ช่องโหว่ Authentication Bypass ใน FortiWeb ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าสู่ระบบในฐานะผู้ใช้ที่มีอยู่ได้

พบช่องโหว่ Authentication Bypass ระดับ Critical บน FortiWeb ที่ทำให้ผู้โจมตีจากภายนอก ซึ่งไม่ต้องผ่านการยืนยันตัวตน สามารถปลอมแปลงเป็นผู้ใช้ที่มีอยู่แล้วในระบบที่ได้รับผลกระทบได้

ช่องโหว่นี้มีหมายเลข CVE-2025-52970 โดยมีคะแนน CVSS 7.7 ส่งผลกระทบต่อ FortiWeb หลายเวอร์ชัน สาเหตุมาจากการจัดการพารามิเตอร์ที่ไม่ถูกต้องในกลไก Cookie Parsing

ช่องโหว่ Out-of-Bounds ใน FortiWeb

ช่องโหว่นี้เกิดจาก out-of-bounds read ในโค้ดที่ใช้ประมวลผลคุกกี้ของ FortiWeb ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการพารามิเตอร์ที่ไม่เหมาะสม

ในระหว่าง Cookie Parsing ระบบจะใช้พารามิเตอร์ “Era” เพื่อเลือก encryption keys จาก array ในหน่วยความจำที่ใช้ร่วมกัน แต่กลับไม่มีการตรวจสอบความถูกต้องอย่างเหมาะสม

คุกกี้เซสชันของ FortiWeb ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ Era (ตัวระบุประเภทของเซสชัน), Payload (ข้อมูลเซสชันที่ถูกเข้ารหัส รวมถึง username และ role) และ AuthHash (HMAC SHA1 signature)

โดยการจัดการค่าพารามิเตอร์ Era ให้มีค่าระหว่าง 2 ถึง 9 ผู้โจมตีสามารถบังคับให้ระบบอ่านตำแหน่งหน่วยความจำที่ไม่มีการกำหนดค่าเริ่มต้น ซึ่งอาจทำให้ใช้ encryption keys ที่เป็นค่า Null หรือศูนย์

การปรับค่านี้จะลด cryptographic security เป็นศูนย์ได้ เนื่องจากความน่าจะเป็นที่คีย์จะเป็นศูนย์ทั้งหมดจะเปลี่ยนจาก ½^n (ในสถานการณ์ปกติ) ไปเป็น 1 (guaranteed ภายใต้การโจมตีนี้)

นักวิจัย Aviv Y ได้สาธิตช่องโหว่นี้ด้วย Proof-of-Concept ที่มุ่งเป้าไปยัง /api/v2.0/system/status.

Exchange servers กว่า 29,000 ระบบที่ยังไม่ได้อัปเดต เสี่ยงต่อการถูกโจมตีจากช่องโหว่

พบ Exchange servers กว่า 29,000 เครื่องที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต ยังไม่ได้รับการแก้ไขช่องโหว่ในระดับความรุนแรงสูง ซึ่งทำให้ Hacker สามารถโจมตีต่อไปยัง Microsoft Cloud Environments ซึ่งอาจนำไปสู่การควบคุม domain ได้อย่างสมบูรณ์ (more…)

สหรัฐฯ ยึดคริปโต 1 ล้านดอลลาร์จากกลุ่มแรนซัมแวร์ BlackSuit หลังแกะรอยได้จากการทำธุรกรรมออนไลน์

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ (DoJ) ได้ยึดเงินดิจิทัล และทรัพย์สินดิจิทัลจากกลุ่มแรนซัมแวร์ BlackSuit เป็นมูลค่า 1,091,453 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2024 (more…)

NCSC ของเนเธอร์แลนด์ยืนยันว่าช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical ของ Citrix NetScaler CVE-2025-6543 กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีอย่างกว้างขวาง

ศูนย์ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติของเนเธอร์แลนด์ (NCSC-NL) ได้ออกคำเตือนเกี่ยวกับการโจมตีทางไซเบอร์ที่กำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ระดับ Critical ที่เพิ่งถูกเปิดเผยไม่นานนี้ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ Citrix NetScaler ADC และกำลังถูกใช้เพื่อโจมตีองค์กรต่าง ๆ ในประเทศ (more…)

แฮ็กเกอร์ใช้ช่องโหว่จาก Webcams บน Linux เป็นเครื่องมือในการโจมตี เพื่อแทรกคำสั่งผ่านคีย์บอร์ด และเปิดการโจมตี

