แรนซัมแวร์ VanHelsing ตัวใหม่โจมตีระบบ Windows, ARM และ ESXi

พบการโจมตีของ ransomware-as-a-service (RaaS) ตัวใหม่ที่ชื่อ VanHelsing โดยกำหนดเป้าหมายไปที่ระบบ Windows, Linux, BSD, ARM และ ESXi

โดย VanHelsing ได้รับการโปรโมตบนแพลตฟอร์มใต้ดินของอาชญากรรมไซเบอร์เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2025 โดยเปิดให้ผู้โจมตีที่มีประสบการณ์เข้าร่วมฟรี ในขณะที่ผู้โจมตีที่มีประสบการณ์น้อยกว่าต้องวางเงินมัดจำ 5,000 ดอลลาร์

การทำงานของแรนซัมแวร์ตัวใหม่นี้ถูกรายงานครั้งแรกโดย CYFIRMA เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในขณะที่ Check Point Research ได้เผยแพร่การวิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2025

ภายในแรนซัมแวร์ VanHelsing

นักวิเคราะห์จาก Check Point รายงานว่า VanHelsing เป็นโครงการอาชญากรรมไซเบอร์จากรัสเซียที่ห้ามไม่ให้โจมตีระบบภายในประเทศ CIS (Commonwealth of Independent States)

โดยในส่วนของกลุ่มพันธมิตรที่นำ ransomware-as-a-service (RaaS) ไปใช้ จะได้รับอนุญาตให้เก็บเงินค่าไถ่ได้ 80% ในขณะที่ผู้ดำเนินการจะได้รับส่วนแบ่ง 20% และการชำระเงินจะถูกจัดการผ่าน escrow system ในรูปแบบอัตโนมัติที่ใช้ two blockchain confirmations เพื่อความปลอดภัย

กลุ่มพันธมิตรที่ได้รับการยอมรับจะได้รับสิทธิ์ในการเข้าถึง panel ที่มีการทำงานในรูปแบบอัตโนมัติ และยังได้รับการสนับสนุนโดยตรงจากทีมพัฒนา

ไฟล์ที่ถูกขโมยจากเครือข่ายของเหยื่อจะถูกจัดเก็บไว้บน VanHelsing operation servers ซึ่งทีมพัฒนาหลักอ้างว่าพวกเขาทำการทดสอบการเจาะระบบเป็นประจำเพื่อให้แน่ใจถึงความปลอดภัยระดับสูง และความน่าเชื่อถือของระบบ

ปัจจุบัน extortion portal ของ VanHelsing บน Dark Web ซึ่งระบุว่ามีเป้าหมาย 3 ราย โดยสองรายอยู่ในสหรัฐอเมริกา และอีกหนึ่งรายในฝรั่งเศส โดยหนึ่งในเป้าหมายคือ เมืองในรัฐเท็กซัส ส่วนอีกสองรายคือ บริษัทเทคโนโลยี

ตัวอย่างข้อมูลที่กลุ่มแรนซัมแวร์ขู่จะปล่อยไฟล์ที่ขโมยมาในไม่กี่วันข้างหน้าหากไม่เป็นไปตามข้อเรียกร้องในการเรียกค่าไถ่ ซึ่งจากการตรวจสอบของ Check Point การเรียกค่าไถ่อยู่ที่ 500,000 ดอลลาร์

Stealth mode

แรนซัมแวร์ VanHelsing เขียนด้วยภาษา C++ และมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่ามีการโจมตีครั้งแรกเมื่อ 16 มีนาคม 2025

VanHelsing ใช้อัลกอริธึม ChaCha20 สำหรับการเข้ารหัสไฟล์ โดยสร้าง 32-byte (256-bit) symmetric key และ 12-byte nonce สำหรับแต่ละไฟล์

จากนั้นค่านี้จะถูกเข้ารหัสด้วย Curve25519 public key ที่ฝังไว้ และในส่วนของคู่ encrypted key/nonce จะถูกเก็บไว้ในไฟล์ที่ถูกเข้ารหัส

