาสองสามเดือนโดยอัตโนมัติ

ส่วนในด้านความปลอดภัยนั้น Android เวอร์ชั่น 11 จะทำการเข้ารหัสข้อมูลของผู้ใช้ทันทีหลังจากการอัปเดตแบบ Over-The-Air (OTA) โดยไม่ต้องป้อนข้อมูลรับรองจากผู้ใช้ นอกจากนี้ Android เวอร์ชั่น 11 จะบล็อกการเข้าถึงข้อมูลการใช้แอปของผู้ใช้จนกว่าอุปกรณ์จะถูกปลดล็อคเป็นครั้งแรกหลังจากรีสตาร์ทหรือผู้ใช้สลับไปยังบัญชีของผู้ใช้

ปัจจุบันมือถือที่สามารถรองรับ Android เวอร์ชั่น 11 ในตัว Beta ที่ใช้ทดสอบระบบนั้นนี้คือ Google Pixel 2, 3, 3a, และ 4

ที่มา: bleepingcomputer

ผู้ใช้ Android 8.0-9.0 โปรดระวัง! ช่องโหว่ CVE-2020-0022 “BlueFrag”ช่องโหว่โจมตี Bluetooth จากระยะไกล

ผู้ใช้ Android 8.0-9.0 โปรดระวัง! ช่องโหว่ CVE-2020-0022 “BlueFrag”ช่องโหว่โจมตี Bluetooth จากระยะไกล

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจากบริษัท ERNW ได้ทำการเปิดเผยช่องโหว่ใน Bluetooth บนระบบปฏิบัติการ Android 8 และ 9 ที่จะช่วยให้ผู้โจมตีสามารถส่งมัลแวร์และขโมยข้อมูลจากโทรศัพท์มือถือที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงโดยเพียงแค่รู้ Bluetooth MAC address ของเป้าหมายเท่านั้น

ช่องโหว่ดังกล่าวถูกติดตามเป็น CVE-2020-0022 และถูกเรียกว่า “BlueFrag” ส่งผลกระทบต่อโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 8 และ 9 แต่จะไม่สามารถทำงานได้กับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 10 เพียงแค่จะส่งผลให้ Bluetooth ขัดข้องเท่านั้น

ช่องโหว่ CVE-2020-0022 เป็นช่องโหว่ที่ผู้โจมตีจากระยะไกลหรืออยู่ในบริเวณใกล้เคียงสามารถสั่งรันโค้ดเพื่อโจมตีผู้ใช้ที่เปิดใช้งาน Bluetooth โดยไม่ต้องมีการโต้ตอบกับผู้ใช้ แต่ผู้โจมตีจะต้องระบุ Bluetooth MAC address ของอุปกรณ์เป้าหมาย โดยสามารถแสกนหาได้จาก WiFi MAC address ช่องโหว่นี้สามารถนำไปสู่การขโมยข้อมูลส่วนบุคคลและอาจถูกใช้เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์ได้

ข้อแนะนำการแก้ไข
Google ได้รับรายงานปัญหาและออกแพตช์การเเก้ไขช่องโหว่แล้วในกุมภาพันธ์ 2020 ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android 8 และ 9 โปรดทำการตรวจสอบการอัปเดตในอุปกรณ์ของคุณ หากยังไม่มีแพตช์แก้ไขหรืออุปกรณ์ของคุณไม่รองรับอีกต่อ สามารถแก้ไขโดยเปิดใช้งาน Bluetooth เฉพาะในกรณีที่จำเป็นเท่านั้น

ที่มา: insinuator.

