มัลแวร์ Banshee Stealer หลีกเลี่ยงการตรวจับโดยใช้อัลกอริทึมเข้ารหัส Apple XProtect

นักวิจัยของ Check Point เผยแพร่รายงานการค้นพบมัลแวร์ Banshee Stealer เวอร์ชันใหม่สำหรับ macOS ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ที่สามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับได้โดยใช้การเข้ารหัส XProtect ของ Apple

Banshee เป็น information stealer ที่ใช้โจมตีระบบ macOS โดยเปิดตัวในช่วงกลางปี 2024 ในรูปแบบ stealer-as-a-service โดยให้บริการแก่ Hacker ในราคา 3,000 ดอลลาร์ ซึ่งต่อมา source code ของ Banshee ได้ถูกปล่อยออกมาบน XSS forums ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ส่งผลให้โปรเจ็กต์ปิดตัวลง และเปิดโอกาสให้กับนักพัฒนามัลแวร์รายอื่นได้นำมาพัฒนาต่อไป

ตามรายงานการวิจัยของ Check Point ซึ่งค้นพบมัลแวร์ใหม่ชนิดหนึ่ง ซึ่งใช้วิธีการเข้ารหัสที่มีอยู่ใน Banshee ทำให้มัลแวร์สามารถผสานเข้ากับการทำงานปกติ และดูเหมือนว่าเป็นการใช้งานปกติ ขณะที่มัลแวร์กำลังรวบรวมข้อมูลที่มีความสำคัญจากโฮสต์ที่ถูกโจมตี รวมถึงการเปลี่ยนแปลงอีกประการหนึ่งคือจะไม่หลีกเลี่ยงการโจมตีระบบที่เป็นของผู้ใช้รัสเซียอีกต่อไป

การเข้ารหัส XProtect

XProtect ของ Apple เป็นเทคโนโลยีตรวจจับมัลแวร์ที่ติดตั้งมาใน macOS โดยใช้ set of rules ที่คล้ายกับ antivirus signatures เพื่อระบุ และบล็อกมัลแวร์ที่เป็นที่รู้จัก

โดย Banshee Stealer เวอร์ชันล่าสุดใช้อัลกอริธึมการเข้ารหัสสตริงที่ XProtect ใช้เพื่อปกป้องข้อมูลของมันเอง

การขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญ

เวอร์ชันล่าสุดของ Banshee Stealer ได้ถูกเผยแพร่ผ่าน GitHub repositories ที่กำหนดเป้าหมายการโจมตีไปยังผู้ใช้ macOS ผ่านการแอบอ้างเป็นซอฟต์แวร์อื่น ทั้งนี้กลุ่ม Hacker ดังกล่าวยังได้กำหนดเป้าหมายการโจมตีไปยังผู้ใช้ Windows ด้วย แต่ใช้ Lumma Stealer แทน

Check Point รายงานว่าแม้ Banshee malware-as-a-service จะไม่พบการทำงานมาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2024 แต่ยังพบว่า phishing campaign หลายกลุ่มยังคงแพร่กระจายมัลแวร์ต่อไปนับตั้งแต่ที่ source code รั่วไหล

infostealer ได้กำหนดเป้าหมายการโจมตีไปที่ข้อมูลที่จัดเก็บไว้ในเบราว์เซอร์ยอดนิยม (เช่น Chrome, Brave, Edge และ Vivaldi) รวมถึง passwords, two-factor authentication extensions และ cryptocurrency wallet extensions

นอกจากนี้ยังรวบรวมข้อมูลระบบ และเครือข่ายพื้นฐานเกี่ยวกับโฮสต์ และหลอกล่อให้เหยื่อเข้าสู่ระบบเพื่อขโมยรหัสผ่านบน macOS อีกด้วย

