Watch out! Malware Analysis Sandboxes could expose sensitive data of your organization

นักวิจัยพบองค์กรทำข้อมูลหลุดผ่าน Sandbox ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์มัลแวร์
ผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทข่าวกรองภัยคุกคาม Cyjax ได้วิเคราะห์ไฟล์ที่อัปโหลดโดยองค์กรขึ้นไปบน Sandbox ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์มัลแวร์แล้วพบว่าองค์กรได้อัปโหลดเอกสารที่มีข้อมูลสำคัญขึ้นไป นักวิจัยวิเคราะห์เฉพาะเอกสาร PDF และไฟล์อีเมล (.msg และ. eml) ที่อัปโหลดไปยัง Sandbox ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์มัลแวร์ที่ไม่เปิดเผยชื่อสามเจ้าเป็นเวลาสามวัน โดย Sandbox ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์มัลแวร์ทั้งสามเจ้าที่นำมาวิเคราะห์นี้เปิด public feed ให้ผู้ใช้งานสามารถดูและดาวน์โหลดตัวอย่างไฟล์ที่ผู้ใช้งานคนอื่นอัปโหลดขึ้นไปได้
จากการคัดแยกเอกสาร PDF และไฟล์อีเมล (.msg และ. eml) ที่ถูกอัปโหลดขึ้นไป พบไฟล์ที่ไม่มีอันตราย 200 ไฟล์ซึ่งเป็นใบแจ้งหนี้และคำสั่งซื้อ ในกรณีนี้ผู้เชี่ยวชาญพบว่าบริษัทที่ให้บริการเครื่องมือในการใช้งานที่ได้รับความนิยมสำหรับผู้ดูแลระบบวินโดว์เคยส่งใบคำสั่งซื้อลงใน Sandbox ซึ่งบริษัทไม่สนใจว่าไฟล์เหล่านี้ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะผ่าน feed ของ Sandbox
จากการตรวจสอบใบแจ้งหนี้ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าใครกำลังใช้ซอฟต์แวร์รวมถึงรายละเอียดการติดต่อของผู้รับผิดชอบในการจัดซื้อในแต่ละองค์กร : นี่เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ไม่หวังดีที่ต้องการทำ spear phishing หรือทำการโจมตีด้วย Business Email Compromise (BEC)
นักวิจัยสรุปว่าปริมาณของเอกสารสำคัญที่รวบรวมได้ในเวลาเพียงสามวันก็เพียงพอที่จะทำให้หลายๆ องค์กรขาดความมั่นคง ในหนึ่งเดือนผู้ไม่หวังดีจะมีข้อมูลเพียงพอที่จะกำหนดเป้าหมายหลายอุตสาหกรรมและขโมยข้อมูลประจำตัวของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อหลายราย
โดยนักวิจัยแนะนำว่าองค์กรควรทำความเข้าใจการทำงานของ Sandbox ที่ใช้สำหรับการวิเคราะห์มัลแวร์ว่าจะมีการแชร์ไฟล์ที่ถูกอัปโหลดให้ผู้ใช้งานคนอื่นสามารถดูและดาวน์โหลดตัวอย่างไฟล์ได้ จึงไม่ควรอัปโหลดไฟล์ที่มีข้อมูลสำคัญ