Google Patches Critical Flaws in Android’s System Component

Google ออกแพตซ์แก้ไขข้อบกพร่องที่สำคัญบน Android

สัปดาห์ที่ผ่านมา Google ได้เปิดตัวชุดรักษาความปลอดภัยสำหรับ Android ประจำเดือนพฤศจิกายน เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่มีผลกระทบต่อแพลตฟอร์มเกือบ 40 ประกอบด้วยข้อบกพร่องทั้งหมด 17 รายการใน Framework, Library, Framework , Media framework และ System (2019-11-01) ช่องโหว่ที่รุนแรงที่สุดอยู่ในระดับ System ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลตามสิทธิ์ของโปรเซสที่ใช้รัน ประกอบด้วยช่องโหว่ใน Android 9 (CVE-2019-2204), Android 8.0, 8.1, 9 และ 10 (CVE-2019-2205 และ CVE-2019-2206)

ช่องโหว่อื่นๆ อีกประมาณ 21 รายการ (2019-11-05) ประกอบด้วยช่องโหว่ที่น่าสนใจ คือ ช่องโหว่ความรุนแรงสูงในระดับ Framework 2 รายการ, ช่องโหว่ความรุนแรงสูงในระดับ System 1 รายการ และช่องโหว่ความรุนแรงสูง 3 รายการและความรุนแรงปานกลางอีก 1 รายการในระดับ Kernel โดยได้แก้ไขช่องโหว่ที่พบในส่วนของ Qualcomm ที่พบมาก่อนหน้านี้ด้วย โดยช่องโหว่บน Pixel เองก็จะได้รับการแก้ไขในรอบนี้ด้วย

ที่มา: securityweek

นักวิจัยด้านความปลอดภัยเผยแพร่โค้ดเจาะช่องโหว่ใน Android ที่เพิ่งถูกแพตช์

 

นักวิจัยด้านความปลอดภัยชาวสหรัฐอเมริกาได้เผยแพร่โค้ด proof-of-concept บน GitHub สำหรับ CVE-2019-2215

ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2019 ที่ผ่านมามีการเปิดเผยช่องโหว่ CVE-2019-2215 โดยนักวิจัยจาก Google Project Zero ซึ่งช่องโหว่นี้กำลังถูกใช้โจมตีอยู่ ซึ่งนักวิจัยได้เปิดเผยโค้ด proof-of-concept (PoC) ด้วย แต่มีข้อจำกัดคือสามารถอ่านหรือเขียนบน kernel เท่านั้น

ซึ่งข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ผู้ที่สนใจจะทดลองใช้โค้ดดังกล่าวเพื่อโจมตีต้องหาวิธีเพิ่มเติมในการหลบหลีกการป้องกัน Android kernel เอาเอง

แต่ล่าสุด Grant Hernandez นักศึกษาระดับปริญญาเอกของ Florida Institute of Cyber Security ได้ออกมาเผยแพร่โค้ดที่รวมเอาความสามารถในการหลบหลีกมาแล้ว ชื่อ Qu1ckR00t

Qu1ckR00t สามารถข้าม DAC (Discretionary Access Control) และ Linux Capabilities (CAP) นอกจากนี้ยังสามารถปิดใช้งาน SELinux (Linux-Enhanced Security), SECCOMP (Secure Computing Mode) และ MAC (Mandatory Access Control)

ผลลัพธ์ที่ได้คือ Qu1ckR00t จะทำให้ได้สิทธิ root บนอุปกรณ์แอนดรอยด์ ซึ่งโค้ดที่เผยแพร่ใน GitHub ของ Grant Hernandez เป็น source code ที่ต้อง compile เป็น APK เอง ซึ่งเมื่อลง APK บนเครื่องแล้วจะสามารถ root เครื่องได้เพียงแค่การกดในครั้งเดียว

Hernandez กล่าวว่าเขาได้ทดสอบ Qu1ckR00t ด้วยโทรศัพท์มือถือ Pixel 2 เท่านั้นและเตือนผู้ใช้ที่ไม่มีประสบการณ์ว่าอาจทำให้เครื่องพังแบบซ่อมไม่ได้ (brick) และข้อมูลหาย

ข้อเสียของการเผยแพร่เครื่องมือ Qu1ckR00t ในครั้งนี้ทำให้ผู้เขียนมัลแวร์สามารถนำโค้ดไปประยุกต์ใช้กับมัลแวร์เพื่อให้ได้สิทธิ์ root ได้

