มีการตรวจพบการโจมตีโดยใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Zero-Day ระดับ Critical บน Android ในการโจมตีแบบระบุเป้าหมาย ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเข้าควบคุมอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบได้อย่างเกือบสมบูรณ์ โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีการโต้ตอบใด ๆ กับระบบเลย (Zero-Click)
ช่องโหว่ดังกล่าว ซึ่งมีหมายเลข CVE-2025-48595 ได้รับการเน้นย้ำในรายงานความปลอดภัย Android ประจำเดือนมิถุนายน 2026 โดยทาง Google ได้ยืนยันว่าเริ่มพบการนำช่องโหว่นี้ไปใช้โจมตีจริงในวงจำกัดแล้ว ซึ่งช่องโหว่นี้อยู่ใน Component ของ Android Framework และจัดเป็นช่องโหว่การยกระดับสิทธิ์ (EoP) ที่มีระดับความรุนแรงสูง
ภายใต้เงื่อนไขบางประการ ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่นี้จากระยะไกล เพื่อยกระดับสิทธิ์ของตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิ์ในการรันโค้ดเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งช่วยเพิ่มระดับความเสี่ยงอย่างมาก เนื่องจากหากทำการโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีสามารถ bypass ระบบป้องกันที่เป็นแกนหลักความปลอดภัย และเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญของระบบได้
นักวิจัยด้านความปลอดภัยระบุว่า ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชัน 14, 15, 16 และ 16 QPR2 แม้ว่าจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่มีความรุนแรงระดับสูง แต่คุณลักษณะในการโจมตีของช่องโหว่นี้ โดยเฉพาะการที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีการโต้ตอบใด ๆ กับระบบเลย ทำให้ช่องโหว่นี้มีความอันตรายเป็นพิเศษในการโจมตีแบบระบุเป้าหมาย
พฤติกรรมการโจมตีในสถานการณ์จริง
ในสถานการณ์การโจมตีจริง ช่องโหว่ดังกล่าว มักจะถูกนำมาเชื่อมโยงกับช่องโหว่อื่น ๆ เพื่อให้สามารถยึดครอง และควบคุมอุปกรณ์ได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวมถึงการลักลอบขโมยข้อมูล การสอดแนม และการแฝงตัวเพื่อเข้าถึงระบบอย่างถาวร
Google ระบุว่า ปัญหาร้ายแรงที่สุดในรายงานความปลอดภัยฉบับนี้อาจนำไปสู่การยกระดับสิทธิ์จากระยะไกล โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องมีส่วนร่วมใด ๆ เลย พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมาตรการลดผลกระทบในระดับแพลตฟอร์มถูกละเลย
ระบบป้องกันและคำแนะนำในการรับมือ
แม้ว่า Android จะมีการวางระบบป้องกันไว้หลายชั้น ซึ่งรวมถึงการจำกัดการเข้าถึงข้อมูล การควบคุมสิทธิ์ และการป้องกันขณะทำงาน แต่ผู้โจมตีที่มีความเชี่ยวชาญระดับสูงก็ยังสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ดังกล่าวได้ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนอุปกรณ์ที่ยังไม่ได้รับการอัปเดตแพตช์ หรือเป็นเวอร์ชันเก่า
ทางบริษัทยืนยันว่า ได้แจ้งเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ดังกล่าวให้แก่พันธมิตรของ Android ทราบล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนที่จะมีการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อให้ผู้ผลิตอุปกรณ์มีเวลาในการเตรียมตัว และเผยแพร่แพตช์อัปเดต
การอัปเดตความปลอดภัยที่รวมอยู่ในแพตช์ 2026-06-05 สามารถแก้ไขช่องโหว่ CVE-2025-48595 และช่องโหว่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยคาดว่าจะมีการปล่อยแพตช์ซอร์สโค้ดไปยัง Android Open Source Project (AOSP) repository ไม่นานหลังจากรายงานความปลอดภัยนี้ถูกเผยแพร่
Google Play Protect ยังคงมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดความเสี่ยงจากความพยายามโจมตี โดยฟีเจอร์นี้จะถูกเปิดใช้งานไว้เป็นค่าเริ่มต้นบนอุปกรณ์ที่รองรับบริการ Google Mobile Services (GMS) ซึ่งจะคอยสแกนแอปพลิเคชันอย่างต่อเนื่อง และแจ้งเตือนผู้ใช้หากพบแอปพลิเคชันที่อาจเป็นอันตราย
อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานที่ทำการ Sideload App หรือติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งภายนอกที่ไม่ใช่ช่องทางหลัก ยังคงมีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากช่องทางเหล่านี้มักถูกผู้โจมตีใช้เป็นเครื่องมือในการส่งต่อโค้ดโจมตี
ทีมรักษาความปลอดภัยของ Android ได้เรียกร้องให้ผู้ใช้ และองค์กรต่าง ๆ ดำเนินการอัปเดตอุปกรณ์ของตนให้เป็นเวอร์ชันแพตช์ความปลอดภัยล่าสุดโดยทันที
การอัปเดตแพตช์ที่ล่าช้า ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถนำช่องโหว่ที่รับรู้กันทั่วไป มาพัฒนาเป็นเครื่องมือโจมตี ซึ่งกรณีการโจมตีแบบ Zero-Day นี้ ยังช่วยเน้นย้ำถึงแนวโน้มในภาพรวมของภัยคุกคามบนมือถือ โดยผู้โจมตีมักมุ่งเป้าไปที่ Component หลักของระบบปฏิบัติการมากขึ้น เพื่อสร้างผลกระทบให้รุนแรงที่สุด
ดังนั้น ในขณะที่เทคนิคการโจมตีมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา การอัปเดตแพตช์อย่างทันท่วงที และการวางระบบป้องกันความปลอดภัยหลายชั้น ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการลดความเสี่ยงจากการถูกโจมตี และป้องกันไม่ให้อุปกรณ์ถูกควบคุม หรือยึดระบบได้สำเร็จ
ที่มา : cybersecuritynews.