ที่มา:securityaffairs

Backdoor code found in 11 Ruby libraries

พบ backdoor ใน Ruby library
ทีมงาน RubyGems ทำการลบโค้ดอันตราย 18 เวอร์ชันบน Ruby library 11 ตัวซึ่งถูกดาวน์โหลดไปแล้วกว่า 3,584 ครั้งตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยพบว่ามีการแทรก backdoor mechanism และมีความพยายามจะแทรกโค้ด cryptocurrency mining ลงไปในโปรเจกต์ของคนอื่น
โค้ดอันตรายเหล่านี้ถูกพบครั้งแรกใน Ruby library ชื่อ rest-client จากการวิเคราะห์โดย Jan Dintel นักพัฒนา Ruby ชาวดัตช์ พบโค้ดอันตรายใน rest-client ซึ่งจะเก็บ URL, Cookie file รวมถึงตัวแปรอื่นๆ ของระบบ แล้วส่งไปยัง Remote server ในยูเครน ภายหลังการสืบสวนโดยทีมงาน RubyGems พบว่าโค้ดนี้ถูกใช้เพื่อแทรก Cryptocurrency mining code ลงไป โดยพวกเขาพบโค้ดที่ลักษณะคล้ายกันเพิ่มอีก 10 โปรเจกต์
โดย library ทั้ง 11 ตัวที่มีการแทรกโค้ดได้แก่
rest-client: 1.6.10 (ดาวน์โหลด 176 ครั้ง ตั้งแต่ สิงหาคม 13, 2019), 1.6.11 (ดาวน์โหลด 2 ครั้ง ตั้งแต่ สิงหาคม 14, 2019), 1.6.12 (ดาวน์โหลด 3 ครั้ง ตั้งแต่ สิงหาคม 14, 2019), และ 1.6.13 (ดาวน์โหลด 1,061 ครั้ง ตั้งแต่ สิงหาคม 14, 2019)
bitcoin_vanity: 4.3.3 (ดาวน์โหลด 8 ครั้ง ตั้งแต่ พฤษภาคม 12, 2019 )
lita_coin: 0.0.3 (ดาวน์โหลด 210 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 17, 2019)
coming-soon: 0.2.8 (ดาวน์โหลด 211 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 17, 2019)
omniauth_amazon: 1.0.1 (ดาวน์โหลด 193 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 26, 2019)
cron_parser: 0.1.4 (ดาวน์โหลด 2 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 8, 2019), 1.0.12 (ดาวน์โหลด 3 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 8, 2019), และ 1.0.13 (ดาวน์โหลด 248 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 8, 2019)
coin_base: 4.2.1 (ดาวน์โหลด 206 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 9, 2019) และ 4.2.2 (ดาวน์โหลด 218 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 16, 2019)
blockchain_wallet: 0.0.6 (ดาวน์โหลด 201 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 10, 2019) และ 0.0.7 (ดาวน์โหลด 222 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 16, 2019)
awesome-bot: 1.18.0 (ดาวน์โหลด 232 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 15, 2019)
doge-coin: 1.0.2 (ดาวน์โหลด 213 ครั้ง ตั้งแต่ กรกฎาคม 17, 2019)
capistrano-colors: 0.5.5 (ดาวน์โหลด 175 ครั้ง ตั้งแต่ สิงหาคม 1, 2019)
library ทั้งหมด ยกเว้น rest-client ถูกสร้างโดยการโคลน library แล้วไปเพิ่มโค้ดอันตรายและอัปโหลดขึ้นไปใหม่ด้วยชื่อใหม่โดยไม่มีใครจับได้เป็นเวลามากกว่าหนึ่งเดือน แต่เมื่อผู้โจมตีหันไปโจมตี rest-client ที่มีผู้ใช้งานจำนวนมากจึงทำให้ถูกจับได้
สำหรับข้อแนะนำโปรเจกต์ที่พึ่งพา library เหล่านี้ คือให้ลบออกไปหรืออัปเกรด/ดาวน์เกรดสู่ version ที่ปลอดภัยกว่า