เพื่อลดความเสี่ยง ผู้ใช้งานควรอัปเดตแพตช์ ซึ่ง CVE-2019-2215 ถูกแก้ไขแล้วในแพตช์ประจำเดือนตุลาคม 2019 ของ Android และไม่ติดตั้งแอป APK ที่ไม่แน่ใจว่าปลอดภัยหรือไม่

ที่มา zdnet

Google ออกอัปเดตความปลอดภัยระบบปฏิบัติการ Android ประจำเดือนตุลาคม 2019

 

Google ได้เปิดตัวการแก้ไขสำหรับช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับ critical สามจุดใน Media framework ของระบบปฏิบัติการ Android ซึ่งถูกใช้โจมตีด้วยการรันคำสั่งจากระยะไกลได้

ช่องโหว่ remote code execution (RCE) เป็นส่วนหนึ่งของแพตช์อัปเดตความปลอดภัยระบบปฏิบัติการ Android ประจำเดือนตุลาคม 2019 ของ Google ซึ่งการแก้ไขช่องโหว่ระดับ critical และ high เชื่อมโยงกับ CVE ทั้งหมด 9 หมายเลข นอกจากนี้ Qualcomm เป็นผู้ผลิตชิปที่ใช้ในอุปกรณ์ Android ได้ทำการแก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับ critical และ high 18 จุด

จุดบกพร่องระดับ critical สามข้อที่ Google ออกแพตช์ (CVE-2019-2184, CVE-2019-2185, CVE-2019-2186) มีอยู่ใน Media framework Android ซึ่งใช้ในการรองรับการเล่นสื่อประเภทต่าง ๆ ในระบบปฏิบัติการ Android 7.1.1, 7.1.2, 8.0, 8.1 และ 9 จะได้รับผลกระทบโดยเฉพาะจากข้อบกพร่องเหล่านี้

Google กล่าวว่าช่องโหว่เหล่านี้สามารถใช้โจมตีจากระยะไกลได้ โดยผู้โจมตีจะใช้ไฟล์ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อรันโค้ดอันตรายบนเครื่องของเหยื่อเมื่อเหยื่อเปิดไฟล์ ขณะนี้ยังไม่พบการโจมตี

สามารถศึกษารายละเอียดช่องโหว่ทั้งหมดที่ได้รับการอัปเดตได้จาก android และ qualcomm

ที่มา threatpost

พบแปดช่องโหว่ในองค์ประกอบ VoIP ของ Android

ช่องโหว่สามารถทำการโทรผ่าน Voice-over-IP (VoIP) ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ปลอมเบอร์โทร ปฏิเสธการโทร และแม้แต่ใช้โค้ดอันตรายบนอุปกรณ์ของผู้ใช้

มีการทดสอบช่องโหว่แล้วในระบบ Android 7.0 (Nougat) จนถึง 9.0 (Pie) นักวิจัยได้พบและรายงาน 9 ช่องโหว่ต่อ Google โดยมี 8 ช่องโหว่ที่มีผลต่อระบบเบื้องหลัง VoIP ของแอนดรอย์ ขณะที่ช่องโหว่ที่ 9 มีผลต่อแอป third-party

ด้านล่างนี้เป็นรายละเอียดของ 9 ช่องโหว่ :

