Alibaba-owned Lazada suffers data hack of 1.1 million accounts

Lazada ถูกแฮก ข้อมูลได้รับผลกระทบจำนวน 1.1 ล้านรายการ

Lazada ออกมาเปิดเผยทางอีเมลเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่ามีการตรวจพบการโจมตีระบบซึ่งส่งผลให้ข้อมูลส่วนบุคคลรวมไปถึงที่อยู่ รหัสผ่านของบัญชีในรูปแบบที่ได้รับการปกป้องและบางส่วนของหมายเลขบัตรเครดิตจำนวน 1.1 ล้านรายการได้รับผลกระทบ

ข้อมูลในอีเมลจาก Lazada ยังระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้รับผลกระทบถูกนำออกไปจากฐานข้อมูลของฝั่งบริการ RedMart ซึ่งเป็นบริการร้านขายของชำออนไลน์ของทาง Lazada และยังเป็นข้อมูลเก่าที่มีอายุเกิน 18 เดือน หลังจากที่มีการตรวจพบความพยายามในการเข้าถึงในลักษณะที่ผิดปกตินั้น Lazada มีการปิดการเข้าถึงฐานข้อมูลเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะมีต่อข้อมูลปัจจุบันทันที

ยังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบกระจายอยู่ในประเทศไหนบ้าง ไอ-ซีเคียวจะรายงานหากมีข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา: reuters

wongnai.com แจ้งข้อมูลรั่วไหล ผู้ใช้ควรเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน

บริการ wongnai.com ส่งอีเมลแจ้งผู้ใช้งานเมื่อเวลา 10 นาฬิกาที่ผ่านมาโดยมีเนื้อหาแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้ดำเนินการเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน หลังจากมีการตรวจพบว่าทางระบบได้รับผลกระทบจากการถูกโจมตี และมีข้อมูลรั่วไหลออกไป

อ้างอิงจากอีเมล ข้อมูลซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีนั้นได้แก่ อีเมล, รหัสผ่าน (ที่ถูกเข้ารหัสอีกชั้นแล้ว), ชื่อจริง, ชื่อบัญชี Facebook และ Twitter, วันเกิด, หมายเลขโทรศัพท์, รหัสไปรษณีย์ โดยไม่มีข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลทางการเงินถูกเข้าถึง

ในขณะนี้ยังไม่มีการระบุถึงจำนวนของบัญชีที่ได้รับผลกระทบ และวิธีการที่แฮกเกอร์โจมตีเข้ามา ทางที่ดีที่สุดขอให้ผู้ใช้งานทุกคนทำการเปลี่ยนรหัสผ่านโดยด่วน และติดตามสถานการณ์เพิ่มเติมได้ที่ : wongnai-security-incident

ที่มา: อีเมลแจ้งเตือนจาก wongnai.

Hacker is selling 34 million user records stolen from 17 companies

อัปเดตกรณีการรั่วไหลข้อมูลจาก wongnai.com เกี่ยวข้องกับ RedMart Lazada กระทบบริการ Eatigo ด้วย

จากข่าวเกี่ยวกับ Wongnai security incident ที่ไอ-ซีเคียวมีการรายงานไปก่อนหน้า (https://www.

Lazada ประเทศไทยออกคำชี้แจงกรณีการรั่วไหลของข้อมูลจาก RedMart ยืนยันข้อมูลลูกค้ามีความปลอดภัย

จากกรณีการรั่วไหลข้อมูลจากบริการ RedMart ของ Lazada (https://www.facebook.com/isecure.mssp/posts/3805032372840819) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจมตีและการรั่วไหลของข้อมูลจากบริการ wongnai.

Microsoft ออกเตือนถึงการพบการโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยใช้ช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472) ผู้ดูแลระบบควรรีบทำการเเพตซ์โดยด่วน

Microsoft ระบุว่าได้รับรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Zerologon (CVE-2020-1472) ซึ่งมีคะแนน CVSSv3 แบบ Base Score อยู่ที่ 10 เต็ม 10 และมีความรุนแรงระดับวิกฤติ ซึ่ง Microsoft ได้ออกเเพตซ์อัปเดตความปลอดภัยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม 2020 ที่ผ่านมา

ช่องโหว่ CVE 2020-1472 (Zerologon) เป็นช่องโหว่การเข้ารหัสใน Microsoft Windows Netlogon Remote Protocol (MS-NRPC หรือ NRPC) ซึ่งช่องโหว่ที่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิ์และสามารถปลอมเป็นเครื่องใดๆ ในโดเมนรวมถึงภายในโดเมนคอนโทรลเลอร์และจะสามารถส่งคำขอเพื่อเปลี่ยนรหัสผ่านของโดเมนคอนโทรลเลอร์ได้ ซึ่งการทำงานในลักษณะนี้จึงทำให้ช่องโหว่สามารถนำไปสู่การยึดครองเครื่องโดเมนคอนโทรลเลอร์หรือทำ DCSync เพื่อ Dump Password Hash ออกมาได้

Microsoft ได้ออกคำเเนะนำให้ผู้ดูแลระบบทำการอัปเดตเเพตซ์ตามคำเเนะนำ KB4557222 อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันผู้ประสงค์ร้ายใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทำการโจมตีระบบ

ที่มา:

bleepingcomputer.

สัปดาห์แห่งการโจมตีโรงพยาบาล มัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ryuk โจมตีโรงพยาบาลเพิ่มอีก 2 รายในสหรัฐฯ

กลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ Ryuk ขยายปริมาณเหยื่อในกลุ่มโรงพยาบาลโดยการประกาศการโจมตีโรงพยาบาล Wyckoff Heights Medical Center ในบรูคลินและ University of Vermont Health Network นับเป็นเหยื่อรายที่ 8 และ 9 ในช่วงเดือนที่ผ่านมาของกลุ่มโรงพยาบาลซึ่งได้รับผลกระทบจากการโจมตีของกลุ่ม Ryuk

อ้างอิงข้อมูลจาก Charles Carmakal ซึ่งดำรงตำแหน่ง CTO ของ Mandiant ทาง Mandiant ระบุว่าพบข่าวกรองซึ่งทำให้สามารถเชื่อได้ว่ากลุ่มแฮกเกอร์ซึ่งมีถิ่นอาศัยอยู่ในโซนยุโรปตะวันออกชื่อ UNC1878 เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีในครั้งนี้ ทาง FireEye และ Mandiant ยังได้มีการเผยแพร่ TTP บางส่วนบนบล็อคของทางองค์กรด้วย (https://www.

เว็บ Phishing ใช้เทคนิคกลับสีรูปภาพและใช้ CSS เปลี่ยนสีเป็นสีเดิมเพื่อหลบการตรวจจับ

บริษัทด้านความปลอดภัย WMC Global เปิดเผยการค้นพบเทคนิคใหม่ซึ่งเว็บไซต์ Phishing จะมีการใช้เพื่อหลบเลี่ยงการถูกตรวจจับในลักษณะของการสแกนหน้าตาและอ็อบเจกต์บนเว็บไซต์ปลอม โดยอาศัยการเปลี่ยนสีรูปภาพให้กลายเป็นสีตรงข้าม (invert color) หลังจากนั้นใช้ CSS เปลี่ยนกลับเมื่อผู้ใช้งานเข้าถึงหน้าเว็บเพจ

หนึ่งในวิธีการระบุหา Phishing ในปัจจุบันนั้นคือการเปรียบเทียบออบเจ็กต์ อาทิ รูปภาพหรือวีดิโอ เพื่อระบุหาความคล้ายคลึงโดยบางครั้งอาจทำโดยการเปรียบเทียบค่าแฮชของรูปภาพที่แสดงบนเว็บไซต์ และเชื่อมโยงไปหาฐานข้อมูลเว็บไซต์ของจริงว่าตรงกับผู้ให้บริการหรือเซอร์วิสไหนบ้าง วิธีการเปลี่ยนสีรูปภาพให้เป็นสีตรงข้ามจะทำให้ค่าแฮชของรูปภาพเปลี่ยนแปลงและทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงด้วยวิธีการนี้ได้

WMC Global รายงานว่าพบการใช้เทคนิคดังกล่าวแล้วกับหน้าเข้าสู่ระบบของบริการ Microsoft ขอให้ผู้ใช้เพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบความผิดปกติของเว็บไซต์อยู่เสมอเพื่อลดความเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อในการหลอกลวง

ที่มา: bleepingcomputer.