ที่มา : bleepingcomputer

หน่วยงานการบินแห่งสหประชาติอยู่ระหว่างการสืบสวนความเป็นไปได้ของการถูกเจาะระบบ

ในวันที่ 6 มกราคม 2025 องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (United Nations' International Civil Aviation Organization - ICAO) ประกาศว่าทางองค์กรกำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนข้อเท็จจริงที่มาจากการรายงานการถูกเจาะระบบขององค์กร

ICAO ถูกก่อตั้งเมื่อปี 1944 ในรูปแบบขององค์กรรัฐบาลระหว่างประเทศ โดยที่หน่วยงานแห่งสหประชาชาตินี้ได้ร่วมมือกับอีก 193 ประเทศเพื่อสนับสนุนการพัฒนามาตรฐานเชิงเทคนิคให้เป็นที่ยอมรับร่วมกัน

ICAO ระบุในแถลงการณ์ว่า “ICAO อยู่ระหว่างการสืบสวนรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งอาจมีความเชื่อมโยงกับผู้ก่อการร้ายที่มีเป้าหมายในการโจมตีองค์กรระหว่างประเทศ” “เรามีความจริงจังกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และได้ดำเนินการตามมาตรฐานความปลอดภัยเรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งกำลังดำเนินการสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียด”

หน่วยงานสหประชาชาติ (UN) ได้ระบุเพิ่มเติมว่า จะให้ข้อมูลเพิ่มเติมหลังจากการสืบสวนขั้นต้นที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดความปลอดภัยที่อาจเกิดขึ้นนี้นั้นแล้วเสร็จ

ถึงแม้ว่า ICAO ยังไม่ได้ให้รายละเอียดเฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดการสืบสวนนี้ แต่ก็มีข่าวซึ่งประกาศหลังจากการแถลงของ ICAO สองวัน โดยกลุ่มแฮ็กเกอร์ชื่อ “natohub” ประกาศว่ามีข้อมูลกว่า 42,000 รายการที่ขโมยมาจาก ICAO ใน BreachForums สำหรับแฮ็กเกอร์

หากเป็นไปตามที่ “natohub” กล่าวอ้างไว้ ข้อมูลที่ถูกโจรกรรมมาได้นั้นจะประกอบไปด้วย ชื่อ, วันเดือนปีเกิด, ที่อยู่, เบอร์โทรศัพท์, อีเมล และข้อมูลการศึกษา และประวัติการทำงาน ซึ่งมีกลุ่มแฮ็กเกอร์อีกรายแจ้งว่าไฟล์ข้อมูลกว่า 2GB นี้มีข้อมูลอีเมลที่แตกต่างกันกว่า 57,240 รายการ

ทาง BleepingComputer ได้มีการติดต่อไปที่ ICAO แต่ทางโฆษกของ ICAO ยังไม่สามารถให้รายละเอียดได้ในตอนนี้

ก่อนหน้าเหตุการณ์ของ ICAO ก็มีอีกหน่วยงานของสหประชาชาติที่ถูกโจรกรรมข้อมูล ซึ่งก็คือหน่วยงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) โดยมีการสืบสวนเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์มาตั้งแต่เดือนเมษายน 2024 หลังจากมีกลุ่มแรนซัมแวร์ชื่อ 8Base อ้างว่าเป็นผู้ก่อเหตุ ทั้งนี้ UNDP ยังไม่ได้มีการอัปเดตเกี่ยวกับการสอบสวนแต่อย่างใด

เดือนมกราคม 2021 หน่วยงานโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environmental Programme - UNEP) ยอมรับว่าถูกละเมิดข้อมูลพนักงานกว่า 100,000 รายการ พร้อมทั้งข้อมูลส่วนบุคคลที่สามารถระบุตัวตนได้ (Personally Identifiable Information - PII) ซึ่งถูกนำไปเผยแพร่ทางออนไลน์อีกด้วย