มีการค้นพบช่องโหว่ระดับ Critical ที่สามารถเปลี่ยน webcams ทั่วไปที่ทำงานบนระบบ Linux ให้กลายเป็นเครื่องมือในการโจมตีแบบ BadUSB ทำให้แฮ็กเกอร์จากภายนอก สามารถแทรกคำสั่งที่เป็นอันตรายผ่านคีย์บอร์ด และเข้าควบคุมระบบเป้าหมายได้โดยไม่ถูกตรวจจับ

(more…)

มัลแวร์ ClickFix โจมตีผู้ใช้ macOS เพื่อขโมยข้อมูล Login Credentials

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นักวิจัยด้านความปลอดภัยได้ตรวจพบแคมเปญ Phishing รูปแบบใหม่ที่มุ่งเป้าไปยังผู้ใช้ macOS โดยแฝงตัวมาในรูปแบบกระบวนการยืนยันตัวตนด้วย CAPTCHA

(more…)

มัลแวร์ SoupDealer สามารถ Bypass การตรวจจับของ Sandbox, AV และ EDR/XDR ทั้งหมดได้ในเหตุการณ์จริง

เมื่อช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2025 ทีมรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ในประเทศตุรกีได้ตรวจพบมัลแวร์ประเภท loader ตัวใหม่ที่พัฒนาด้วยภาษา Java ซึ่งมีความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับขั้นสูง โดยมันสามารถหลุดรอดจาก Public Sandbox, Antivirus และแม้แต่แพลตฟอร์ม EDR/XDR ในระดับองค์กรได้ทั้งหมด

(more…)

ไลบรารีปลอมสำหรับนักพัฒนา WhatsApp ถูกซ่อนโค้ดอันตรายที่สามารถลบข้อมูลได้อย่างถาวร

มีการค้นพบแพ็กเกจ NPM อันตราย 2 รายการที่ปลอมเป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนา WhatsApp โดยมีการแฝงโค้ดลบข้อมูลที่จะลบไฟล์ทั้งหมดบนคอมพิวเตอร์ของนักพัฒนา

จากการค้นพบของนักวิจัยจากบริษัท Socket ระบุว่า แพ็กเกจเหล่านี้ปลอมตัวเป็นไลบรารี socket ของ WhatsApp และถูกดาวน์โหลดไปแล้วมากกว่า 1,100 ครั้ง นับตั้งแต่ถูกเผยแพร่เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา

แม้ว่าทาง Socket จะได้ยื่นเรื่องขอให้นำแพ็คเกจออก และแจ้งเตือนไปยังผู้เผยแพร่ที่ชื่อ nayflore แล้ว แต่ปัจจุบันทั้งแพ็คเกจ และบัญชีผู้เผยแพร่ก็ยังคงอยู่ในระบบ

แพ็คเกจอันตรายทั้ง 2 รายการนี้มีชื่อว่า naya-flore และ nvlore-hsc อย่างไรก็ตาม บัญชีผู้เผยแพร่รายเดียวกันนี้ยังได้ส่งแพ็คเกจอื่น ๆ เข้ามาใน NPM อีกหลายตัว เช่น nouku-search, very-nay, naya-clone, node-smsk และ @veryflore/disc

แม้ว่าแพ็คเกจเพิ่มเติมอีก 5 รายการนี้จะยังไม่มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายในปัจจุบัน แต่ก็ขอแนะนำให้ใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากอาจมีการอัปเดตที่แฝงโค้ดอันตรายเข้ามาได้ทุกเมื่อ

แพ็คเกจทั้งหมดนี้ทำขึ้นเพื่อลอกเลียนแบบไลบรารีสำหรับนักพัฒนา WhatsApp ของจริง ซึ่งใช้ในการสร้างบอท และเครื่องมืออัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับ WhatsApp Business API

Socket ระบุว่า ไลบรารีเหล่านี้กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงหลัง เนื่องจากมีธุรกิจจำนวนมากขึ้นที่หันมาใช้ Cloud API ของ WhatsApp เพื่อสื่อสารกับลูกค้า

โค้ดลบข้อมูล

ทั้งแพ็คเกจ naya-flore และ nvlore-hs มีฟังก์ชันที่ชื่อว่า 'requestPairingCode' ซึ่งปกติควรจะทำหน้าที่จัดการการ pairing ของ WhatsApp แต่กลับไปดึงไฟล์ JSON ที่ถูกเข้ารหัสแบบ Base64 มาจาก GitHub แทน

ภายในไฟล์ JSON ดังกล่าวมีรายชื่อหมายเลขโทรศัพท์ของอินโดนีเซียที่ทำหน้าที่เป็น "kill switch" เพื่อยกเว้นไม่ให้ผู้ที่ใช้หมายเลขเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากฟังก์ชั่นอันตราย