ที่มา: zdnet

Apple Accidentally Unpatches Vulnerability, Leading to New iOS 12.4 Jailbreak

Apple พลาดยกเลิกการแก้ช่องโหว่ที่เคยแก้ไปแล้วใน iOS 12.3 ทำให้ jailbreak ได้บน iOS 12.4
Apple พลาดยกเลิกการแก้ช่องโหว่ที่เคยแก้ไปแล้วใน iOS 12.3 ทำให้ jailbreak ได้บน iOS 12.4 รายงานโดย Motherboard
แฮกเกอร์พบช่องโหว่ในสุดสัปดาห์ที่แล้ว และ Pwn20wnd ได้ปล่อยฟรีโค้ด jailbreak ที่ใช้งานบนอุปกรณ์ iOS เวอร์ชันล่าสุดหรือเวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า 12.3 สู่สาธารณะ
Jailbreak code ส่วนใหญ่จะเก็บไว้เป็นความลับเพื่อไม่ให้ Apple แก้ไขมัน นี่จึงเป็นครั้งแรกที่มันปล่อยออกสู่สาธารณะ
นักวิจัยบอกแก่ Motherboard ว่า อาจมีบางคนที่สร้าง spyware จากข้อผิดพลาดของ Apple โดยสร้างแอปที่สามารถหลบหลีก iOS sandbox ที่ป้องกันแอปจากการเข้าถึงข้อมูลของแอปอื่นหรือระบบ ซึ่งเมื่อหลบหลีก sandbox ได้ก็จะขโมยข้อมูลของผู้ใช้ได้
Stefan Esser นักวิจัยความปลอดภัยอีกคนกล่าวว่า ผู้ใช้ควรจะระวังแอปที่ดาวน์โหลดจาก App Store ในช่วงนี้ แอปดังกล่าวอาจมีโค้ด jailbreak แฝงอยู่
Apple ยังไม่ออกแถลงเกี่ยวกับความผิดพลาดในครั้งนี้ แต่คาดว่าจะแก้ปัญหาดังกล่าวเร็วๆ นี้

ที่มา macrumors

Backdoor found in Webmin, a popular web-based utility for managing Unix servers

พบ Backdoor ใน Webmin ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันสำหรับ system administrator ในการจัดการควบคุมระบบจากระยะไกลสำหรับเครื่องที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Unix (Linux, FreeBSD หรือ OpenBSD servers) ที่ได้รับความนิยม

Backdoor ดังกล่าวอนุญาตให้ผู้โจมตีทำการรันคำสั่งที่เป็นอันตรายได้ด้วยสิทธิ์ Root บนเครื่องที่ลง Webmin ซึ่งเมื่อยึดเครื่องที่ลง Webmin สำเร็จ ผู้โจมตีก็จะสามารถสั่งการไปยังเครื่องอื่นๆ ที่ใช้ Webmin จัดการได้อีกด้วย

แม้ว่า Webmin จะได้รับความนิยมก็ตาม แต่ backdoor ในโค้ดของ Webmin แฝงตัวอยู่ในซอร์สโค้ดของโปรเจคมานานกว่าหนึ่งปีก่อนที่นักวิจัยความปลอดภัยชาวตุรกี Özkan Mustafa Akkuş จะพบสิ่งที่เขาคิดว่าเป็นช่องโหว่บนซอร์สโค้ด Webmin ช่องโหว่นี้ยอมให้ Attackers ที่ไม่ได้ตรวจสอบสิทธิ์สามารถเรียกใช้โค้ดบนเซิฟเวอร์ที่รันแอป Webmin ได้ และนำเสนอในงาน DEF CON 27 ที่ผ่านมา

แต่จากการตรวจสอบเพิ่มเติม หนึ่งในนักพัฒนาระบบ Webmin บอกว่าช่องโหว่ไม่ได้เกิดจากการเขียนโค้ดที่ผิดพลาด แต่โค้ดอันตรายนี้ถูกแทรกมาระหว่างการ build โค้ดเป็น package

ซึ่ง Backdoor นี้พบเฉพาะใน Webmin ที่เผยแพร่บน SourceForge ไม่พบใน GitHub ซึ่งทีมงาน Webmin ไม่ได้ระบุว่าการแทรกโค้ดอันตรายเกิดจากการที่เครื่องของนักพัฒนาถูกแฮก หรือบัญชี SourceForge ถูกแฮกแล้วแฮกเกอร์อัปโหลด Webmin ที่เป็นอันตรายเข้าไปแทน

ตามการวิเคราะห์ทางเทคนิคเบื้องต้นของ Akkuş ช่องโหว่นี้อยู่บนฟีเจอร์ Password expiration สำหรับบัญชีบนเว็บที่ใช้ Webmin ซึ่งถ้าเปิดใช้ฟีเจอร์ Password expiration ผู้โจมตีสามารถส่ง HTTP request ที่มี "|" ตามด้วย shell command และรันคำสั่งที่เป็นอันตรายได้ด้วยสิทธิ Root

