กลุ่มแฮ็กเกอร์ Konni มุ่งเป้าโจมตี Blockchain Engineers ด้วยมัลแวร์ที่สร้างโดย AI

กลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวเกาหลีเหนือที่ชื่อว่า Konni (หรือเป็นที่รู้จักในชื่อ Opal Sleet, TA406) กำลังใช้มัลแวร์ PowerShell ที่สร้างขึ้นโดย AI เพื่อมุ่งเป้าโจมตีนักพัฒนา และวิศวกรในวงการ Blockchain

เชื่อกันว่ากลุ่ม Konni มีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม APT37 และ Kimsuky โดยกลุ่มนี้มีการเคลื่อนไหวมาตั้งแต่อย่างน้อยปี 2014 และถูกตรวจพบว่าได้มุ่งเป้าโจมตีองค์กรต่าง ๆ ในเกาหลีใต้, รัสเซีย, ยูเครน และหลาย ๆ ประเทศในยุโรป

จากการวิเคราะห์ตัวอย่างโดยนักวิจัยของ Check Point พบว่าแคมเปญล่าสุดของกลุ่มผู้ไม่หวังดีเน้นเป้าหมายไปที่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องจากมีการส่งตัวอย่างมัลแวร์ดังกล่าวเข้ามาตรวจสอบจากประเทศญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย และอินเดีย

การโจมตีเริ่มต้นเมื่อเหยื่อได้รับลิงก์ที่ฝากไว้บน Discord ซึ่งจะส่งไฟล์ ZIP ที่ภายในประกอบด้วยไฟล์ PDF สำหรับล่อลวง และไฟล์ LNK shortcut (.LNK) ที่เป็นอันตราย

ไฟล์ LNK ดังกล่าวจะสั่งทำงานตัว PowerShell loader ที่ฝังอยู่ เพื่อแตกไฟล์เอกสาร DOCX และไฟล์ CAB archive ออกมา โดยภายในประกอบด้วย PowerShell Backdoor, ไฟล์ Batch สองไฟล์ และไฟล์ Executable สำหรับหลบเลี่ยงระบบ UAC (User Account Control)

เมื่อเปิดไฟล์ shortcut เอกสาร DOCX จะถูกเปิดขึ้นพร้อมกับการสั่งรันไฟล์ Batch หนึ่งไฟล์ที่รวมอยู่ในไฟล์ Cabinet นั้น

เอกสาร DOCX ที่ใช้หลอกลวง แสดงให้เห็นเจตนาว่าแฮ็กเกอร์ต้องการโจมตีเข้าสู่ development environments ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึง Assets ที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน, ข้อมูล API credentials, การเข้าถึง Wallet และท้ายที่สุดคือเหรียญ Cryptocurrency ที่ถือครองอยู่"

ไฟล์ Batch ไฟล์แรกจะสร้าง Staging Directory สำหรับตัว Backdoor และไฟล์ Batch ไฟล์ที่สอง จะสร้าง Scheduled Task ให้ทำงานทุกชั่วโมง โดยอำพรางตัวเป็น Startup Task ของ OneDrive

Task ดังกล่าวจะอ่านสคริปต์ PowerShell ที่ถูกเข้ารหัสแบบ XOR จาก Disk และทำการถอดรหัสเพื่อสั่งประมวลผลภายในหน่วยความจำ จากนั้นในขั้นตอนสุดท้าย มันจะลบตัวเองทิ้งเพื่อกำจัดร่องรอยของการติดมัลแวร์

Backdoor ที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI

ตัว PowerShell backdoor ดัวกล่าวจะถูกอำพรางไว้อย่างซับซ้อน โดยอาศัยการเข้ารหัส String ที่อิงตามหลัก Arithmetic การสร้าง String ขึ้นใหม่ในขณะที่โปรแกรมกำลังทำงาน และการสั่งทำงาน Logic ส่วนสุดท้ายผ่านคำสั่ง ‘Invoke-Expression’

นักวิจัยระบุว่ามัลแวร์ PowerShell ตัวนี้ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าถูกพัฒนาขึ้นโดยมี AI เข้ามาช่วยเหลือ มากกว่าจะเป็นมัลแวร์ที่เขียนขึ้นโดย Operator ตามวิธีแบบดั้งเดิม

หลักฐานที่นำไปสู่ข้อสรุปดังกล่าว ได้แก่ การมีส่วนเอกสารกำกับที่ชัดเจน และเป็นโครงสร้างอยู่ที่ส่วนบนของสคริปต์ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ผิดปกติสำหรับการพัฒนามัลแวร์ รวมไปถึงการจัดวางรูปแบบโค้ดที่เป็นระเบียบแบ่งเป็นสัดส่วน และการปรากฏอยู่ของคอมเมนต์ที่เขียนว่า “# <– your permanent project UUID”