ระบบเครือข่ายของสหประชาชาติในกรุงเวียนนา (Vienna) และกรุงเจนีวา (Geneva) เคยถูกละเมิดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 ผ่านการโจมตี Sharepoint โดยทางผู้โจมตีได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย รายชื่อพนักงาน, ประกันสุขภาพ และสัญญาทางการค้า ซึ่งในส่วนนี้ทางสหประชาชาติได้อธิบายอย่างเป็นทางการว่าถือเป็นเหตุการณ์ร้ายแรงขององค์กร

ที่มา: bleepingcomputer

พบ Phishing Texts หลอกผู้ใช้งานปิดการป้องกันใน Apple iMessage

พบกลุ่ม Hacker กำลังใช้กลวิธีเพื่อหลอกล่อให้ผู้ใช้งานปิดฟีเจอร์ Phishing Protection สำหรับข้อความของ Apple iMessage และหลังจากนั้นก็เปิดกลับมาอีกครั้ง

(more…)

พบข้อมูลว่าแฮ็กเกอร์สามารถโจมตี Extensions ของ Google Chrome ได้กว่า 35 รายการ

มีรายละเอียดใหม่เกี่ยวกับแคมเปญฟิชชิงที่กำหนดเป้าหมายไปยังผู้พัฒนา extension ของเบราว์เซอร์ Chrome ซึ่งนำไปสู่การถูกเจาะข้อมูลของ extension อย่างน้อย 35 รายการ เพื่อแทรกโค้ดที่ใช้สำหรับขโมยข้อมูลไว้ ซึ่งรวมถึง extension จากบริษัทด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์อย่าง Cyberhaven ด้วย (more…)

Ivanti แจ้งเตือนช่องโหว่ Connect Secure ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีแบบ Zero-Day

Ivanti แจ้งเตือนการพบ Hacker กำลังมุ่งเป้าการโจมตีโดยใช้ช่องโหว่การเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) ของ Connect Secure หมายเลข CVE-2025-0282 ซึ่งเป็นช่องโหว่ Zero-Day ที่ถูกใช้เพื่อติดตั้งติดตั้งมัลแวร์บนอุปกรณ์

Ivanti พบช่องโหว่ดังกล่าว หลังจากที่ Ivanti Integrity Checker Tool (ICT) ตรวจพบพฤติกรรมที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ของลูกค้า Ivanti จึงได้เริ่มการสอบสวน และยืนยันว่าพบ Hacker ใช้ช่องโหว่ CVE-2025-0282 โจมตีเป้าหมายในรูปแบบ Zero-Day

CVE-2025-0282 (คะแนน CVSS 9.0/10 ความรุนแรงระดับ Critical) เป็นช่องโหว่ Stack-Based Buffer Overflow ใน Ivanti Connect Secure ก่อนเวอร์ชัน 22.7R2.5, Ivanti Policy Secure ก่อนเวอร์ชัน 22.7R1.2 และ Ivanti Neurons สำหรับเกตเวย์ ZTA ก่อนเวอร์ชัน 22.7R2.3 ซึ่งทำให้ Hacker ที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตนสามารถเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

แม้ว่าช่องโหว่ดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ทั้ง 3 รายการ แต่ Ivanti เปิดเผยว่าพบเห็นการโจมตีในอุปกรณ์ Ivanti Connect Secure เท่านั้น โดย Ivanti ได้ออกอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ในเฟิร์มแวร์เวอร์ชัน 22.7R2.5 ในส่วนของอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่สำหรับ Ivanti Policy Secure และ Ivanti Neurons สำหรับ ZTA Gateway จะถูกปล่อยในวันที่ 21 มกราคม 2025 ซึ่งจะพร้อมใช้งานใน Standard Download Portal

Ivanti Policy Secure เนื่องจากโซลูชันนี้ไม่ได้ถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้ความเสี่ยงในการถูกโจมตีช่องโหว่นี้ลดลงอย่างมาก ทั้งนี้ลูกค้าควรตรวจสอบให้แน่ใจเสมอว่าอุปกรณ์ IPS ของตนได้รับการกำหนดค่าตามคำแนะนำของ Ivanti และไม่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต เนื่องจาก Ivanti Policy Secure อาจถูกโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าวได้