VanHelsing เข้ารหัสไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า 1GB เพียงบางส่วน แต่จะดำเนินการเข้ารหัสทั้งหมดในไฟล์ที่มีขนาดเล็กกว่า

มัลแวร์นี้รองรับการปรับแต่ง CLI ที่หลากหลายเพื่อปรับแต่งการโจมตีให้สอดคล้องกับแต่ละเป้าหมาย เช่น การโจมตีไดรฟ์ และโฟลเดอร์เฉพาะ, การจำกัดขอบเขตของการเข้ารหัส, การแพร่กระจายผ่าน SMB, การ skipping การลบ Shadow Copies และการเปิดใช้งาน two-phase stealth mode

ในโหมดการเข้ารหัสแบบปกติ VanHelsing จะทำการตรวจสอบไฟล์ และโฟลเดอร์ รวมถึงทำการเข้ารหัสเนื้อหาของไฟล์ และทำการเปลี่ยนชื่อไฟล์ที่เข้ารหัสโดยการเพิ่มนามสกุล ".vanhelsing"

โดย Stealth mode แรนซัมแวร์จะแยกการเข้ารหัสออกจากการเปลี่ยนชื่อไฟล์ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการแจ้งเตือนน้อยลง เนื่องจากรูปแบบ I/O ของไฟล์เลียนแบบพฤติกรรมปกติของระบบ

แม้ว่า security tools จะตอบสนองในช่วงเริ่มต้นของขั้นตอนการเปลี่ยนชื่อ แต่ในครั้งถัดไป ชุดข้อมูลที่ถูกโจมตีทั้งหมดจะถูกเข้ารหัสไปแล้ว

แม้ว่า VanHelsing จะดูเหมือนเป็นแรนซัมแวร์ที่มีความซับซ้อน และพัฒนาอย่างรวดเร็ว แต่ Check Point ก็สังเกตเห็นช่องโหว่บางอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สมบูรณ์ของโค้ด

ช่องโหว่อาทิ เช่น ข้อมูลไม่ตรงกันของนามสกุลไฟล์, ช่องโหว่ใน logic ของรายการที่มีการยกเว้น ซึ่งอาจทำให้เกิดการเข้ารหัสซ้ำ และบางคำสั่งที่ยังไม่ได้ implement

แม้ว่าจะมีช่องโหว่เหล่านี้เกิดขึ้น แต่ VanHelsing ยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากังวล และดูเหมือนว่าจะเริ่มได้รับความสนใจในเร็ว ๆ นี้

ที่มา : bleepingcomputer.

กลุ่ม Ransomware สร้างเครื่องมือสำหรับการโจมตีแบบ Automate Brute-force VPN

Ransomware Black Basta ได้สร้าง Automated Brute-forcing Framework เรียกว่า "BRUTED" เพื่อเจาะอุปกรณ์เครือข่ายไฟร์วอลล์ และ VPN โดย Büyükkaya นักวิจัยที่ค้นพบระบุว่า Black Basta ได้ใช้ BRUTED มาตั้งแต่ปี 2023 เพื่อโจมตีแบบ Credential-stuffing

จากการวิเคราะห์ Code แสดงให้เห็นว่า Framework นี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อ Brute-force Credentials บนระบบ VPN และการเข้าถึงจากระยะไกลบนบนผลิตภัณฑ์ SonicWall NetExtender, Palo Alto GlobalProtect, Cisco AnyConnect, Fortinet SSL VPN, Citrix NetScaler (Citrix Gateway), Microsoft RDWeb (Remote Desktop Web Access) และ WatchGuard SSL VPN

Framework จะค้นหาอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้จาก Public ที่ตรงกับรายการเป้าหมาย โดยการใช้ Subdomain Enumeration หรือการระบุที่อยู่ IP และการเพิ่มคำนำหน้าเช่น ".vpn" หรือ "remote" และข้อมูลจะถูกส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ C2 ของผู้โจมตี