สำหรับเหยื่อรายอื่น (ที่เป็นเป้าหมายจริง) โค้ดจะรันคำสั่ง rm -rf * ซึ่งจะไล่ลบไฟล์ทั้งหมดในไดเรกทอรีปัจจุบัน ส่งผลให้โค้ดในระบบของนักพัฒนาถูกลบหายไปอย่างสิ้นเชิง

Socket ยังค้นพบฟังก์ชันสำหรับขโมยข้อมูลที่ชื่อว่า 'generateCreeds' ที่ยังไม่ถูกเปิดใช้งาน โดยมันสามารถขโมยข้อมูลของเหยื่อได้ เช่น หมายเลขโทรศัพท์, ID อุปกรณ์, สถานะ และ hardcoded key อย่างไรก็ตาม ฟังก์ชันนี้มีอยู่ในทั้ง 2 แพ็คเกจแต่ถูกปิดการทำงานเอาไว้ด้วยการใส่คอมเมนต์

Go ecosystem ก็ถูกโจมตีด้วยเช่นกัน

ในข่าวที่เกี่ยวเนื่องกัน Socket ยังได้ค้นพบแพ็คเกจ Go ที่เป็นอันตรายอีก 11 รายการ ที่ใช้เทคนิคการซ่อนโค้ดแบบ string-array เพื่อแอบเรียกใช้ payload จากระยะไกลแบบเงียบ ๆ ในขณะที่โปรแกรมกำลังทำงานอยู่

แพ็กเกจเหล่านี้จะสร้าง shell process ขึ้นมา จากนั้นไปดาวน์โหลดสคริปต์ หรือไฟล์ executable ขั้นที่สองมาจากโดเมน .icu หรือ .tech แล้วรันในหน่วยความจำ โดยมุ่งเป้าโจมตีทั้ง Linux CI servers และ Windows workstations

แพ็คเกจส่วนใหญ่ใช้วิธี "typosquatting" ที่อาศัยความผิดพลาดในการพิมพ์ หรือความสับสนของนักพัฒนาเพื่อหลอกให้ดาวน์โหลดมาใช้งาน

รายชื่อแพ็คเกจที่เป็นอันตราย และตำแหน่งที่พบมีดังต่อไปนี้ :

github.

ช่องโหว่ Zero-Day ของ WinRAR ถูกใช้ในการติดตั้งมัลแวร์ขณะแตกไฟล์ archive

ช่องโหว่ WinRAR (CVE-2025-8088) ที่เพิ่งถูกแก้ไข ถูกใช้ในปฏิบัติการฟิชชิงแบบ Zero-Day เพื่อติดตั้งมัลแวร์ RomCom

ช่องโหว่ Directory Traversal นี้ ได้รับการแก้ไขไปแล้วใน WinRAR เวอร์ชัน 7.13 ซึ่งก่อนหน้านี้สามารถทำให้ให้ไฟล์ archive ที่ถูกสร้างขึ้นเป็นพิเศษ สามารถแตกไฟล์ไปยังตำแหน่งที่ผู้โจมตีกำหนดได้

จากประวัติการเปลี่ยนแปลงของ WinRAR 7.13 ระบุว่า WinRAR, RAR และ UnRAR เวอร์ชันก่อนหน้า รวมถึงซอร์สโค้ดของ Portable UnRAR และ UnRAR.dll บน Windows อาจถูกหลอกให้ใช้ Path ที่กำหนดไว้ในไฟล์ archive แทนที่จะเป็น Path ที่ผู้ใช้ระบุเองขณะทำการแตกไฟล์

อย่างไรก็ตาม เวอร์ชันของ RAR และ UnRAR บน Unix รวมถึงซอร์สโค้ดของ Portable UnRAR, ไลบรารี UnRAR และ RAR บนระบบปฏิบัติการ Android ไม่ได้รับผลกระทบจากช่องโหว่นี้

โดยอาศัยช่องโหว่นี้ ผู้โจมตีสามารถสร้างไฟล์ archive ที่เมื่อแตกไฟล์แล้ว จะวางไฟล์ executables ลงใน Path ที่ระบบจะรันโดยอัตโนมัติ เช่น โฟลเดอร์ Startup ของ Windows ได้แก่ :

%APPDATA%\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\Startup (Local to user)
%ProgramData%\Microsoft\Windows\Start Menu\Programs\StartUp (Machine-wide)

เมื่อผู้ใช้ล็อกอินเข้าสู่ระบบในครั้งถัดไป ไฟล์ปฏิบัติการดังกล่าวจะถูกรันโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีรันโค้ดจากระยะไกลได้

เนื่องจาก WinRAR ไม่มีฟีเจอร์อัปเดตอัตโนมัติ จึงขอแนะนำให้ผู้ใช้ทุกคนดาวน์โหลด และติดตั้งเวอร์ชันล่าสุดด้วยตนเองจากเว็บไซต์ win-rar.

