KASEYA ได้รับตัวถอดรหัส ransomware แล้ว

เมื่อเกือบ 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา บริษัท KASEYA ได้ถูกโจมตีโดย REvil Ransomware ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบกับบริษัทต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก

โดยเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางบริษัท KASEYA ได้กล่าวว่าพวกเขาได้รับตัวถอดรหัสจากการโจมตีของ REvil Ransomware จากบุคคลที่ 3 ที่ยังไม่สามารถระบุตัวตนของบุคคลดังกล่าวได้ และจะทำการกู้คืนข้อมูลของลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีในครั้งนี้ให้กลับมาเป็นปกติ (more…)

พบช่องโหว่ใหม่ที่สามารถยกระดับสิทธิ์ user ทั่วไป เป็นสิทธิ admin บน windows 10 และ 11

เมื่อวันที 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้พบช่องโหว่ใหม่ของ Microsoft ที่มีชื่อเรียกว่า “SeriousSAM หรือ HiveNightmare”

CVE-2021-36934 Windows Elevation of Privilege Vulnerability มีระดับความรุนแรง CVSS Score: 7.8 เป็นช่องโหว่ในการยกระดับสิทธิ์ ที่เกิดจากรายการควบคุมการเข้าถึง ACL (Access Control Lists) ที่อนุญาตให้มีสิทธิ์เข้าถึงไฟล์ในระบบมากเกินไป และยังสามารถเข้าถึงฐานข้อมูล Security Accounts Manager (SAM) ซึ่งเป็นไฟล์สำหรับเก็บข้อมูล user และ password ของผู้ใช้อีกด้วย

หากผู้โจมตีสามารถเข้าถึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ในการยกระดับสิทธิเป็น SYSTEM ได้และจะสามารถติดตั้งโปรแกรม ดูการตั้งค่าต่าง ๆ ลบหรือแก้ไขข้อมูล รวมถึงการสร้างบัญชีใหม่ที่มีสิทธิ์ผู้ใช้แบบเต็มรูปแบบ

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Jonas Lykkegard ได้กล่าวว่า เขาค้นพบไฟล์ Registry Windows 10 และ 11 นั้น มีความเชื่อมโยงกับ Security Account Manager (SAM) และฐานข้อมูล Registry อื่น ๆ ทำให้สามารถเข้าถึงได้โดย Users ทั่วไป นอกจากนี้ผู้โจมตียังสามารถดึง NTLM (NT LAN Manager) Hash Password ของทุกบัญชีในอุปกรณ์และใช้ hash เหล่านี้ในการโจมตีแบบ pass-the-hash เพื่อยกระดับสิทธิ์ได้อีกด้วย และนักวิจัยยังได้กล่าวอีกว่า "เนื่องจากไฟล์ Registry เช่น SAM ถูกใช้โดยระบบ เมื่อลองพยายามเข้าถึงไฟล์ดังกล่าว จะได้รับการแจ้งเตือนว่ากำลังละเมิดการเข้าถึงไฟล์ เนื่องจากไฟล์ถูกเปิดและใช้งานจากโปรแกรมอื่น"

อย่างไรก็ตาม ผู้โจมตีจะสามารถเข้าถึงไฟล์ Registry รวมถึง SAM โดยผ่าน Windows shadow volume copies จะไม่มีการแจ้งเตือนการละเมิดในการเข้าถึงใด ๆ

วิธีการแก้ปัญหาเบื้องต้น
จำกัดการเข้าถึงของ %windir%\system32\config:

1. Open Command Prompt or Windows PowerShell as an administrator.

พบช่องโหว่ทีมีระดับความรุนแรงสูงในผลิตภัณฑ์ Steel-Belted Radius (SBR) Carrier Edition ของบริษัท Juniper ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution (RCE)) และการปฏิเสธการให้บริการ (Denial of Service (DoS)) ได้

Juniper ออกแพ็ตซ์ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ stack-based buffer-overflow (CVE-2021-0276) ใน Steel-Belted Radius (SBR) Carrier ที่ใช้โปรโตคอล EAP (Extensible Authentication Protocol) ส่งผลให้ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สาย และผู้ให้บริการแก้ไขปัญหาเครือข่าย (Fixed operator networks) มีความเสี่ยงต่อการถูกทำการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

Steel-Belted Radius (SBR) Carrier ถูกใช้โดยผู้ให้บริการโทรคมนาคมเพื่อจัดการ Policy สำหรับผู้ใช้งานในการเข้าถึงเครือข่ายโดยวิธีการ centralizing user authentication, จัดการการเข้าถึงที่เหมาะสม, จัดการตรวจสอบให้สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัย ซึ่งจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถจัดการระดับการบริการ กระจายรูปแบบรายได้ และจัดการทรัพยากรเครือข่ายได้เหมาะสม

ช่องโหว่ stack-based buffer-overflow (CVE-2021-0276) ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถใช้ประโยชน์จากการส่งแพ็กเก็ตที่ออกแบบมาเป็นพิเศษไปยังแพลตฟอร์มจนทำให้ RADIUS daemon ขัดข้อง และอาจส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution (RCE)) รวมถึงการปฏิเสธการให้บริการ (Denial-of-service (DoS)) เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานทำการการเชื่อมต่อเครือข่าย โดยช่องโหว่นี้มีระดับความรุนแรงสูง CVSS อยู่ที่ 9.8/10

อุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบกับ

SBR Carrier เวอร์ชัน 4.1 ก่อน 8.4.1R19;
SBR Carrier เวอร์ชัน 5.0 ก่อน 8.5.0R10;
SBR Carrier เวอร์ชัน 6.0 ก่อน 8.6.0R4.