เมื่อระบุเป้าหมายได้ BRUTED จะดึงข้อมูลรหัสผ่านที่น่าจะเป็นไปได้จาก remote server และร่วมกับการคาดเดารหัส โดย Framework สามารถดึงชื่อ Common Name (CN) และ Subject Alternative Names (SAN) ออกจาก SSL certificates ของอุปกรณ์เป้าหมายได้ ซึ่งจะช่วยสร้างการคาดเดารหัสผ่านที่น่าจะเป็นไปได้เพิ่มเติมตามโดเมน และการตั้งชื่อของเป้าหมาย

ต่อมาคือการทำ Authentication ทดลอง Login หลายครั้ง ผ่าน CPU หลายตัว ซึ่งมี Code ตัวอย่างจากนักวิจัย แสดงให้เห็นว่ามี Code เฉพาะของแต่ละอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมาย โดยที่มีการใช้ Proxy SOCKS5 เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับเพิ่มเติม

BRUTED ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกลุ่ม Ransomware เนื่องจากความสามารถในการพยายามเจาะเครือข่ายจำนวนมากพร้อมกัน ส่งผลให้มีโอกาสโจมตีสำเร็จมากขึ้น

แนวทางการป้องกันที่สำคัญคือ การบังคับใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยาก และไม่ซ้ำกันของแต่ละอุปกรณ์ รวมถึงบัญชี VPN ทั้งหมด และใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) เพื่อบล็อกการเข้าถึง แม้ว่า Credential จะถูก Compromise ไปแล้วก็ตาม นอกจากนี้ควร Monitor การ Authentication จากตำแหน่งที่ผิดปกติ และการพยายามเข้าสู่ระบบไม่สำเร็จปริมาณมาก รวมถึงกำหนด Policy สำหรับจำกัดการ Login

ที่มา : bleepingcomputer

CISA แจ้งเตือน Medusa Ransomware โจมตีองค์กรโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญกว่า 300 แห่ง

CISA แจ้งเตือนปฏิบัติการของกลุ่มแรนซัมแวร์ Medusa ได้ส่งผลกระทบต่อองค์กรมากกว่า 300 แห่งในภาคส่วนโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาจนถึงเมื่อเดือนที่ผ่านมา

ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยในคำแนะนำที่ออกมาในวันนี้ (12 มีนาคม 2025) โดยประสานงานกับสำนักงานสอบสวนกลาง (FBI) และ ศูนย์แบ่งปัน และวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายรัฐ (MS-ISAC)

CISA, FBI และ MS-ISAC ระบุว่า "เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 กลุ่ม Medusa และพันธมิตร โจมตีเหยื่อมากกว่า 300 รายจากหลายภาคส่วนของโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ โดยอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบประกอบด้วย การแพทย์, การศึกษา, กฎหมาย, ประกันภัย, เทคโนโลยี และการผลิต"

“FBI, CISA และ MS-ISAC สนับสนุนให้องค์กรต่าง ๆ ดำเนินการตามคำแนะนำในส่วนของการลดผลกระทบตามคำแนะนำฉบับนี้ เพื่อลดโอกาส และผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแรนซัมแวร์ Medusa”

ตามที่คำแนะนำระบุไว้ เพื่อป้องกันการโจมตีจากแรนซัมแวร์ Medusa ผู้ป้องกันระบบควรใช้มาตรการต่อไปนี้ :

ลดความเสี่ยงจากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่เป็นที่รู้จัก โดยควรดำเนินการให้ระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์ และเฟิร์มแวร์ได้รับการอัปเดตแพตช์ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดภายในระยะเวลาที่เหมาะสม
ดำเนินการทำ Networks Segment เพื่อลดการโจมตีในลักษณะ Lateral Movement ระหว่างอุปกรณ์ที่ติดมัลแวร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ ภายในองค์กร
Filter Network Traffic โดยปิดกั้นการเข้าถึงจากแหล่งที่มาที่ไม่รู้จัก หรือไม่น่าเชื่อถือจาก remote services มายังระบบภายใน