Webmin รุ่นที่ได้รับผลกระทบคือรุ่น 1.882 ถึง 1.921 ที่ถูกดาวน์โหลดจาก SourceForge

ข่าวดีคือใน Webmin ก่อนรุ่น 1.890 ไม่ได้เปิดฟีเจอร์ Password expiration เป็นค่าตั้งต้น แต่เพื่อความปลอดภัย ทีมงาน Webmin มีข้อแนะนำว่า

วิธีแรกเป็นแนะนำอย่างยิ่งว่าควรอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 1.930 ที่ลบโค้ดอันตรายออกไปแล้ว

อีกวิธีหนึ่งคือ ถ้ามีการทำงานบนเวอร์ชั่น 1.900 ถึง 1.920 ควรแก้ไข /etc/webmin/miniserv.

Adobe Patch Tuesday for August 2019 fixed 119 flaws in 8 products

Adobe ออกแพตช์ประจำเดือนสิงหาคม 2019

Adobe ออกแพตช์ประจำเดือนสิงหาคม 2019 (Patch Tuesday) แก้ไข 119 ช่องโหว่ในหลายๆ ผลิตภัณฑ์ ส่งผลกระทบไม่ว่าจะเป็น Effects, Character Animator, Premiere Pro, Prelude, Creative Cloud, Acrobat and Reader, Experience Manager และ Photoshop ช่องโหว่ส่วนใหญ่ที่แก้ไขในเดือนนี้มีผลกระทบกับ Acrobat และ Reader สำหรับระบบปฏิบัติการ Windows และ macOS โดยสามารถอ่านรายละเอียดเกี่ยวกับช่องโหว่ทั้งหมดได้จากประกาศของ Adobe https://blogs.

Over 20 Texas local governments hit in ‘coordinated ransomware attack’

ในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการพบว่าหน่วยงานราชการท้องถิ่นกว่า 23 หน่วยงานในรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาติดมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) เจ้าหน้าที่รัฐเท็กซัสอธิบายว่าการโจมตีทั้งหมดนี้เกี่ยวข้องกัน

การโจมตีเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาสหรัฐอเมริกา เมื่อหน่วยงานราชการท้องถิ่นในรัฐเท็กซัสได้รายงานถึงปัญหาการเข้าถึงข้อมูลของพวกเขาต่อ Texas Department of Information Resources (DIR) ซึ่งทำให้มากกว่าสิบองค์กรจากทั้งรัฐเทกซัสและหน่วยงานรัฐบาลกลางได้ร่วมมือกันในการที่จะกู้ระบบคืน ต่อมาเจ้าหน้าที่ DIR ได้กล่าวว่าพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าการโจมตีมาจากภัยคุกคามตัวเดียว

ซึ่งแหล่งข่าวระบุว่า Ransomware ที่กระจายผ่านเน็ตเวิร์คของ 23 รัฐท้องถิ่นในเทกซัสที่ทำให้ไฟล์ถูกเข้ารหัส และเพิ่ม .JSE ต่อท้าย ตระกูล Ransomware นี้ ไม่ได้มีชื่อของตัวมันเอง ซึ่งโดยทั่วไปจะเรียกว่า .jse ransomware โดยโปรแกรมป้องกันมัลแวร์บางตัวแจ้งว่ามัลแวร์ตัวนี้คือ Nemucod ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นโทรจันที่ติดร่วมกัน

.jse ransomware ถูกพบครั้งแรกช่วงสิงหาคม 2018 และมีรายงานล่าสุดในเดือนนี้ ซึ่งมัลแวร์ตัวนี้แตกต่างจากมัลแวร์ตัวอื่นๆ ตรงที่ไม่มีการแสดงข้อความเรียกค่าไถ่ ทำให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อสับสน

ที่มา : zdnet

New HTTP/2 Flaws Expose Unpatched Web Servers to DoS Attacks

พบช่องโหว่ใน HTTP/2 มีความเสี่ยงที่จะนำไปสู่การโจมตี denial-of-service (DoS) นักวิจัยจาก Netflix และ Google พบช่องโหว่ใน HTTP/2 ซึ่งนำไปสู่การโจมตี denial-of-service (DoS) ได้ โดยผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่เพื่อกินทรัพยากรของเครื่องเซิร์ฟเวอร์จนทำให้หยุดทำงานได้ ซึ่งช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้ง Amazon, Apache, Apple, Facebook, Microsoft, nginx, Node.