นอกจากนี้ทาง Juniper ได้ทำการออกแพ็ตซ์ด้านความปลอดภัยสำหรับแก้ไขช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถโจมตี Denial-of-Service (DoS) สำหรับผลิตภัณฑ์ของ Juniper หลายรายการ รวมทั้งแพ็ตซ์ด้านความปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) (CVE-2021-0277) ซึ่งเป็นช่องโหว่ out-of-bounds read ส่งผลกระทบต่อ Junos OS (เวอร์ชัน 12.3, 15.1, 17.3, 17.4, 18.1, 18.2, 18.3, 18.4, 19.1, 19.2, 19.3, 19.4, 20.1, 20.2, 20.3 และ 20.4) เช่นเดียวกับ Junos OS Evolved (ทุกเวอร์ชัน) ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ Layer 2 Control Protocol Daemon (l2cpd) ประมวลผล LLDP frame ที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ

ที่มา: ehackingnews.

การดำเนินการของ Hackers ในอิหร่าน

นักวิเคราะห์ภัยคุกคามของ Facebook และผู้เชี่ยวชาญในการค้นหา และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ ได้ออกมาแจ้งเตือนเกี่ยวกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ในอิหร่าน โดยมีเป้าหมายหลักอยู่ที่สหรัฐอเมริกา กลุ่มนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Tortoiseshell ซึ่งก่อนหน้านี้มีรายงานว่ากลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศในตะวันออกกลางเป็นหลัก แต่จากการตรวจสอบพบว่าแฮ็กเกอร์กำลังมุ่งเป้าไปที่บุคลากรทางทหาร บริษัทในอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ และการบินอวกาศในสหรัฐอเมริกา ในระดับที่น้อยกว่าในสหราชอาณาจักรและยุโรป กลุ่มนี้ใช้วิธีการที่เป็นอันตรายหลายอย่างเพื่อระบุเป้าหมาย และติดตั้งมัลแวร์ในอุปกรณ์ของเป้าหมายในการจารกรรมข้อมูล

แฮ็กเกอร์ใช้บัญชีออนไลน์ปลอมเพื่อติดต่อเป้าหมาย สร้างความไว้วางใจ และหลอกล่อให้คลิกลิงก์ที่เป็นอันตราย บุคคลเหล่านี้มีโปรไฟล์ปลอมในแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหลายแห่งเพื่อให้ดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น จากการตรวจสอบพบว่ากลุ่มนี้ใช้เวลาอย่างมากในการติดต่อกับเหยื่อผ่านอินเทอร์เน็ต ในบางกรณีใช้เวลาหลายเดือน โดยมีการสร้างโดเมนที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อดึงดูดเป้าหมายเฉพาะในอุตสาหกรรมการบิน และอวกาศ และการป้องกันประเทศ พวกเขามีเว็บไซต์จัดหางานปลอมสำหรับบริษัทป้องกันประเทศบางแห่ง และปลอมแปลงไซต์ค้นหางานของกระทรวงแรงงานสหรัฐที่ถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงปลอมแปลงโดเมนของผู้ให้บริการอีเมลรายใหญ่และเลียนแบบบริการย่อ URL ที่อาจปกปิดปลายทางสุดท้ายของลิงก์เหล่านี้ โดเมนเหล่านี้ดูเหมือนจะถูกใช้เพื่อขโมยข้อมูลการเข้าสู่ระบบของบัญชีออนไลน์ของเหยื่อ (เช่น อีเมลของบริษัทและส่วนตัว ซอฟต์แวร์ที่สามารถใช้ทำงานร่วมกัน โซเชียลมีเดีย) รวมไปถึงใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน ระบบเครือข่ายที่ใช้ รวมไปถึงซอฟแวร์ที่มีการใช้งานของเหยื่ออีกด้วย

กลุ่มนี้ใช้มัลแวร์ที่สร้างเองซึ่งมีลักษณะเฉพาะสำหรับการใช้งาน ซึ่งรวมถึงโทรจันที่สามารถทำให้เข้าถึงระบบจากระยะไกลได้ เครื่องมือตรวจสอบอุปกรณ์ และเครือข่าย และเครื่องมือบันทึกการกดแป้นพิมพ์ ในบรรดาเครื่องมือเหล่านี้ พวกเขายังคงพัฒนา และปรับปรุงมัลแวร์สำหรับ Windows ที่รู้จักกันในชื่อ Syskit ซึ่งใช้มานานหลายปี พวกเขายังสร้างลิงก์ที่เป็นอันตรายบนสเปรดชีต Microsoft Excel ซึ่งทำให้มัลแวร์สามารถส่งคำสั่งต่างๆ ไปที่เครื่องของเหยื่อในลักษณะที่คล้ายกับเครื่องมือสแกนระบบ Liderc ที่ถูกพบโดยนักวิจัยที่ Cisco เครื่องมืออันตรายที่ถูกฝังอยู่ในเอกสาร Microsoft Excel สามารถส่งข้อมูลของระบบเป้าหมายไปยังสเปรดชีตที่สร้างขึ้น และหาวิธีการหลอกให้ผู้ใช้งานเซฟมัน และส่งคืนให้กับผู้โจมตี