ปฏิบัติการของแรนซัมแวร์กลุ่มนี้ ถูกพบครั้งแรกเมื่อ 4 ปีก่อนในเดือนมกราคม 2021 แต่การดำเนินการของกลุ่มนี้เพิ่งกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อสองปีที่แล้วในปี 2023 เมื่อพวกเขาเปิดตัวเว็บไซต์ Medusa Blog เพื่อกดดันเหยื่อให้จ่ายค่าไถ่โดยใช้ข้อมูลที่ถูกขโมยมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง

Medusa เปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบแรนซัมแวร์แบบปิด โดยที่กลุ่มผู้โจมตีเพียงกลุ่มเดียวจะรับผิดชอบในการพัฒนา และการดำเนินงานทั้งหมด แม้ว่า Medusa จะพัฒนาไปเป็น Ransomware-as-a-Service (RaaS) และนำเอาโมเดลพันธมิตรมาใช้ในภายหลัง แต่ผู้พัฒนายังคงดูแลการดำเนินการที่สำคัญ รวมถึงการเจรจาค่าไถ่

“นักพัฒนาของ Medusa มักจะรับสมัคร initial access brokers (IABs) จากฟอรัมของอาชญากรไซเบอร์เพื่อขอสิทธิ์ในการเข้าถึงเหยื่อที่มีศักยภาพ อาจมีการจ่ายเงินระหว่าง 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับพันธมิตรที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ พร้อมเสนอโอกาสทำงานกับ Medusa โดยเฉพาะ"

นอกจากนี้ยังพบว่ากลุ่มมัลแวร์หลายกลุ่ม และปฏิบัติการอาชญากรรมทางไซเบอร์ มีการใช้ชื่อ Medusa รวมถึง botnet ที่มีพื้นฐานจาก Mirai ซึ่งมีความสามารถในการโจมตีแรนซัมแวร์ และปฏิบัติการมัลแวร์ Malware-as-a-service (MaaS) สำหรับ Android ที่ค้นพบในปี 2020 (ที่รู้จักกันในชื่อ TangleBot)

เนื่องจากการใช้ชื่อที่พบบ่อยนี้ จึงมีรายงานที่ทำให้เกิดความสับสนเกี่ยวกับแรนซัมแวร์ Medusa โดยหลายคนคิดว่าเป็นการปฏิบัติการเดียวกับ MedusaLocker ซึ่งเป็นแรนซัมแวร์ที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย แม้ว่าทั้งสองจะเป็นการปฏิบัติการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ Medusa มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ตั้งแต่ที่มีการเปิดโปง กลุ่ม Medusa ได้อ้างว่ามีเหยื่อกว่า 400 รายทั่วโลก และได้รับความสนใจมากขึ้นในเดือนมีนาคม 2023 หลังจากอ้างความรับผิดชอบในการโจมตีเขตการศึกษาของรัฐมินนีแอโพลิส (MPS) และมีการแชร์วิดีโอของข้อมูลที่ถูกขโมยออกมา

กลุ่ม Medusa ยังได้ปล่อยไฟล์ที่อ้างว่าเป็นข้อมูลที่ขโมยมาจาก Toyota Financial Services ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Toyota Motor Corporation บน Dark Extortion Portal ในเดือนพฤศจิกายน 2023 หลังจากที่บริษัทปฏิเสธที่จะจ่ายค่าไถ่ 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และแจ้งลูกค้าเกี่ยวกับการละเมิดข้อมูล

ทีม Threat Hunter ของ Symantec ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว "การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ Medusa เพิ่มขึ้น 42% ระหว่างปี 2023 และ 2024 และปฏิบัติการนี้ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยการโจมตีด้วย Medusa ในเดือนมกราคม และกุมภาพันธ์ 2025 เพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าเมื่อเทียบกับสองเดือนแรกของปี 2024"