Check Point อธิบายว่า "การใช้ถ้อยคำเช่นนี้เป็นลักษณะเด่นอย่างมากของโค้ดที่สร้างขึ้นโดย LLM (Large Language Model) ซึ่งตัวโมเดลจะระบุคำแนะนำแก่ผู้ใช้อย่างชัดเจนถึงวิธีการปรับแก้ค่าที่เว้นว่างไว้ (Placeholder value)"

"คอมเมนต์ลักษณะนี้มักพบได้ทั่วไปในสคริปต์ และบทเรียนสอนเขียนโค้ดที่สร้างขึ้นโดย AI"

ก่อนที่จะเริ่มทำงาน มัลแวร์จะทำการตรวจสอบ Hardware, Software และกิจกรรมของผู้ใช้ เพื่อให้มั่นใจว่ามันไม่ได้กำลังถูกรันอยู่ในสภาพแวดล้อมสำหรับการวิเคราะห์ จากนั้นจึงจะสร้าง Host ID ที่ไม่ซ้ำกันขึ้นมา

ลำดับถัดไป ขึ้นอยู่กับระดับสิทธิ์การสั่งการ ที่ตัวมัลแวร์มีอยู่บนเครื่องที่ถูกโจมตีระบบ มัลแวร์จะเลือกดำเนินการตามเส้นทางที่แตกต่างกัน ดังที่แสดงในแผนภาพต่อไปนี้

เมื่อ Backdoor ทำงานอย่างสมบูรณ์บนอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ มันจะติดต่อไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 เป็นระยะเพื่อส่งข้อมูล Metadata พื้นฐานของเครื่อง Host และส่ง Request ข้อมูลไปยังเซิร์ฟเวอร์ในช่วงเวลาแบบสุ่ม

หากการตอบกลับจาก C2 มีโค้ด PowerShell แนบมาด้วย มันจะแปลงโค้ดนั้นให้เป็น Script block และสั่งประมวลผลแบบ Asynchronously โดยอาศัยการทำงานอยู่เบื้องหลัง

ทาง Check Point ระบุว่า การโจมตีเหล่านี้เป็นฝีมือของกลุ่มผู้ไม่หวังดี Konni โดยอ้างอิงจากรูปแบบตัว Launcher ในอดีต ความซ้ำซ้อนของชื่อไฟล์หลอกลวง และชื่อสคริปต์ รวมถึงความคล้ายคลึงกันในโครงสร้าง Execution chain เมื่อเทียบกับการโจมตีก่อนหน้านี้

นักวิจัยได้เผยแพร่ Indicators of compromise (IoCs) ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญล่าสุดนี้ เพื่อช่วยให้ฝ่ายป้องกันสามารถปกป้อง Assets ของตนได้

ที่มา : bleepingcomputer

Google Drive เวอร์ชัน Desktop เพิ่มฟีเจอร์ตรวจจับ Ransomware ด้วย AI

Google ได้เริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานฟีเจอร์ความปลอดภัยที่ใช้ AI ตัวใหม่สำหรับ Google Drive เวอร์ชันบน Desktop ซึ่งจะทำการหยุดการซิงค์ไฟล์โดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการโจมตีจาก Ransomware เพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุด (more…)

การโจมตีด้วย AI รูปแบบใหม่ซ่อนคำสั่งขโมยข้อมูลไว้ในภาพที่ถูกย่อขนาด

นักวิจัยได้พัฒนาการโจมตีรูปแบบใหม่ที่สามารถขโมยข้อมูลของผู้ใช้ได้ โดยการแทรก prompt ที่เป็นอันตรายลงในรูปภาพ ซึ่งรูปภาพดังกล่าวจะถูกประมวลผลโดยระบบ AI ก่อนส่งต่อไปยัง Large Language Model (more…)

EncryptHub ใช้แพลตฟอร์ม AI ปลอมโจมตีนักพัฒนา Web3 ด้วยมัลแวร์ Fickle Stealer

EncryptHub หรือที่รู้จักในชื่อ LARVA-208 และ Water Gamayun เป็นกลุ่มภัยคุกคามที่มีแรงจูงใจทางด้านการเงิน โดยกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังแคมเปญล่าสุดที่มุ่งเป้าไปที่นักพัฒนา Web3 โดยมีเป้าหมายเพื่อติดตั้งมัลแวร์ขโมยข้อมูลบนอุปกรณ์ของเหยื่อ (more…)