นักวิเคราะห์พบว่ากลุ่มผู้โจมตีใช้มัลแวร์ชนิดที่แตกต่างกัน การตรวจสอบ และการวิเคราะห์มัลแวร์พบว่ามัลแวร์บางส่วนได้รับการพัฒนาโดย Mahak Rayan Afraz (MRA) ซึ่งเป็นบริษัทไอทีในกรุงเตหะรานที่มีความเชื่อมโยงกับ Islamic Revolutionary Guard Corps (IRGC) ผู้บริหาร MRA ในปัจจุบัน และในอดีตบางคนมีความเชื่อมโยงกับบริษัทต่างๆ ที่ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐฯ

คำแนะนำ

ระมัดระวังการใช้งานอีเมล และการติดต่อจากคนที่ไม่รู้จัก
เพิ่ม IOC ในอุปกรณ์ Security

ที่มา: about.

ช่องโหว่ Windows Print Nightmare ยังคงดำเนินต่อไปพร้อมกับ Driver Packages ที่เป็นอันตราย

ช่องโหว่ CVE-2021-34527 เป็นช่องโหว่ที่สามารถโจมตีแบบ Remote Code Execution RpcAddPrinterDriverEx() ซึ่งเกี่ยวกับการตั้งค่าไดรเวอร์ของ Printer หากผู้ไม่ประสงค์ดี สามารถเข้าถึงระบบได้จากช่องโหว่แล้ว จะสามารถเรียกใช้งาน System privileges ซึ่งสิทธิ์ System privileges นี้สามารถติดตั้งโปรแกรม ดู เปลี่ยนแปลง ลบข้อมูล หรือสร้างบัญชีใหม่พร้อมสิทธิ์ผู้ใช้เต็มรูปแบบได้ ซึ่งในช่วงเวลานั้นยังไม่มี Patch เป็นทางการปล่อยออกมา ส่งผลกระทบกับ Windows ตั้งแต่ Windows 7 SP1 ไปจนถึง Server 2019, ARM64 versions of Windows และ Windows RT 8.1 แต่เมื่อวันที่ 6 กรกฏาคมที่ผ่านมาทาง Microsoft ได้ออกแพตซ์ด่วน Out-of-band (OOB) ออกมาให้อัพเดท ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันพบว่าแพตช์ที่ทาง Microsoft ได้ออกมานั้นสามารถแก้ไขได้เพียง Remote Code Execution (RCE) เท่านั้นส่วนช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ยังคงมีอยู่

เมื่อไม่นานมานี้นักวิจัยด้านความปลอดภัย Benjamin Delpy ได้ค้นพบวิธีการละเมิดการติดตั้งแบบปกติของไดร์เวอร์ Printer ของ Windows เพื่อรับสิทธิ์ System privileges ผ่านไดรเวอร์ Printer โดยเทคนิคนี้สามารถใช้ได้แม้จะทำตามคำแนะนำการแก้ไขปัญหาจากทาง Microsoft เรื่องการจำกัดการติดตั้งไดรเวอร์ Printer สำหรับผู้ดูแลระบบ และการปิดใช้งาน Point and Print นอกจากนั้นผู้ไม่ประสงค์ดียังสามารถสร้าง Signing a driver ที่เป็นอันตราย และใช้สิทธิ์ System privileges บนระบบอื่นๆ ได้อีกด้วย

โดยวิธีการนั้นแตกต่างกันไปตามเทคนิคของแต่ละกลุ่ม เช่น วิธีการสร้าง Signing a Driver ที่เป็นอันตราย และยืนยันโดยใช้ใบรับรอง Authenticode หรือ "Rolls Royce" ในการ Signing a Driver ซึ่งก็คือการซื้อ หรือขโมยใบรับรอง EV แล้วส่งไปเพื่อทำการตรวจสอบกับ Microsoft WHQL เมื่อผู้ไม่ประสงค์ดีมี Signing a Driver ที่ยืนยันแล้ว สามารถติดตั้งไดรเวอร์บนอุปกรณ์เครือข่ายอื่นๆ ที่มีสิทธิ์เป็นผู้ดูแลระบบได้ หรือใช้การ "pivot" อุปกรณ์ เพื่อรับสิทธิ์เข้าใช้งานระบบบนอุปกรณ์อื่นที่ไม่มีสิทธิ์ได้ โดยการติดตั้งไดร์เวอร์ที่เป็นอันตราย ซึ่งเทคนิคนี้สามารถใช้เพื่อช่วยให้ผู้ไม่ประสงค์ดีแพร่กระจายภายในระบบเครือข่ายได้