Microsoft Fixes Critical Windows 10 Wormable Remote Desktop Flaws

แจ้งเตือน 2 ช่องโหว่ใหม่ใน Remote Desktop Services (RDS) รันโค้ดที่เป็นอันตรายได้จากระยะไกล (RCE) คล้าย BlueKeep เอามาทำเวิร์มแพร่กระจายได้เหมือน WannaCry

ไมโครซอฟต์ออกแพตช์ตามรอบ Patch Tuesday ประจำเดือนสิงหาคม 2019 โดยสองช่องโหว่ที่ถูกแพตช์นั้นเป็นช่องโหว่ระดับวิกฤติในแพ็คเกจ Remote Desktop Services (RDS) รหัส CVE-2019-1181 (CVSSv3 8.8) และ CVE-2019-1182 (CVSSv3 8.8) ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งที่เป็นอันตรายกับระบบที่มีช่องโหว่ได้จากระยะไกล

ลักษณะพิเศษของช่องโหว่คือ Wormable หรือเป็นช่องโหว่ที่สามารถใช้เพื่อแพร่กระจายเวิร์มเช่นเดียวกับกรณีของ WannaCry ได้

ระบบปฏิบัติการที่ได้รับผลกระทบ
- Windows 10 ทั้ง 32 และ 64 บิต 1607, 1703, 1709, 1803, 1809 และ 1903
- WIndows 8.1 ทั้ง 32 และ 64 บิต
- Windows RT 8.1
- Windows 7 ทั้ง 32 และ 64 บิต SP1
- Windows Server 2008 R2, 2012, 2012 R2, 2016, 2019, 1803 และ 1903

ยังไม่พบ IPS signature ที่ช่วยป้องกันการโจมตีได้ในขณะนี้ ทางป้องกันที่ดีที่สุดในตอนนี้คือแพตช์

ที่มา: https://msrc-blog.

Louisiana governor declares state emergency after local ransomware outbreak

ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนาประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือมัลแวร์

เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม 2019 John Bel Edwards ผู้ว่าการรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกาได้ประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์จากมัลแวร์ หลังจากโรงเรียนรัฐบาลหลายแห่งในรัฐลุยเซียนาติดมัลแวร์จนระบบไอทีของโรงเรียนไม่สามารถใช้งานได้ โดยการประกาศภาวะฉุกเฉินในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อให้รัฐจัดสรรหน่วยงานมาช่วยรับมือเหตุการณ์ดังกล่าว เช่น ตำรวจ National Guard ผู้เชี่ยวชาญด้านไซเบอร์ เป็นต้น โดยประกาศดังกล่าวจะมีผลจนถึง 21 สิงหาคม 2019

ในปัจจุบันยังไม่มีการประกาศจากทางการว่ามัลแวร์ดังกล่าวเป็นมัลแวร์ชนิดใด แต่ Eddie Jones ผู้อำนวยการโรงเรียน Florien ที่ได้รับผลกระทบให้สัมภาษณ์ว่าพบมัลแวร์เรียกค่าไถ่ในระบบของโรงเรียน

นี่เป็นครั้งที่สองที่รัฐในสหรัฐอเมริกามีการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นที่รัฐโคโลราโดในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2018 เนื่องจากเกิดติดเชื้อมัลแวร์เรียกค่าไถ่ SamSam จนทำให้กรมขนส่งทางบกของรัฐโคโลราโดไม่สามารถปฏิบัติงานได้ จึงต้องมีการประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่อจัดการจราจร

ที่มา:
1. zdnet
2. louisiana
3. wafb