กลุ่ม REvil ransomware อ้างว่าจำนวนเงินค่าไถ่ในหนึ่งปีที่ผ่านมามีมูลค่ามากกว่า 100 ล้านดอลลาร์

กลุ่ม REvil ransomware ได้อ้างว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาทางกลุ่มได้ทำเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นเงินจากการเรียกค่าไถ่กับบริษัทที่มีธุรกิจขนาดใหญ่ทั่วโลกและจากภาคส่วนต่างๆ

อ้างอิงจากตัวเเทนของกลุ่ม REvil ที่ใช้นามเเฝงว่า “UNKN” และ “Unknown” ซึ่งได้กล่าวว่าเป้าหมายหลักของ REVil คือการโจมตีบริษัทที่มีธุรกิจขนาดใหญ่เช่น Travelex, Grubman Shire Meiselas & Sacks (GSMLaw) และ GEDIA Automotive Group โดยในการโจมตีบริษัทดังกล่าวพวกเขาได้ใช้เทคนิคการโจมตีแบบ Brute-force กับโพรโทคอล Remote Desktop Protocol (RDP) รวมถึงใช้ช่องโหว่ใหม่ๆ ได้เเก่ CVE-2020-0609 และ CVE-2020-0610 และช่องโหว่ใน Pulse Secure VPN ในการโจมตี

กลุ่ม REvil ทำกำไรจากเหยื่อที่จ่ายค่าไถ่เพื่อปลดล็อกไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสและข่มขู่ว่าจะปล่อยข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนของบริษัทที่ถูกโจมตีหรือขายข้อมูลให้กับผู้ที่สนใจ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจมีทำให้เกิดการสูญเสียความข้อได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของบริษัทและองค์กร ซึ่งวิธีนี้ทำให้กลุ่ม REvil สามารถทำเงินได้อย่างมากมายจากการไม่เผยแพร่ข้อมูลที่ถูกขโมยไปจากบริษัทที่ถูกบุกรุก

ปัจจุบันกลุ่ม REvil ใช้การดำเนินการ ransomware-as-a-service (RaaS) หรือบริการให้เช่าแรนซัมเเวร์ โดยกลุ่มที่ทำการเช่าบริการจะได้เงินส่วนเเบ่งค่าไถ่จำนวน 70% ถึง 80 % กลุ่มที่ทำการเช่าบริการจะทำหน้าที่โจมตีเป้าหมายและกลุ่ม REvil จะทำหน้าที่ในการเจรจาเรียกค่าไถ่, การพัฒนาซอฟต์แวร์, การอัปเดตการรับการชำระเงินและการส่งมอบตัวถอดรหัส ซึ่งด้วยวิธีการนี้ก็ทำให้กลุ่ม REvil สามารถทำเงินจากการเรียกค่าไถ่ได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้กลุ่ม REvil ยังได้คิดจะใช้กลยุทธ์อื่นๆ ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียกรับเงินค่าไถ่ ซึ่งก็คือการโจมตีเหยื่อด้วยการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (distributed denial-of-service - DDoS) เพื่อบังคับให้เหยื่อทำการเจรจาการจ่ายเงินค่าไถ่

ที่มา:

bleepingcomputer.

นักวิจัยด้านความปลอดภัยค้นพบช่องโหว่ในอุปกรณ์ของ Hörmann ที่จะทำให้สามารถสั่งเปิดปิดประตูได้จากระยะไกล

นักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์จากบริษัท SEC Consult ในประเทศออสเตรียได้เปิดเผยถึงการค้นพบและใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในอุปกรณ์ของบริษัท Hörmann ซึ่งเป็นบริษัทในเยอรมนีที่มีความเชี่ยวชาญด้านประตูบ้านอัตโนมัติและมีผลิตภัณฑ์จัดจำหน่ายใน 50 กว่าประเทศทั่วอเมริกาเหนือ, ยุโรปและเอเชีย