ข้อเสนอแนะ

เพื่อป้องกันการโจมตีนี้สามารถปิดใช้งานตัวจัดคิวงานพิมพ์ (Print Spooler) หรือเปิดใช้งานนโยบาย Point and Print เพื่อจำกัดเซิร์ฟเวอร์ที่อุปกรณ์สามารถดาวน์โหลดไดรเวอร์ Printer ได้

อย่างไรก็ตามการเปิดใช้งาน Point and Print จะทำให้ช่องโหว่ของ PrintNightmare สามารถข้ามแพตช์ปัจจุบันจาก Microsoft ได้ เนื่องจาก Windows ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งไดรเวอร์เครื่องพิมพ์ได้ แม้แต่โปรแกรมที่อาจเป็นอันตรายโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ Windows ยังได้รับการออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ที่ไม่ใช่ผู้ดูแลระบบสามารถติดตั้งไดรเวอร์ที่ยืนยันแล้วบนอุปกรณ์ของตนได้เพื่อความสะดวกในการใช้งาน

ที่มา: bleepingcomputer

Microsoft ค้นพบช่องโหว่ Zero-Day ที่มีระดับความรุนแรงสูงของ SolarWinds ที่ยังสามารถใช้งานได้

Microsoft มีการค้นพบช่องโหว่ Zero-Day ที่มีระดับความรุนแรงสูงของ SolarWinds ที่ยังสามารถใช้งานได้อยู่ในปัจจุบันโดยเกิดจากข้อผิดพลาดที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้โค้ดที่เป็นอันตรายบน Product สำหรับการจัดการการถ่ายโอนไฟล์ (Managed File Transfer) ที่ชื่อว่า Serv-U ได้ โดย Microsoft ได้รายงานช่องโหว่ดังกล่าวไปยังบริษัท SolarWinds โดยตรงแล้ว โดยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (9 July 2021) SolarWinds ได้ออกมากล่าวถึงช่องโหว่ Zero-Day ใหม่นี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์โจมตี Supply Chain Attack ที่เกิดขึ้นในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และจากหลักฐานที่ทาง Microsoft ให้มา SolarWinds ยังไม่ได้มีการประเมินว่ามีลูกค้าจำนวนกี่รายที่อาจได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ตัวใหม่นี้

SolarWinds Serv-U Managed File Transfer, Serv-U Secure FTP และ Serv-U Gateway ที่เป็นส่วนขยายของผลิตภัณฑ์ทั้งสองได้รับผลกระทบจากช่องโหว่ใหม่นี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถเรียกใช้งานโค้ดอันตรายจากระยะไกลบนระบบที่มีช่องโหว่ได้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถยกระดับสิทธิและเข้าถึงเครื่องที่ติดตั้งผลิตภัณฑ์ Serv-U ได้ โดยผู้โจมตีสามารถติดตั้งโปรแกรม, ดู แก้ไข และลบข้อมูล หรือเรียกใช้โปรแกรมบนระบบได้ โดยช่องโหว่นี้มีอยู่ในผลิตภัณฑ์ Serv-U เวอร์ชันล่าสุด 15.2.3 HF1 ที่มีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และในเวอร์ชันก่อนหน้าทั้งหมด
โดยทาง SolarWinds ได้ปล่อย Hotfix สำหรับแก้ไขช่องโหว่ออกมาแล้วในขณะที่กำลังดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างถาวรต่อไป โดยผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ Serv-U เวอร์ชัน 15.2.3 HF1 ให้ทำติดตั้ง hotfix (HF2) โดยด่วนเพื่อปิดช่องโหว่และสำหรับผู้ใช้งาน Serv-U ที่เวอร์ชันเก่ากว่าควรทำการอัพเดทเป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันและทำติดตั้ง hotfix (HF2) และการปิด SSH สามารถช่วยป้องกันการถูกโจมตีได้

SolarWinds คือ บริษัทที่เป็นศูนย์กลางของการโจมตี Supply Chain Attack ที่ได้มีการโจมตีหน่วยงานของสหรัฐฯ 9 แห่งและบริษัทเอกชน 100 แห่ง โดยเกิดจากการผู้โจมตีได้เข้าถึง และมีการปล่อยอัปเดตซอฟแวร์ที่เป็นอันตรายที่เป็นผลิตภัณฑ์ SolarWinds ให้ลูกค้าประมาณ 18,000 รายของบริษัท SolarWinds ในบรรดาลูกค้าเหล่านั้นมีประมาณ 110 รายถูกโจมตีหลังจากนั้นด้วยการติดตั้ง Payload ซึ่งใช้ในการขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญออกไป โดยมัลแวร์ที่ถูกใช้ในแคมเปญมีชื่อว่า Sunburst