ฐานข้อมูลของ DeepSeek AI ถูกเข้าถึง ทำให้ Log Lines มากกว่า 1 ล้านรายการ และ Secret Keys อาจรั่วไหล

DeepSeek AI จากจีนที่กำลังเป็นกระแส และได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงนี้ ได้เปิดเผยฐานข้อมูลแห่งหนึ่งให้สามารถเข้าถึงได้บนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญได้ (more…)

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (Homeland Security Department) กำหนด Framework สำหรับการใช้งาน AI ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดน (The Biden administration) ได้เผยแพร่ framework ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมในส่วนของโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบน้ำ, โครงข่ายด้านอากาศยาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่น ๆ (more…)

กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐฯ (Homeland Security Department) กำหนด Framework สำหรับการใช้งาน AI ในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดน (The Biden administration) ได้เผยแพร่ framework ในการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ ในวันที่ 14 พฤศจิกายน 2024 ที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมในส่วนของโครงข่ายไฟฟ้า, ระบบน้ำ, โครงข่ายด้านอากาศยาน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่น ๆ (more…)

ฟีเจอร์ AI ใหม่ของ Google Pixel สามารถวิเคราะห์บทสนทนาทางโทรศัพท์เพื่อตรวจจับการหลอกลวงได้

Google ได้เพิ่มฟีเจอร์ใหม่เพื่อป้องกันการหลอกลวงโดยการใช้ AI ที่คอยตรวจสอบบทสนทนาทางโทรศัพท์บนอุปกรณ์ Google Pixel เพื่อจับรูปแบบการสนทนา และจะมีสัญญาณเตือนว่าผู้โทรอาจเป็นมิจฉาชีพ (more…)

กลุ่มแฮ็กเกอร์ FIN7 เปิดตัวเว็บไซต์สร้างภาพเปลือยแบบ Deepfake เพื่อแพร่กระจาย Malware

กลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีชื่อเสียงอย่าง FIN7 ได้เปิดตัวเครือข่ายเว็บไซต์ปลอมที่ใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างภาพนู้ดปลอม เพื่อใช้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ที่ขโมยข้อมูลให้กับผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์

FIN7 เป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวรัสเซียที่ได้ดำเนินการฉ้อโกงทางการเงิน และอาชญากรรมทางไซเบอร์มาตั้งแต่ปี 2013 โดยมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มแรนซัมแวร์ เช่น DarkSide, BlackMatter และ BlackCat ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ทำการหลอกลวงเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการขโมยเงินค่าไถ่จำนวน 20 ล้านดอลลาร์ที่ได้มาจาก UnitedHealth

FIN7 เป็นที่รู้จักในด้านการโจมตีแบบฟิชชิ่ง และการใช้เทคนิค social engineering ที่ซับซ้อน เช่น การปลอมตัวเป็น BestBuy เพื่อส่ง USB keys ที่มีมัลแวร์ หรือการสร้างบริษัทความปลอดภัยปลอมเพื่อจ้างนักทดสอบระบบความปลอดภัย (pentesters) และนักพัฒนาซอฟต์แวร์มาทำการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่พบว่าพวกเขาได้ถูกเชื่อมโยงกับเครือข่ายเว็บไซต์ ที่อ้างว่ามีโปรแกรมสร้างภาพเปลือยที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยอ้างว่าสามารถสร้างภาพเปลือยปลอมจากภาพถ่ายของบุคคลที่สวมใส่เสื้อผ้าได้

เทคโนโลยีนี้เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากเนื่องจากอาจสร้างความเสียหายให้กับผู้ถูกกระทำโดยการสร้างภาพที่ไม่เหมาะสมโดยไม่ได้รับความยินยอม และในหลายประเทศทั่วโลกเทคโนโลยีนี้ถูกห้ามใช้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ความสนใจในเทคโนโลยีนี้ยังคงมีอยู่มาก

เครือข่ายของ deepnude generators

เว็บไซต์ deepnude ปลอมของ FIN7 ทำหน้าที่เป็นกับดักสำหรับผู้ที่สนใจในการสร้างภาพเปลือยปลอมของคนดังหรือบุคคลอื่น ๆ ในปี 2019 ผู้โจมตีได้ใช้เว็บไซต์คล้ายกันนี้ในการแพร่กระจายมัลแวร์ขโมยข้อมูล แม้จะเป็นช่วงก่อนที่ AI จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว

เครือข่าย deepnude generators นี้ดำเนินการภายใต้แบรนด์เดียวกันที่ชื่อว่า "AI Nude" และถูกโปรโมตผ่านเทคนิค black hat SEO เพื่อดันให้เว็บไซต์เหล่านี้ติดอันดับสูงในการค้นหา