Microsoft 365 apps จะเริ่มบล็อกการเข้าถึงไฟล์ผ่าน FPRPC โดยกำหนดเป็นค่า default ในเร็วๆนี้

Microsoft ได้ประกาศว่าแอป Microsoft 365 สำหรับ Windows จะเริ่มบล็อกการเข้าถึงไฟล์ผ่านโปรโตคอลการยืนยันตัวตนแบบเก่าที่ไม่ปลอดภัยอย่าง FPRPC (FrontPage Remote Procedure Call) เป็นค่า default ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้เป็นต้นไป

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีผลเฉพาะกับแอป Microsoft 365 สำหรับ Windows เท่านั้น และจะไม่มีผลกระทบต่อผู้ใช้งาน Microsoft Teams บนแพลตฟอร์ม Windows, Mac, เว็บ, iOS หรือ Android

Microsoft ระบุในข้อความประกาศใหม่บน Microsoft 365 Admin Center เมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “แอป Microsoft 365 จะบล็อกโปรโตคอลการเปิดไฟล์ที่ไม่ปลอดภัย เช่น FPRPC เป็นค่า default เริ่มตั้งแต่เวอร์ชัน 2508 เป็นต้นไป พร้อมเพิ่มการตั้งค่าใหม่ใน Trust Center เพื่อจัดการโปรโตคอลเหล่านี้”

“การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ช่วยเพิ่มความปลอดภัยโดยลดความเสี่ยงจากการใช้เทคโนโลยีที่ล้าสมัย เช่น FrontPage Remote Procedure Call (FPRPC), FTP และ HTTP”

เริ่มตั้งแต่เวอร์ชัน 2508 ของแอป Microsoft 365 เป็นต้นไป การเปิดไฟล์โดยใช้โปรโตคอล FPRPC แบบเก่าจะถูกบล็อกเป็นค่า default และจะเปลี่ยนไปใช้โปรโตคอล fallback ที่มีความปลอดภัยมากกว่าแทน การเปลี่ยนแปลงนี้จะเริ่มทยอยเปิดให้ใช้งานโดยทั่วไปในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2025 นี้ และคาดว่าจะมีผลกับผู้เช่าทั้งหมดภายในปลายเดือนกันยายนนี้

การตั้งค่าใหม่ใน Trust Center จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถเปิดใช้งาน FPRPC ได้อีกครั้ง เว้นแต่จะถูกควบคุมโดย Group Policy หรือ Cloud Policy Service (CPS) นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถปิดการใช้งานการเปิดไฟล์ผ่าน FTP และ HTTP ได้ แม้ว่าจะยังถูกอนุญาตให้ใช้ได้โดยค่า default

ผู้ดูแลระบบสามารถจัดการการตั้งค่าโปรโตคอลการยืนยันตัวตนได้ผ่านบริการ Cloud Policy Service (CPS) ภายใต้การตั้งค่าของ Microsoft 365 Apps หากโปรโตคอลถูกปิดการใช้งานผ่าน CPS ผู้ใช้จะไม่สามารถเปิดใช้งานได้อีกจาก Trust Center

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประกาศเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า Microsoft จะเริ่มอัปเดตการตั้งค่าความปลอดภัยเริ่มต้นสำหรับ Microsoft 365 tenants ทั้งหมด เพื่อบล็อกการเข้าถึงไฟล์ผ่านโปรโตคอลการยืนยันตัวตนแบบเก่า เช่น RPS (Relying Party Suite) และ FPRPC (FrontPage Remote Procedure Call) และเพื่อป้องกันผู้ใช้จากการโจมตีแบบ brute-force และ phishing ที่อาศัยช่องโหว่จากวิธีการยืนยันตัวตนที่ล้าสมัยนี้

ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา Microsoft ยังได้เริ่มปิดการใช้งาน ActiveX controls ทั้งหมดในแอป Microsoft 365 และ Office 2024 เวอร์ชันสำหรับ Windows และยังได้เปิดเผยว่าในเดือนกรกฎาคมจะเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ใน Teams ที่ออกแบบมาเพื่อบล็อกการจับภาพหน้าจอระหว่างการประชุมอีกด้วย

และเมื่อไม่นานมานี้ Microsoft ยังได้ประกาศว่าจะเพิ่มไฟล์ประเภท .library-ms และ .search-ms เข้าไปในรายการไฟล์แนบที่ถูกบล็อกใน Outlook โดยเริ่มมีผลตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

 

ที่มา : bleepingcomputer.