ในช่วงปลายปี 2020 ช่องโหว่ Zero-Day ของผลิตภัณฑ์ Orion ของ Solarwinds ได้ถูกโจมตีโดยผู้โจมตีกลุ่มอื่นที่นักวิจัยพบความเชื่อมโยงกับรัฐบาลจีน โดยผู้โจมตีเหล่านี้จะมีการติดตั้งมัลแวร์ที่ชื่อว่า SuperNova และมีการกำหนดเป้าหมายไปที่ SolarWinds และมีหน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างน้อยหนึ่งหน่วยงานตกเป็นเป้าหมายของการดำเนินการครั้งนี้

รัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ได้ระบุว่าการโจมตีรูปแบบ Supply Chain Attack ในปีที่ผ่านมาเกิดจากแฮกเกอร์ที่ทำงานให้กับ Russia’s Foreign Intelligence Service (SVR) ได้ใช้แคมเปญมัลแวร์ที่มุ่งเป้าไปที่รัฐบาล, หน่วยงานทางการเมือง และองค์กรอื่นๆ ในประเทศต่างๆ รวมถึงเยอรมนี อุซเบกิสถาน, เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา รวมถึงการโจมตีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และทำเนียบขาวในปี 2014

ผลกระทบ

Serv-U เวอร์ชัน 15.2.3 HF1 และ Serv-U ที่เวอร์ชันต่ำกว่านั้น

การแก้ไข

ทำการดาวน์โหลดและติดตั้ง Hotfix ที่ทาง SolarWinds ปล่อยออกมาเพื่อปิดช่องโหว่

ที่มา : arstechnica

สำนักข่าวในฟิลิปปินส์ถูกโจมตีด้วย DDoS ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงหน่วยงานของรัฐ และกองทัพฟิลิปปินส์

Qurium Media องค์กรสัญชาติสวีเดนซึ่งเป็นหน่วยงานไม่แสวงผลกำไรเพื่อสิทธิ และเสรีภาพด้านดิจิทัล รายงานว่า เหตุการณ์ที่สำนักข่าวในประเทศฟิลิปปินส์และองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนถูกโจมตีด้วย Distributed Denail-of-Service (DDoS) มีลักษณะเป็นการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย ซึ่งมีความเชื่อมโยงไปถึง Department of Science and Technology (DOST) ของประเทศฟิลิปปินส์รวมถึงกองทัพฟิลิปปินส์อีกด้วย

องค์กร Qurium Media ชี้แจงในรายงานว่า "มีการโจมตีแบบ DoS เกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ แต่มีความถี่ค่อนข้างบ่อย ซึ่งการโจมตีนี้เกิดขึ้นกับสำนักข่าวชื่อ Bulatlat และ Altermidya รวมไปถึงองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนชื่อ Karapatan ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2021"

ในวันที่ 18 พฤษภาคม ที่ผ่านมา DOST ได้ใช้เครื่องมือเพื่อทำการสแกนหาช่องโหว่บนระบบของ Bulatlat โดย Qurium เชื่อว่าเครื่องมือดังกล่าวคือ “Sn1per” ของบริษัท Xerosecurity โดยตัว Tools มีความสามารถในการสแกนหาช่องโหว่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้ในการทดสอบเจาะระบบ (Penetration Testing) แต่เครื่องมือในลักษณะนี้ไม่ควรถูกนำมาใช้ทดสอบระบบของผู้อื่นโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นจึงเป็นไปได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นความตั้งใจนำมาใช้งานเพื่อพยายามหาช่องโหว่เพื่อโจมตีระบบ

การโจมตีครั้งล่าสุดที่องค์กร Qurium ตรวจจับได้ เกิดขึ้นเมื่อช่วงกลางดึกของวันที่ 22 มิถุนายน 2021 ซึ่งการโจมตีครั้งนี้กินระยะนานหลายชั่วโมง โดยผู้โจมตีทำการส่งข้อมูลแบบสุ่มที่มีปริมาณข้อมูลจำนวนมากไปยังเว็บไซต์ของ Bulatlat และ Altermidya เพื่อทำให้เว็บไซต์ดังกล่าวไม่สามารถให้บริการได้

ผู้เชี่ยวชาญของ Qurium เปิดเผยว่าจากข้อมูลหลักฐานที่พบเชื่อมโยงไปยังข้อมูลอีเมล ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่าเกี่ยวข้องกับ Office of the Assistant Chief of Staff for Intelligence (OG2-PAS) ของกองทัพฟิลิปปินส์

ในตอนแรก DOST ปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโจมตีดังกล่าว แต่ต่อมา นาง Rowena Guevara ปลัดของสำนักงานวิจัยและพัฒนา (Undersecretary for Research and Development) เปิดเผยกับสื่อท้องถิ่นว่า "กระทรวงฯ ให้ความช่วยเหลือกับหน่วยงานอื่น ๆ ของรัฐ โดยการอนุญาตให้สามารถนำไอพีแอดเดรสบางส่วนของกระทรวงฯ ไปใช้งานในระบบเครือข่ายภายในของหน่วยงานนั้นได้" แต่อย่างไรก็ตาม นาง Rowena ไม่ได้กล่าวถึงชื่อของหน่วยงานดังกล่าว และกล่าวปัดว่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการสอบสวนเรื่องนี้