ตามรายงานของ Silent Push กลุ่ม FIN7 อยู่เบื้องหลังการดำเนินการเว็บไซต์ต่าง ๆ เช่น "aiNude[.]ai", "easynude[.]website" และ nude-ai[.]pro" โดยตรง ซึ่งเสนอ "การทดลองใช้ฟรี" หรือ "ดาวน์โหลดฟรี" แต่ในความเป็นจริงแล้ว FIN7 เพียงใช้เว็บไซต์เพื่อแพร่กระจายมัลแวร์

เว็บไซต์ทั้งหมดใช้การออกแบบที่คล้ายกันซึ่งรับประกันว่าสามารถสร้างภาพเปลือย AI ได้ฟรีจากรูปถ่ายที่อัปโหลดขึ้นไป

เว็บไซต์ปลอมเหล่านี้อนุญาตให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลดรูปถ่ายที่ต้องการสร้างเป็นภาพ deepfake นู้ดได้ อย่างไรก็ตาม หลังจากที่อ้างว่าภาพ "deepnude" ได้ถูกสร้างขึ้นแล้ว ภาพนั้นจะไม่แสดงบนหน้าจอ แต่ผู้ใช้จะได้รับแจ้งให้คลิกลิงก์เพื่อดาวน์โหลดภาพที่สร้างขึ้น

เมื่อคลิกลิงก์ดังกล่าว ผู้ใช้จะถูกพาไปยังอีกเว็บไซต์หนึ่งที่แสดงรหัสผ่าน และลิงก์สำหรับไฟล์ที่ถูกป้องกันด้วยรหัสผ่านซึ่งถูกโฮสต์บน Dropbox แม้ว่าปัจจุบันเว็บไซต์นี้ยังคงทำงานอยู่ แต่ลิงก์ Dropbox นั้นไม่สามารถใช้งานได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม แทนที่จะเป็นภาพ deepnude ไฟล์ที่ถูกเก็บอยู่ในไฟล์ archive นั้น แท้จริงแล้วคือมัลแวร์ขโมยข้อมูลที่ชื่อ Lumma Stealer เมื่อถูกเรียกใช้งาน มัลแวร์นี้จะขโมยข้อมูล credentials และคุกกี้ที่ถูกบันทึกในเว็บเบราว์เซอร์, กระเป๋าเงินคริปโต และข้อมูลอื่น ๆ จากคอมพิวเตอร์

Silent Push ยังพบว่าเว็บไซต์บางแห่งโปรโมตโปรแกรมสร้าง deepnude สำหรับระบบ Windows ซึ่งจะติดตั้งมัลแวร์ Redline Stealer และ D3F@ck Loader แทน โดยมัลแวร์เหล่านี้ก็ใช้ในการขโมยข้อมูลจากอุปกรณ์ที่ถูกโจมตีเช่นกัน

เว็บไซต์ทั้งเจ็ดที่ Silent Push ตรวจพบได้ถูกปิดไปแล้ว แต่ผู้ใช้ที่อาจดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์เหล่านี้ควรพิจารณาว่าตนเองอาจติดมัลแวร์แล้ว

แคมเปญ FIN7 อื่น ๆ

Silent Push ยังตรวจพบแคมเปญอื่น ๆ ของ FIN7 ที่ปล่อยมัลแวร์ NetSupport RAT ผ่านเว็บไซต์ที่หลอกให้ผู้เข้าชมติดตั้ง extension ของเบราว์เซอร์

ในกรณีอื่น ๆ FIN7 ใช้ payloads ที่ดูเหมือนจะปลอมแปลงเป็นแบรนด์ และแอปพลิเคชันที่เป็นที่รู้จัก เช่น Cannon, Zoom, Fortnite, Fortinet VPN, Razer Gaming, และ PuTTY

Payloads เหล่านี้อาจถูกแพร่กระจายไปยังเหยื่อโดยใช้กลยุทธ์ SEO และการโฆษณาที่มีมัลแวร์หลอกให้เหยื่อดาวน์โหลดโปรแกรมติดตั้งที่แฝงโทรจันไว้

FIN7 ถูกเปิดโปงเมื่อไม่นานมานี้จากการขายเครื่องมือ "AvNeutralizer" ที่พัฒนาขึ้นเพื่อปิดการทำงานของระบบ EDR ให้กับอาชญากรไซเบอร์อื่น ๆ โดยมุ่งเป้าไปที่พนักงานไอทีของผู้ผลิตรถยนต์ในการโจมตีแบบฟิชชิ่ง และได้ใช้แรนซัมแวร์ Cl0p ในการโจมตีองค์กรต่าง ๆ

ที่มา : https://www.