Ivanti Neurons for ZTA Gateways ไม่สามารถถูกโจมตีได้ เมื่ออยู่ในการใช้งานบน production แต่หากมีการสร้าง gateway สำหรับโซลูชันนี้ และไม่ได้เชื่อมต่อกับ ZTA controller ก็มีความเสี่ยงที่ gateway ที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกโจมตีจากช่องโหว่ได้

Ivanti แนะนำให้ผู้ดูแลระบบ Ivanti Connect Secure ดำเนินการทำ ICT scan ทั้งภายใน และภายนอก หากสแกนพบสัญญาณของการโจมตี Ivanti แนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการ factory reset ก่อนอัปเดตเป็น Ivanti Connect Secure 22.7R2.5 แต่ถึงแม้หากผลการสแกนออกมาไม่พบสัญญาณของการโจมตี Ivanti ก็ยังคงแนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการ factory reset ก่อนอัปเดตเป็น Ivanti Connect Secure 22.7R2.5 เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ Ivanti ยังได้ออกอัปเดตช่องโหว่อีกรายการ คือ CVE-2025-0283 ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่ทำให้ Hacker สามารถยกระดับสิทธิ์ได้ ซึ่งช่องโหว่นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ CVE-2025-0282 และปัจจุบันยังไม่พบการโจมตีจากช่องโหว่ดังกล่าว

โดย Ivanti กำลังทำงานร่วมกับ Mandiant และ Microsoft Threat Intelligence Center เพื่อสืบสวนการโจมตี ซึ่งอาจจะมีรายงานที่เกี่ยวกับมัลแวร์ที่ตรวจพบเร็ว ๆ นี้

ในเดือนตุลาคม 2023 Ivanti ได้ออกอัปเดตด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขการโจมตีช่องโหว่ Zero-Day บน Cloud Services Appliance (CSA) จำนวน 3 รายการที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง

ที่มา : bleepingcomputer

ช่องโหว่ใน Moxa Router ทำให้เครือข่ายของอุตสาหกรรมเสี่ยงต่อการถูกโจมตี

Moxa ผู้ให้บริการด้านเครือข่ายอุตสาหกรรม และการสื่อสาร ออกมาแจ้งเตือนการค้นพบช่องโหว่ที่มีความรุนแรงระดับ High และ Critical ที่ส่งผลกระทบต่อ Cellular Router, Secure Router และ Network Security Appliance รุ่นต่าง ๆ ของบริษัท (more…)

Botnet มุ่งโจมตีเป้าหมายที่ใช้ D-Link Router ที่สิ้นสุดอายุการใช้งาน

พบ Botnet 2 รายการที่ถูกติดตามในชื่อ 'Ficora' และ 'Capsaicin' กำลังกำหนดเป้าหมายการโจมตีไปยัง D-Link Router ที่หมดอายุการใช้งาน หรือใช้งานเฟิร์มแวร์เวอร์ชันเก่าอย่างต่อเนื่อง

โดยพบว่า Botnet ดังกล่าวมุ่งเป้าหมายการโจมตีไปยังอุปกรณ์ D-Link รุ่นยอดนิยมที่ใช้โดยบุคคล และองค์กรต่าง ๆ เช่น DIR-645, DIR-806, GO-RT-AC750 และ DIR-845L โดยใช้ช่องโหว่ CVE-2015-2051, CVE-2019-10891, CVE-2022-37056 และ CVE-2024-33112 เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ดังกล่าว และเมื่อสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ได้แล้ว ก็จะใช้ช่องโหว่ใน D-Link’s management interface (HNAP) และเรียกใช้คำสั่งที่เป็นอันตรายผ่าน GetDeviceSettings