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา, สำนักข่าว ABS-CBN รายงานว่า นักการเมืองของฟิลิปปินส์ชื่อ Ferdinand Gaite แสดงจุดยืนกลางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏรขอให้มีการสอบสวนกรณีที่มีผู้ให้บริการข่าวสารถูกโจมตีทางไซเบอร์โดยหน่วยงานของรัฐ Ferdinand กล่าวว่า "ผมคิดว่ามันค่อนข้างชัดเจนมากที่การโจมตีนี้เป็นฝีมือของรัฐ และผู้มีอำนาจมีนโยบายที่จะโจมตีสื่อที่มีความสำคัญ ผมคิดว่า ณ จุดนี้คำปฏิเสธของพวกเขานั้นฟังไม่ขึ้น"

ที่มา : ehackingnews

กลุ่ม REvil เพิ่มราคาค่าไถ่จากเหยื่อในเหตุการณ์การโจมตี Kaseya

กลุ่มอาชญากรผู้อยู่เบื้องหลังมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil ทำการเพิ่มราคาค่าไถ่จากเหยื่อในเหตุการณ์การโจมตี "Kaseya" ในลักษณะ Supply Chain Attack เมื่อวันที่ 2 ก.ค.64 ที่ผ่านมา

เป็นเรื่องปกติที่กลุ่ม REvil จะทำการศึกษาข้อมูลขององค์กรที่ตกเป็นเหยื่อในการโจมตีด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลที่ขโมยมาได้ รวมถึงข้อมูลขององค์กรที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ เช่น ข้อมูลทางการเงิน นโยบายการประกันภัยทางไซเบอร์ รวมถึงข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เมื่อนำมาประกอบกับจำนวนของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ถูกเข้ารหัสและปริมาณของข้อมูลที่ถูกขโมยออกมาก่อนหน้า กลุ่มอาชญากรจะสามารถประมาณการณ์ราคาค่าไถ่สูงสุดที่เป็นไปได้เท่าที่เหยื่อจะจ่ายไหวสำหรับใช้ในการเจรจาต่อรอง

แต่อย่างไรก็ตามในเหตุการณ์การโจมตี Kaseya VSA Server นั้น ทางกลุ่มอาชญากร REvil มุ่งเป้าโจมตีไปที่ Kaseya ในฐานะที่เป็น Managed Service Providers (MSP) เป็นหลัก ไม่ได้พุ่งเป้าโจมตีไปที่กลุ่มลูกค้าของ MSP เพราะฉะนั้นในตอนแรกกลุ่มอาชญากรจึงยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรจะกำหนดราคาค่าไถ่ที่จำนวนเท่าไหร่ในกรณีที่เหยื่อคือกลุ่มลูกค้าของ MSP

ผลปรากฏว่ากลุ่มอาชญากรกำหนดราคากลางสำหรับราคาค่าไถ่ดังนี้

5 ล้านดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 160,500,000 บาท สำหรับ MSP
44,999 ดอลล่าสหรัฐ หรือประมาณ 1,444,467 บาท สำหรับกลุ่มลูกค้าของ MSP

แต่ทว่ากลุ่มอาชญากรเริ่มไม่ซื่อสัตย์ และไม่ยอมใช้ราคากลางของค่าไถ่ดังกล่าวในการเจรจาต่อรอง ซึ่งเห็นได้จากบทสนทนาในการเจรจาต่อรองค่าไถ่ที่มีการแชร์ไปยัง BleepingComputer

สิ่งที่เกิดขึ้นในการโจมตีด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ REvil นั้น ตัวมัลแวร์ฯจะทำเข้ารหัสไฟล์ต่างๆ และสามารถสร้างนามสกุลไฟล์ขึ้นมาได้หลายชนิด ซึ่งโดยปกติแล้วเครื่องมือสำหรับถอดรหัสข้อมูลที่กลุ่มอาชญากรส่งมอบให้เหยื่อหลังจ่ายค่าไถ่เรียบร้อยแล้ว จะสามารถใช้ในการถอดรหัสไฟล์ได้ทุกชนิด

แต่ในกรณีของเหยื่อจากเหตุการณ์การโจมตี Supply Chain Attack Kaseya กลับแตกต่างออกไป เพราะกลุ่ม REvil คิดราคาค่าไถ่ 40,000 - 45,000 ดอลล่าสหรัฐ ต่อนามสกุลไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสบนระบบของเหยื่อ

หนึ่งในเหตุการณ์ตัวอย่างคือ เหยื่อแจ้งว่าในระบบของตัวเองมีนามสกุลไฟล์ที่ถูกเข้ารหัสอยู่เกือบ 12 ชนิด ซึ่งทางกลุ่มอาชญากรได้แจ้งกลับมาว่าต้องการค่าไถ่จำนวน 500,000 ดอลล่าสหรัฐ แลกกับการถอดรหัสไฟล์ทั้งหมด