เริ่มการโทร VoIP ในแอป VK
บัคนี้พบใน API ตอบโต้กับแอป Official VK (vKontakte) ที่สามารถยอมให้แอปอื่นๆ ที่ติดตั้งบนเครื่องสามารถเพื่อเริ่มการโทร VoIP ด้วยแอป VK และดักฟังการสนทนาของเจ้าของโทรศัพท์ได้ การโจมตีนี้ไม่ต้องการ user interaction แต่ต้องเข้าถึงเครื่องได้ก่อน เหมาะกับการนำไปใช้ร่วมกับ Android spyware, remote access trojans (RAT) และมัลแวร์บนแอนดรอยด์อื่นๆ ที่เข้าถึงเครื่องได้แล้ว
โอนสายโดยไม่ได้รับอนุญาตในอินเตอร์เฟซ LMS
บนอุปกรณ์ที่มีแอปอันตรายสามารถใช้ local privileged APIs (ในองค์ประกอบ QtilMS VoIP) เพื่อโอนสายที่โทรเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อโจมตีอุปกรณ์ โดยปัญหานี้ถูกแก้ไขแล้วเมื่อปี 2017
ไม่สามารถปฏิเสธการโทร VoIP เนื่องจาก LONG SIP Name
ผู้โจมตีสามารถเริ่มการโทรถึงเหยื่อโดยใช้ long SIP name (1,043 ตัวอักษร) SIP name จะขึ้นบนเต็มหน้าจอโทรศัพท์และป้องกันไม่ให้พวกเขารับหรือปฏิเสธการโทรในเวลาสำคัญได้ เช่น เมื่อกำลังดำเนินการโจมตี ถือว่าเป็นประเภทหนึ่งของ DoS (Denial of Service) ถูกเรียกว่า VoIP call bomb คล้ายกับ SMS bomb โดยใน Android ปัจจุบัน Google ได้กำหนดขนาด SIP name ใน VoIP เพื่อป้องกันปัญหานี้
remote DoS ในระบบเมื่อมีการรับสาย
ผู้โจมตีสามารถใช้รูปแบบแพ็คเกต SDP เพื่อทำให้อุปกรณ์เหยื่อทำงานล้มเหลวเมื่อมีการรับสาย ซึ่งถูกแก้ไขแล้วในปี 2017
Remote execution code เนื่องจาก STACK BUFFER OVERFLOW
ข้อผิดพลาดร้ายแรงที่สุด (CVE-2018-9475) ถูกแก้ไขใน Android Oreo เมื่อ 2018 สิ่งนี้เป็นการทำ remote code execution (RCE) เป็นปัญหาที่ยอมให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดอันตรายบนอุปกรณ์จากระยะไกลด้วยการโทร VoIP โดยทำให้เกิด stack buffer overflowได้ถ้าชื่อผู้ใช้ (หรือหมายเลขผู้โทร) ในการโทร VoIP มีมากกว่า 513 ไบต์
ช่องโหว่นี้ยอมให้ผู้ไม่หวังดีเขียนทับการส่งกลับที่อยู่ของฟังก์ชัน ClccResponse ที่ทำให้เกิด remote code execution
Remote DoS ใน Bluetooth เมื่อมีสายเรียกเข้า
มันสามารถทำให้การโทร VoIP ด้วยหมายเลขการโทรยาวๆ แต่บัคนี้จะให้โทรศัพท์ทำงานล้มเหลวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้ยอมให้ผู้โจมตีรัน code บนอุปกรณ์แต่อย่างใด
ข้อมูลรั่วไหลและ DoS ถาวร เนื่องจาก PATH TAVERSAL
นี่เป็นการทำงานโดยการติดตั้งแอปอันตรายอื่นบนอุปกรณ์ อย่างไรก็ตามบัคนี้ค่อนข้างร้ายแรง มันเป็นปัญหา PATH TRAVERSA ดั้งเดิมที่เกิดขึ้นเพราะ SIP protocol และภัยคุกคามของ Android ตัวอักษร “..” และ “/” มีความแตกต่างกัน
การปลอมเป็นผู้โทรเนื่องจากการประมวลความหมายของสัญลักษณ์ “&” ผิด
ช่องโหว่นี้เกิดจากรูปแบบหมายเลข PSTN (Public Switched Telephone Network) ที่ไม่ใช่บัญชีสำหรับตัวอักษร “&”
สายเรียกเข้า VoIP ที่มี “&” ทำให้ระบบ Android อ่านเฉพาะหมายเลขก่อนตัวอักษร แต่ไม่อ่านเลยหลังจากนั้น ทำให้ง่ายต่อการปลอมตัว
การปลอมเป็นผู้โทรเนื่องจาก "PHONE-CONTEXT"
ช่องโหว่เกิดจากรูปแบบหมายเลข PSTN เช่นกัน แต่ครั้งนี้มันเกิดด้วย "phone-context" PSTN พารามิเตอร์ ตัวอย่างเช่น ในการสื่อสารของ PSTN หมายเลข “650253000;phone-context=+1" จะเท่ากับ "+1650253000" กล่าวคือค่าของ "phone-context" คือค่านำหน้าของหมายเลข อย่างไรก็ตามการสื่อสารนี้ไม่ได้ถูกใช้ในการโทร VoIP โดยแอปการโทรไม่ได้ใส่ใจมัน ทำให้ผู้ไม่หวังดีกำหนดหมายเลขการโทรเป็น "650253000;phone-context=+1", และแอปการโทรจะแปลเป็น "+1650253000" ซึ่งแสดงว่าเป็นการโทรของ Google