โดย Botnet ดังกล่าว สามารถขโมยข้อมูล และเรียกใช้ shell scripts รวมถึงเข้าสู่ระบบของอุปกรณ์เพื่อจุดประสงค์ในการโจมตีในรูปแบบ Distributed Denial-of-Service (DDoS)

Ficora Botnet มีการแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง โดยเน้นไปที่ประเทศญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา แต่ Capsaicin Botnet ดูเหมือนจะมุ่งเป้าไปที่อุปกรณ์ในประเทศเอเชียตะวันออกเป็นส่วนใหญ่ โดยเริ่มพบการโจมตีตั้งแต่วันที่ 21 ตุลาคม 2024 และพบการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Ficora Botnet

Ficora คือเวอร์ชันใหม่ของ Mirai Botnet ที่ถูกดัดแปลงมาเพื่อโจมตีช่องโหว่ในอุปกรณ์ D-Link โดยเฉพาะ

ตามข้อมูลของ Fortinet พบว่า Botnet มีการกำหนดเป้าหมายการโจมตีแบบสุ่ม โดยพบการโจมตีเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด 2 ครั้งในเดือนตุลาคม และพฤศจิกายน 2024

หลังจากเข้าถึงอุปกรณ์ D-Link ได้แล้ว Ficora จะใช้ shell script ชื่อ 'multi' เพื่อดาวน์โหลด และเรียกใช้เพย์โหลดผ่านวิธีการต่าง ๆ มากมาย เช่น wget, curl, ftpget และ tftp

Ficora มีฟังก์ชันการ brute force ในตัวพร้อมข้อมูล credentials แบบ hard-coded เพื่อโจมตีอุปกรณ์ที่ใช้ Linux-based เพิ่มเติม และยังรองรับ hardware architecture หลายรายการ ในด้านความสามารถในการโจมตี DDoS นั้น รองรับ UDP Flooding, TCP Flooding และ DNS Amplification เพื่อเพิ่มพลังการโจมตีให้สูงสุด

Capsaicin Botnet

Capsaicin คือเวอร์ชันใหม่ของ Kaiten Botnet ซึ่งเชื่อว่าถูกพัฒนาโดยกลุ่ม Keksec หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'EnemyBot' และเป็นมัลแวร์ที่กำหนดเป้าหมายไปยังอุปกรณ์ที่ใช้ Linux

Fortinet ตรวจพบการโจมตีอย่างต่อเนื่องระหว่างวันที่ 21 ถึง 22 ตุลาคม 2024 โดยมุ่งเป้าไปที่ประเทศในเอเชียตะวันออกเป็นหลัก

โดยการโจมตีผ่าน downloader script (“bins.

BeyondTrust ยอมรับว่าแฮ็กเกอร์สามารถเจาะระบบ Remote Support SaaS ได้

บริษัท BeyondTrust ผู้ให้บริการระบบการจัดการการเข้าถึงในระดับสูง (Privileged Access Management - PAM) ได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ในช่วงต้นเดือนธันวาคม จากการที่แฮ็กเกอร์สามารถเจาะระบบ Remote Support SaaS ของบริษัทบางส่วนได้ (more…)

พบ Hacker ใช้ช่องโหว่ DoS เพื่อหยุดการทำงานของ Palo Alto Firewall

Palo Alto Networks ออกแจ้งเตือนว่าพบ Hacker กำลังใช้ช่องโหว่ Denial of Service (DoS) CVE-2024-3393 เพื่อหยุดการทำงานของ Firewall โดยบังคับให้ Reboot (more…)

พบ Botnet ตัวใหม่ มุ่งเป้าโจมตีช่องโหว่ใน NVRs และ TP-Link Router

Ta-Lun Yen นักวิจัยของ TXOne ได้ค้นพบ Botnet ตัวใหม่ ที่กำลังมุ่งเป้าโจมตีด้วยช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลที่ยังไม่มีเลข CVE และยังไม่ได้รับการแก้ไขใน NVR DigiEver DS-2105 Pro (more…)