อย่างไรก็ตามยังมีข่าวดีอยู่บ้างเมื่อตัวแทนของกลุ่ม REvil ได้บอกกับเหยื่อรายนี้ว่า การโจมตีมีเพียงการเข้ารหัสไฟล์เท่านั้น และไม่มีอะไรอย่างอื่นนอกเหนือจากนี้ นั่นหมายความว่า มีความเป็นไปได้ที่กลุ่ม REvil จะไม่ได้ขโมยข้อมูลขององค์กรของเหยื่อรายนี้ออกไป ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าข้อมูลดังกล่าวมักจะถูกนำมาใช้ในการข่มขู่เรียกค่าไถ่ที่เพิ่มขึ้น

แสดงให้เห็นว่าในการโจมตีที่เกิดขึ้น กลุ่ม REvil ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบเครือข่ายขององค์กรอื่นๆได้ คาดว่าน่าจะทำได้เพียงแค่การใช้เทคนิคสั่งการจากระยะไกล (Remotely Exploited) ในการโจมตีช่องโหว่ Kaseya VSA เพื่อส่งเครื่องมือเข้ารหัสเข้าไปยังระบบของเหยื่อและทำการเรียกใช้งานเครื่องมือดังกล่าว

สถานการณ์หลังเหตุโจมตี

หลังเหตุการณ์โจมตีในลักษณะ Supply Chain Attack กับ Kaseya โดยกลุ่ม REvil ที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.ค.64 ทางผู้ผลิตซอฟต์แวร์ Kaseya ได้ทำการปล่อยแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ zero-day ที่เกิดขึ้น

ช่องโหว่ zero-day ดังกล่าวถูกค้นพบโดยนักวิจัยจาก DIVD ซึ่งมีส่วนช่วยในการทดสอบแพตช์ดังกล่าวอีกด้วย แต่เป็นที่น่าเสียดายเมื่อกลุ่ม REvil ก็ค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวในเวลาไล่เลี่ยกันและนำมาใช้ในการโจมตีก่อนที่แพตช์จะถูกปล่อยออกมาก่อนหน้าวันหยุดยาวซึ่งเป็นวันชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา

จากการโจมตีที่เกิดขึ้น เชื่อว่ามีธุรกิจมากกว่า 1,000 แห่ง ได้รับผลกระทบ เช่น บริษัทยายักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดน, บริษัทระบบขนส่ง SJ และรวมไปถึงบริษัท Coop ซึ่งเป็นผู้ให้บริการซุปเปอร์มาร์เก็ตยักษ์ใหญ่สัญชาติสวีเดน ทำให้ต้องปิดการให้บริการไปมากกว่า 500 สาขา ซึ่งเป็นผลมาจากการโจมตีดังกล่าว

โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้สั่งการให้หน่วยข่าวกรองสหรัฐทำการสืบสวนเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้น แต่ปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นที่จะบอกได้ว่ารัสเซียเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการโจมตีครั้งนี้

Federal Bureau of Investigation (FBI) ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 4 ก.ค.64 ว่ากำลังสืบสวนเรื่องนี้และทำงานร่วมกับ Cybersecurity and Infrastructure Security Agency (CISA) รวมถึงหน่วยงานอื่นๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งคำประกาศมีรายละเอียดดังนี้

"FBI กำลังสืบสวนเหตุการณ์การโจมตี Kaseya ด้วยมัลแวร์เรียกค่าไถ่ และทำงานร่วมกับ CISA อย่างใกล้ชิด รวมถึงร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อทำความเข้าใจขอบเขตของภัยคุกคามดังกล่าว"

"ถ้าหากคุณเชื่อว่าระบบของตนถูกโจมตีจากเหตุการณ์นี้ เราขอให้คุณทำตามคำแนะนำในรับมือ ด้วยการปฏิบัติตามขั้นตอนของ Kaseya ในการปิดเครื่องแม่ข่าย VSA โดยทันทีและรีบรายงานมายัง FBI ที่เว็บไซต์ ic3.gov"

ที่มา :  bleepingcomputer

คำแนะนำสำหรับช่องโหว่ CVE-2021-34527 Windows Print Spooler

ในวันอังคารที่ 6 ถึง พุธที่ 7 กรกฎาคม 2021 Microsoft ได้ออกแพตซ์ของช่องโหว่ CVE-2021-34527 ซึ่งเป็นช่องโหว่ของ Windows Print Spooler โดยแก้ไขช่องโหว่สำหรับ Windows ทุกเวอร์ชันที่ยังอยู่ในการ Supported ทั้งหมด โดยเป็นการออกแพตซ์นอกช่วงเวลาปกติ Out-of-band (OOB) (ปกติ Microsoft จะออกแพตซ์ทุกวันอังคารที่ 2 ของเดือน หรือที่เรียกกันว่า Tuesday Patch)

จาก Out-of-band (OOB) แพตซ์ที่ถูกปล่อยออกมา มีการตั้งคำถามถึงเรื่องการป้องกันที่ดูแล้วอาจจะยังเป็นแพตซ์ที่ไม่สามารถป้องกันการโจมตีนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