เมื่อเดือนที่แล้ว CISA และ FBI เคยได้ออกการแจ้งเตือนร่วมกัน โดยเตือนว่าผู้เสียหายจากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลกกว่า 70 ประเทศ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ได้ถูกละเมิดในเหตุการณ์โจมตีของ Ghost ransomware

ที่มา : bleepingcomputer

SuperBlack ransomware ตัวใหม่ที่โจมตีผ่านช่องโหว่ auth bypass ของ Fortinet

กลุ่ม Ransomware ใหม่ที่ชื่อว่า 'Mora_001' กำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่สองรายการใน Fortinet เพื่อเข้าถึงอุปกรณ์ Firewall โดยไม่ได้รับอนุญาต และติดตั้ง ransomware ที่ชื่อว่า SuperBlack (more…)

‘Emperor Dragonfly’ กลุ่ม APT ของจีนเปลี่ยนมาใช้แรนซัมแวร์ในการโจมตี

การโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ RA World เมื่อไม่นานมานี้ เป็นการใช้ชุดเครื่องมือที่เคยเกี่ยวข้องกับกลุ่มสายลับที่มาจากจีนในอดีต

ตามรายงานของ Symantec การโจมตีเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2024 ชุดเครื่องมือดังกล่าวประกอบด้วยไฟล์ executable ของ Toshiba ที่ถูกต้องชื่อ 'toshdpdb.

บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของอินเดีย Tata Technologies ถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์

Tata Technologies Ltd. จำเป็นต้องระงับบริการไอทีบางส่วนหลังจากเผชิญกับการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ที่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายของบริษัท
(more…)

พบกลุ่ม Ransomware ใช้ SSH Tunnels เพื่อเข้าถึง VMware ESXi

พบกลุ่ม Ransomware ที่กำลังมุ่งเป้าหมายการโจมตีไปยัง Hypervisors ของ ESXi โดยใช้ SSH tunneling เพื่อเข้าถึง และแฝงตัวในระบบของเป้าหมายได้โดยไม่ถูกตรวจจับ (more…)

UnitedHealth ระบุว่ามีผู้ได้รับผลกระทบจากการละเมิดข้อมูลในปี 2024 กว่า 190 ล้านราย

UnitedHealth เปิดเผยว่าข้อมูลส่วนตัว และข้อมูลด้านสุขภาพของชาวอเมริกันจำนวน 190 ล้านราย ถูกโจรกรรมในการโจมตีด้วย Ransomware ที่เกี่ยวข้องกับ Change Healthcare ซึ่งเกือบเป็นสองเท่าของตัวเลขที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ (more…)

ผู้ผลิตวอดก้า Stoli ยื่นขอล้มละลายในสหรัฐอเมริกาหลังถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์

บริษัทในเครือ Stoli Group ในสหรัฐอเมริกาได้ยื่นขอล้มละลายหลังจากถูกโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ในเดือนสิงหาคม และโรงกลั่นที่เหลืออยู่ของบริษัทในรัสเซียถูกทางการยึดครอง

(more…)

“Serengeti” ปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ จับกุมผู้ต้องสงสัยได้กว่า 1,000 ราย

หน่วยงานบังคับใช้กฏหมายในแอฟริกาได้จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,000 รายภายใต้ปฏิบัติการ “Operation Serengeti” ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายกว่า 193 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั่วโลก

ปฏิบัติการนี้ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานตำรวจสากล (Interpol) และหน่วยงานตำรวจจากแอฟริกา (Afripol) ในช่วงวันที่ 2 กันยายน ถึง 31 ตุลาคม “ซึ่งมุ่งเป้าไปที่อาชญากรที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีด้วยแรนซัมแวร์ (Ransomware), การหลอกลวงทางธุรกิจผ่านอีเมล (BEC), การแบล็กเมล์ทางดิจิทัล (Digital extortion) และการหลอกลวงทางออนไลน์ (Online Scams)”