นักวิจัยจาก SEC Consult กล่าวว่าช่องโหว่ที่ถูกค้นพบนั้นมีจำนวน 15 รายการในอุปกรณ์เกตเวย์ที่ใช้ควบคุมการปิดเปิดประตูบ้านอัตโนมัติรวมถึงช่องโหว่ในแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ โดยช่องโหว่จะทำให้ผู้ประสงค์ร้ายสามารถเปิดและปิดประตูบ้านอัตโนมัติที่เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เกตเวย์ของ Hörmann ได้จากระยะไกลผ่านทางอินเทอร์เน็ต โดยไม่จำเป็นต้องมีการรับรองความถูกต้องและสามารถดำเนินการได้จากโทรศัพท์มือถือ ซึ่งนอกจากนี้ผู้ประสงค์ร้ายยังสามารถส่งข้อมูลสถานะเท็จไปยังเหยื่อได้ ตัวอย่างเช่นแจ้งเตือนผู้ใช้ผ่านทางแอปพลิเคชันว่าประตูกำลังเปิดอยู่ แต่ทั้งที่จริงๆ แล้วประตูถูกปิดอยู่เพื่อหลอกให้ผู้ใช้กลับไปตรวจสอบอีกครั้ง

นักวิจัยจาก SEC Consult กล่าวอีกว่าผู้ประสงค์ร้ายที่สามารถเชื่อมต่อกับ local network ได้จะสามารถทำให้ฮาร์ดแวร์การเปิดปิดประตูไม่ตอบสนองได้และในการกู้คืนระบบจำเป็นต้องรีเซ็ตที่อุปกรณ์ด้วยตนเอง แต่โดยทั่วไปอุปกรณ์ที่ทำการติดตั้งจะอยู่หลังประตู ซึ่งในกรณีที่มีการโจมตีเหยื่อจะไม่สามารถเปิดประตูได้
ทั้งนี้ผู้ประสงค์ร้ายยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่สั่งให้เซิร์ฟเวอร์ของ Hörmann ส่งชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านของอุปกรณ์ของเหยื่อไปยังผู้ประสงค์ร้ายแทนการเปิดประตูได้อีกด้วย

นักวิจัยจาก SEC Consult ได้รายงานปัญหาและช่องโหว่ให้กับบริษัท Hörmann ซึ่งบริษัทได้รับทราบปัญหาและได้ดำเนินการเพื่อแก้ไขช่องโหว่หลังจากได้รับแจ้งแล้ว

ที่มา: securityweek.

CISA ออกประกาศแจ้งเตือนกลุ่มแฮกเกอร์เกาหลีเหนือ Kimsuky พร้อมรายละเอียดพฤติกรรมและมัลแวร์

CISA ออกประกาศรหัส AA20-301A เมื่อวันที่ 27 ที่ผ่านมาโดยมีเนื้อหาสำคัญถึงการพูดถึงพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวของกลุ่มแฮกเกอร์สัญชาติเกาหลีเหนือ Kimsuky ซึ่งมีเป้าหมายการโจมตีอยู่ทั่วโลก

จากรายงานที่เผยแพร่ออกมา กลุ่ม Kimsuky เริ่มการเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2012 โดยถูกควบคุมและสั่งการจากรัฐบาลเกาหลีเพื่อการสืบหาข่าวกรอง เป้าหมายของการโจมตีโดยส่วนใหญ่เป็นบุคคลและองค์กรในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา พฤติกรรมของกลุ่มไม่มีความแตกต่างเท่าใดนักหากเทียบกับแฮกเกอร์กลุ่มอื่น โดย Kimsuky จะโจมตีเป้าหมายโดยวิธีการแบบ Social engineering และ Watering hole ก่อนจะเข้าถึงและเคลื่อนย้ายตัวเองในเครือข่ายของเป้าหมาย เมื่อถึงจุดหนึ่ง กลุ่ม Kimsuky จะรวบรวมข้อมูลและลักลอบส่งออกมาทั้งทางอีเมลหรือติดต่อไปยัง C&C

CISA มีการระบุถึงพฤติกรรมเชิงลึกของกลุ่มพร้อมกับ TTP และ IOC ข้อมูลเพื่อช่วยในลดความเสี่ยงที่จะถูกโจมตีเหล่านี้สามารถดูเพิ่มเติมได้จากแหล่งที่มา

ที่มา: us-cert.