จากการตรวจสอบของทาง Microsoft พบว่า OOB แพตซ์สามารถทำงานได้ถูกต้องตามที่ออกแบบไว้ และสามารถป้องกันช่องโหว่ Printer Spooling Exploits หรือที่รู้จักกันในชื่อ PrintNightmare ที่ถูกปล่อยออกมาให้ใช้งานในปัจจุบันได้ ซึ่งจากรายงานทั้งหมดที่พบในปัจจุบันการโจมตีที่ยังอาจจะสามารถทำได้อยู่ จะเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนค่า Registry ตั้งต้น ในส่วนที่ชื่อว่า "Point and Print" ให้ไปเป็นค่าที่ไม่ปลอดภัย

โดยทาง Microsoft แนะนำให้ลูกค้าทำตามขั้นตอนเหล่านี้

อัปเดตแพตซ์ CVE-2021-34527 ในทุกกรณี การอัปเดตจะไม่เปลี่ยนการตั้งค่า registry ที่มีอยู่
หลังจากอัปเดตแพตซ์ ควรตรวจสอบคำแนะนำการตั้งค่า registry ที่ระบุไว้ในช่องโหว่ CVE-2021-34527
หากไม่พบ registry keys นี้ (HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows NT\Printers\PointAndPrint) ไม่จำเป็นต้องดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม
หากพบ registry keys นี้อยู่ (HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows NT\Printers\PointAndPrint) เพื่อความปลอดภัย ต้องตั้งค่า registry keys ต่อไปนี้ให้เป็นค่า 0 (ศูนย์) ดังนี้
- HKEY_LOCAL_MACHINE\SOFTWARE\Policies\Microsoft\Windows NT\Printers\PointAndPrint
- NoWarningNoElevationOnInstall = 0 (DWORD) หรือ not defined (default setting)
- UpdatePromptSettings = 0 (DWORD) หรือ not defined (default setting)

สำหรับรายละเอียดคำแนะนำเพิ่มเติม สามารถดูได้จาก KB5005010: Restricting installation of new printer drivers after applying the July 6, 2021 updates และ CVE-2021-34527.

ที่มา : Microsoft

ช่องโหว่ Print Spooler (CVE-2021-1675) และ ช่องโหว่ PrintNightmare (CVE-2021-34527)

ช่องโหว่ Print Spooler (CVE-2021-1675)

ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาพบช่องโหว่บน Print Spooler (CVE-2021-1675) โดยทาง Microsoft กล่าวว่าเป็นช่องโหว่ที่ไม่รุนแรงมาก ซึ่งกระทบกับ Windows ตั้งแต่ Windows 7 SP1 ไปจนถึง Server 2019, ARM64 versions of Windows และ Windows RT 8.1 ต่อมาเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมา ทาง Microsoft ได้ออกมาอัปเดตว่าช่องโหว่นี้อาจใช้ทำ Remote Code Execution ได้และระดับความรุนแรงจะมากขึ้น โดยนักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Sangfor ซึ่งกำลังเตรียมนำเสนอบทความเกี่ยวกับจุดบกพร่องของ Print Spooler ในการประชุม Black Hat ที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนสิงหาคม 2564 แต่ได้มีการเปิดเผยโค้ดเพื่อสาธิตก่อนกำหนดเพราะเข้าใจว่ามีแพตซ์แก้ไขช่องโหว่นี้ไปแล้ว แต่ช่องโหว่ที่ทาง Sangfor เปิดเผยโค้ด ไม่ใช่ช่องโหว่ด้านความปลอดภัยแบบเดียวกับที่ได้รับการแก้ไขใน Patch Tuesday โดยทีมนักวิจัยดังกล่าวได้รีบลบข้อมูลโค้ดนั้นทันที แต่โค้ดช่องโหว่ดังกล่าวได้ถูกดาวน์โหลดและเผยแพร่ซ้ำที่อื่นไปแล้ว โดยช่องโหว่ใหม่นี้มีชื่อเรียกว่า PrintNightmare เป็นช่องโหว่การเรียกใช้โค้ดจากระยะไกลของ Windows Print Spooler เช่นเดียวกับ CVE-2021-1675 แต่ยังไม่มีแพตซ์แก้ไขช่องโหว่นี้

ช่องโหว่ใหม่มีชื่อว่า PrintNightmare (CVE-2021-34527)

เป็นช่องโหว่ในการเรียกใช้ Remote code excution เมื่อผู้โจมตีประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Windows Print Spooler สามารถเรียกใช้รหัสด้วย SYSTEM privileges สามารถติดตั้งโปรแกรม ดู เปลี่ยนแปลง ลบข้อมูล หรือสร้างบัญชีใหม่พร้อมสิทธิ์ผู้ใช้เต็มรูปแบบ

ทั้ง 2 ช่องโหว่จะมีความคล้ายคลึงกัน

CVE-2021-1675 เป็นช่องโหว่ที่สามารถโจมตีแบบ Remote Code Execution บน Print Spooler ได้ มี Patch แก้ไขแล้ว สามารถดาวน์โหลดได้ที่ Microsoft
CVE-2021-34527 มีลักษณะการโจมตีที่คล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันที่ RpcAddPrinterDriverEx() เกี่ยวกับการตั้งค่าไดรเวอร์ของ Printer ยังไม่มี Patch แก้ไข สามารถติดตามข้อมูลได้ที่ msrc.