เอกสารฉบับเต็มมีชื่อว่า "Understanding Android VoIP Security: A System-level Vulnerability Assessment" หากสนใจอ่านเพิ่มเติมสามารถดาวน์โหลดได้ ที่นี่

ที่มา : zdnet

Android Horror Game Steals Google, Facebook Credentials and Data

เกมสยองขวัญในแอนดรอยด์ขโมยข้อมูลผู้ใช้งาน

นักวิจัยจาก Wandera พบพฤติกรรมที่เป็นอันตรายจากเกม Scary Granny ZOMBYE Mod: The Horror Game 2019 (Scary Granny) โดยพบการขโมยข้อมูลเข้าสู่ระบบ Google และ Facebook ของเหยื่อ แล้วเข้าสู่ระบบในชื่อบัญชีของเหยื่อเพื่อดูดข้อมูลต่อไป เกม Scary Granny ลอกเลียนแบบมาจากเกม Granny ซึ่งเป็นเกมที่ได้รับความนิยม ในปัจจุบันมีการติดตั้งมากกว่า 100 ล้านครั้ง

เกม Scary Granny สามารถเล่นเกมได้จริง โดยมีเหยื่อหลงติดตั้งไปกว่า 50,000 ครั้งก่อนจะมีการลบออกเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนจาก Play Store

เมื่อทำการติดตั้งเกม Scary Granny นักวิจัยจาก Wandera พบว่าตัวเกมจะชะลอการแสดงกิจกรรมที่เป็นอันตรายใด ๆ เป็นเวลาถึงสองวันหลังจากการติดตั้ง โดยจะเปิดการใช้งานตัวขโมยข้อมูลเฉพาะบนแอนดรอยด์รุ่นเก่า เกมจะมีการขอสิทธิ์ในการเปิดเกมแม้ว่าเครื่องทำการรีสตาร์ท ซึ่งหากผู้ใช้อนุญาต เมื่อรีสตาร์ทแล้วจะมีหน้าให้ทำการ update หลังจากที่กดแล้วจะหน้าลงชื่อเข้าใช้ที่มีความคล้ายกับของจริงแต่มีการสะกดคำที่ผิด เมื่อผู้ใช้หลงกรอกข้อมูลเข้าสู่ระบบ Google แล้ว จะมีการเข้าสู่ระบบในชื่อบัญชีของเหยื่อเพื่อรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติม เช่น อีเมลกู้คืน หมายเลขโทรศัพท์ รหัสยืนยัน วันเกิด คุกกี้ และโทเค็น มีการแสดงโฆษณาที่ทำการแปลงตัวให้เหมือน App อื่นเช่น Amazon, Facebook, Facebook Lite, HaGo, Hulu, Instagram, Messenger, Pinterest, SnapChat, TikTok หรือ Zalo เพื่อขโมยข้อมูลในบริการอื่นๆ และนอกจากนี้ตัวเกมยังมีการหากำไรเพิ่มโดยเสนอให้ผู้ใช้งานจ่ายเงินเพื่อเล่นเกมเป็นเงิน 22 ดอลลาร์สหรัฐ

ที่มา: www.