เจ้าหน้าที่ทั้งหมดรวมกว่า 19 ประเทศในแอฟริกา ได้จับกุมผู้ต้องสงสัยกว่า 1,006 ราย และปิดระบบโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งเครือข่ายที่เป็นอันตรายกว่า 134,089 รายการ โดยอ้างอิงจากข้อมูลข่าวกรองที่ได้รับจากพันธมิตรระหว่างปฏิบัติการ ได้แก่ Cybercrime Atlas, Fortinet, Group-IB, Kaspersky, Team Cymru, Trend Micro, และ Uppsala Security

ในรายงานของทีมสอบสวนได้ระบุว่า ผู้ต้องสงสัย และโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกจับกุมได้นั้น มีความเชื่อมโยงกับเหยื่ออย่างน้อย 35,224 ราย ซึ่งถือเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 193 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ จากปฏิบัติการกวาดล้าง Serengi สามารถกู้คืนความเสียหายได้ประมาณ 44 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

ข้อมูลดังต่อไปนี้คือเหตุการณ์สำคัญในรายงานจากปฏิบัติการกวาดล้าง ซึ่งแตกต่างกันขึ้นอยู่กับหน่วยงานบังคับใช้กฏหมายในภูมิภาคต่าง ๆ :

Kenya : คดีฉ้อโกงบัตรเครดิตออนไลน์ ถูกเปิดเผยว่ามีมูลค่าความเสียหายถึง 8.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยที่เงินถูกขโมยจากสคริปต์หลอกลวง ถูกโอนผ่านระบบ SWIFT ไปยังบริษัทในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ไนจีเรีย และจีน ซึ่งมีผู้ถูกจับกุมกว่า 20 ราย
Senegal : มีการบุกทลาย แผนการ Ponzi scheme ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเหยื่อกว่า 1,811 ราย รวมเป็นมูลค่ากว่า 6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยยึดซิมโทรศัพท์ได้กว่า 900 ใบ, เงินสดกว่า 11,000 เหรียญสหรัฐฯ, โทรศัพท์มือถือ, แล็ปท็อป และบัตรประชาชนของผู้เสียหายหลายราย ทั้งนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ราว 8 ราย ซึ่งเป็นชาวจีน 5 ราย
Nigeria : จับกุมชายคนหนึ่งซึ่งดำเนินการหลอกลวงเหยื่อให้ลงทุนผ่านช่องทางออนไลน์ที่ทำรายได้กว่า 300,000 เหรียญสหรัฐฯ จากการหลอกให้ลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลปลอม
Cameroon : ขัดขวาง multi-level marketing scam ของขบวนการค้ามนุษย์ ซึ่งมีเหยื่อผู้เสียหายจาก 7 ประเทศ โดยที่เหยื่อจะถูกกักขัง และถูกบังคับให้หาเหยื่อรายใหม่เข้ามาเพื่ออิสรภาพของตัวเอง ทั้งนี้ทางกลุ่มได้เก็บค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกอย่างน้อย 150,000 เหรียญสหรัฐฯ
Angola : กวาดล้างกลุ่มอาชญากรนานาชาติที่ดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์ใน Luanda หลอกลวงเหยื่อหลายร้อยรายว่าสามารถชนะการเดิมพันได้หากชักชวนสมาชิกใหม่มาเล่นการพนันได้ ซึ่งจับกุมผู้ต้องหาได้กว่า 150 ราย, คอมพิวเตอร์กว่า 200 เครื่อง และยึดโทรศัพท์มือถือได้กว่า 100 เครื่อง
ประเทศที่มีส่วนเกี่ยวข้องในปฏิบัติการ Serengeti นี้ ได้แก่ Algeria, Benin, Côte d’Ivoire, DRC, Gabon, Ghana, Mauritius, Mozambique, Rwanda, South Africa, Tanzania, Tunisia, Zambia และ Zimbabwe

ที่มา : bleepingcomputer.