Google’s Android June Security Patch

แพตช์ช่องโหว่ Android ประจำเดือนมิถุนายน 2562 มาแล้ว ทั้งหมด 22 ช่องโหว่ถูกแพตช์

Google ประกาศแพตช์ด้านความปลอดภัยสำหรับ Android ประจำเดือนมิถุนยายน 2562 วันนี้โดยมีช่องโหว่ระดับวิกฤติ (critical) จำนวน 8 ช่องโหว่จากทั้งหมด 22 ช่องโหว่ที่ถูกแพตช์ในรอบนี้

สำหรับช่องโหว่ร้ายแรงระดับวิกฤติ คอมโพเนนต์ของระบบที่ยังคงปรากฎช่องโหว่เหล่านี้เป็นจำนวนมากยังได้แก่ส่วนที่เป็น Media Framework ซึ่งผู้โจมตีสามารถสร้างไฟล์ซึ่งเมื่อถูกประมวลผลด้วย Media Framework จะทำให้ผู้โจมตีสามารถรันโค้ดที่เป็นอันตรายได้ อีกหนึ่งช่องโหว่มาจากส่วน System ในโมดูลที่เกี่ยวข้องกับไฟล์ PAC และส่วนที่เหลือเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤติจากคอมโพเนนต์ของ Qualcomm

ผู้ใช้งานสามารถรับแพตช์ได้ทันทีตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยความช้า-เร็วในการรับแพตช์จะขึ้นอยู่กับผู้ผลิตในแต่ละราย ข้อมูลเกี่ยวกับช่องโหว่แบบมีรายละเอียดครบถ้วนสามารถตรวจสอบได้ที่ https://source.

Google Fixes Two Critical Android Code Execution Vulnerabilities

Google ได้ทำการแก้ไข 2 ช่องโหว่สำคัญ (critical) ที่เกี่ยวกับ remote code execution และช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูง (high) 9 ช่องโหว่ ที่เกี่ยวกับการยกระดับสิทธิ์ และช่องโหว่การเปิดเผยข้อมูล ของ Android Open Source Project (AOSP) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล และ Source Code สำหรับให้นักพัฒนา Android นำไปใช้งาน เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

CVE-2019-2027 และ CVE-2019-2028 เป็นช่องโหว่ที่สำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ Media framework ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดอันตรายบนระบบได้ ส่งผลกระทบต่อ Android 7.0 หรือใหม่กว่าทั้งหมด ช่องโหว่อีก 9 ช่องโหว่เป็นการยกระดับสิทธิ์เพื่อเปิดเผยข้อมูล (CVE-2019-2026) ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ Android 8.0 หรือใหม่กว่า ผู้ใช้งานควรทำการอัพเดตแพทซ์ล่าสุดเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา: bleepingcomputer.

First Google security patches for Android in 2019 fix a critical flaw

Google ออกแพตช์ความปลอดภัยให้กับ Android

Google ได้ออกแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ให้กับระบบ Android ในปี 2019 แล้วสองแพตช์คือ 2019-01-01 patch level และ 2019-01-05 security patch level

2019-01-01 patch level มีการแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 13 ช่องโหว่ โดยช่องโหว่ที่สำคัญคือช่องโหว่ CVE-2018-9583 มีผลกระทบร้ายแรงมาก (critical) เป็นช่องโหว่ที่ทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถโจมตีด้วยการส่งคำสั่งให้ทำงานจากระยะไกลได้

2019-01-05 security patch level มีการแก้ไขช่องโหว่ทั้งหมด 14 ช่องโหว่ โดยช่องโหว่ที่สำคัญคือช่องโหว่ CVE-2018-11847 มีผลกระทบร้ายแรงมาก (critical) เช่นกัน เป็นช่องโหว่ในส่วนของ Qualcomm ที่ทำให้แอปที่มีคำสั่งอันตรายบนเครื่องสามารถรันคำสั่งอันตรายได้

ผู้ใช้งานควรตรวจสอบและทำการอัปเดตรุ่นของระบบ Android ให้เป็นปัจจุบันเพื่อลดความเสี่ยง

ที่มา : securityaffairs