Seeing ads on Wikipedia? You may have malware

เว็ปไซต์วิกิพีเดียได้ออกมาเตือนผู้เข้าใช้เว็ปไซต์ของพวกเขาว่า ถ้าพวกเขาเข้ามาในเว็ปไซต์ของวิกิพีเดียแล้วเห็นโฆษณาทางการค้าบนเว็ปไซต์ของวิกิพีเดีย นั่นแสดงถึงความเป็นไปได้ที่คอมพิวเตอร์ของผู้เข้าใช้จะติดมัลแวร์ เหล่าอาชญกรสามารถทำเงินโดยการฝังโฆษณาที่ไม่พึงประสงค์ลงในหน้าเวปเพจ หรือเชื่อมต่อผู้ใช้ไปยังเว็ปไซต์หรือผลลัพธ์การเสิร์ชที่ผู้ใช้ไม่ต้องการจะเข้าถึง วิกิพีเดียได้ออกมาอธิบายในบล็อคหลักของพวกเขาว่า “พวกเราไม่เคยโฆษณาบนวิกิพีเดีย วิกิพีเดียได้รับการบริจาคมาจากผู้บริจาคนับล้านคนที่มีค่าเฉลี่ยในการบริจาคน้อยกว่า 30 ดอลล่าต่อคน พวกเราโฆษณาว่าเรารับบริจาคเป็นประจำทุกสิ้นปี ถ้าคุณเห็นโฆษณาที่โฆษณาเพื่อทำกำไรให้อุตสาหกรรมต่างๆ(ดูในรูปเป็นตัวอย่าง)หรืออะไรก็ตามที่ไม่ใช่โฆษณาการรับบริจาคของพวกเรา นั่นหมายความว่าเวปบราวเซอร์ของคุณอาจจะติดมัลแวร์”

ถ้าคุณเริ่มจะเห็นโฆษณาในที่ๆมันไม่สมควรอยู่ ให้เช็คปลั้กอินของเวปบราวเซอร์ของคุณและปิด add-ons หรือ browser extensions ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาขึ้น ให้อัพเดตแอนตี้ไวรัสเพื่อให้แน่ใจว่าโฆษณาที่ไม่พึงประสงค์จะไม่มีพฤติกรรมที่เป็นอันตรายแอบแฝงอยู่

ที่มา : nakedsecurity

How necessary of choosing WAF solution

หากเว็บไซต์จำเป็นกับองค์กรคุณ Web Application Firewall
ก็สำคัญกับองค์กรคุณเช่นกันคุณคงไม่อยากให้เว็บไซต์ขององค์กรคุณเสียชื่อเสียง จากการโดนแฮ็คเว็บไซต์  รวมทั้งกลายเป็นแหล่งกระจายไวรัสอย่างไม่รู้ตัว  ปัจจุบันหลายองค์กรหันมาให้ความสำคัญในการทำธุรกิจออนไลน์บนเว็บไซต์ผ่านเว็บแอพพิเคชันมากขึ้น เนื่องจากผู้ใช้งานสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา ดังนั้นการเข้าถึงบริการต่างๆ ก็สามารถทำได้สะดวกรวดเร็ว  เช่น การสั่งซื้อสิ้นค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน ผ่านเว็บไซต์ เป็นต้น  แม้ว่าการให้บริการออนไลน์จะมาพร้อมความสะดวกรวดเร็วแต่ในขณะเดียวกันภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ตมีให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง  จากเหตุการณ์ที่ธนาคารถูกโจรกรรมก็เพราะเป็นที่รับ-ฝากเงินจำนวนมาก จึงเสมือนกับข้อมูลสำคัญบนเว็บเซิฟเวอร์ขององค์กร ซึ่งปัจจุบันหลายองค์กรเริ่มตระหนัก และหันมาให้ความสำคัญเรื่องการป้องกันการโจมตีผ่านการใช้งานผ่านเว็บแอพพลิเคชันบนเว็บไซต์ จะเห็นได้จากการพัฒนาเว็บแอพพลิเคชันให้มีความปลอดภัย และรูปแบบการเลือกใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์

แม้ว่าการเลือกใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์อาจเป็นทางเลือกที่ดีในการป้องกันเว็บเซิฟเวอร์จากภัยคุกคาม แต่ด้วยการบริหารจัดการ  ประสิทธิภาพ และราคา  ยังถือได้ว่าเป็นปัญหาสำหรับองค์กรในการตัดสินใจเลือกใช้งานอยู่ไม่มากก็น้อย  จริงอยู่ที่การใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์สามารถป้องกันการโจมตีเว็บเซิฟเวอร์ได้  แต่สามารถป้องกันได้เพียงร้อยละ 90 สำหรับในส่วนที่เหลือนั้นองค์กรจำเป็นจะต้องมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการปรับแต่งค่า และนโยบายความปลอดภัยเพื่อลดความผิดพลาดในการป้องกันเว็บแอพพลิเคชันที่อาจจะเกิดขึ้น   ซึ่งส่งผลให้ผู้ใช้งานไม่สามารถให้บริการบนเว็บไซต์ได้ ทั้งนี้การใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์เพื่อการป้องกันการโจมตีอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด โดยองค์กรจะต้องมีการเฝ้าระวังและตรวจสอบภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ หรือเว็บแอพพลิเคชันอยู่อย่างสม่ำเสมอ  เพื่อให้ทราบถึงชนิดของภัยคุกคาม  รูปแบบการโจมตี ระดับความรุนแรง และวิธีการรับมือ หากเกิดความเสียหายในกรณีที่ถูกโจมตีได้อย่างทันท่วงที

สำหรับโซลูชันการเลือกใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์นั้นมีหลากหลายรูปแบบทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโครงสร้างการติดตั้งเว็บเซิฟเวอร์   ประสิทธิภาพในการส่งผ่านข้อมูล และงบประมาณในการลงทุน   องค์กรส่วนใหญ่ในประเทศไทยนิยมที่จะลงทุนในการซื้อ ติดตั้ง และบริหารจัดการอุปกรณ์ทางคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง ดังนั้นหลายองค์กรจึงเลือกใช้งานเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์ในลักษณะที่เป็นฮาร์ดแวร์ ซึ่งมีข้อดีคือ ได้อุปกรณ์มาติดตั้งในองค์กรตนเอง รวมถึงได้ประสิทธิภาพด้านระบบเครือข่ายที่ดี  และไม่กระทบต่อการใช้งานเว็บไซต์ที่มีการเข้าใช้งานเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี  เว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์ไม่ได้มีแบบที่เป็นฮาร์ดแวร์เพียงอย่างเดียว บริษัท ยูไนเต็ด อินฟอร์เมชั่น ไฮเวย์ จำกัด (UIH) ร่วมกับ บริษัท เอซิส ไอ-ซีเคียว จํากัด  ได้ร่วมกันให้บริการด้านความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ด้วยการนำเว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์มาให้บริการในรูปแบบ Cloud Computing  ที่มีลักษณะการแชร์ทรัพยากรของอุปกรณ์เว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์บน Cloud Computing  ให้มีการใช้งานรวมกันได้อย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพ  ซึ่งระบบคลาวด์เว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์มีข้อดีคือ องค์กรที่เลือกใช้งานไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้งซอฟต์แวร์ หรือฮาร์ดแวร์ใดๆ เพียงแค่องค์กรทำการเปลี่ยนหมายเลขไอพี DNS (Domain Name Service) มาเป็นหมายเลขไอพีของผู้ให้บริการ  เพียงเท่านี้ ก็สามารถใช้บริการคลาวด์เว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์ เพื่อการป้องกันเว็บเซิฟเวอร์ได้ทันที  ทั้งนี้การใช้งานคลาวด์เว็บแอพพลิเคชันไฟร์วอลล์ยังช่วยลดต้นทุนให้กับองค์กรในการสั่งซื้ออุปกรณ์ติดตั้ง การฝึกอบรมผู้ดูแลระบบ  และที่สำคัญมีบริการเฝ้าระวัง  แจ้งเตือน รวมทั้งผลการวิเคราะห์ภัยคุกคามต่อเว็บคลาวด์เว็บแอพพลิเคชันเป็นภาษาไทย  พร้อมแนวทางการแก้ไขจากผู้เชี่ยวชาญตลอด 24 ชั่วโมง

 

Why must WAF

ทำไมต้อง“Web Application Firewall”
ไม่ผิดนักหากจะบอกว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เว็บไซต์คือสิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เรานั้นใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้นสิ่งหนึ่ง เพราะไม่ว่าเราจะต้องการทำอะไรเว็บไซต์ก็สามารถที่จะตอบโจทย์เราไปได้เสียทุกอย่างเช่น หากเราต้องการไปยังสถานที่หนึ่งที่ไม่เคยไปมาก่อนและไม่มีคนที่เรารู้จักเคยไปมาก่อน เราก็สามารถไปสถานที่นั้นได้ด้วยตนเองโดยค้นหาเส้นทางไปยังเป้าหมายจากเว็บไซต์ท่องเที่ยวหรือเว็บไซต์อย่าง Google Map หรือหากเราต้องการนัดเพื่อนฝูงไปกินข้าวด้วยกันก็ไม่จำเป็นต้องโทรศัพท์หากันอีกต่อไป เราก็สามารถนัดเพื่อนๆผ่านเว็บไซต์ Social Network ต่างๆได้เลยเป็นต้น ซึ่งบ่งบอกถึงการที่เว็บไซต์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนเรามากขึ้นนั้นเอง

เว็บไซต์มีการวิวัฒนาการณ์อย่างต่อเนื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จากแต่ก่อนในเว็บ1.0 (Web1.0) ที่จะมีแค่ไว้ใช้เพื่อนำข้อมูลที่ต้องการมาใส่ไว้ในเว็บเพจให้คนอื่นดูและไม่มีการตอบโต้กับผู้ใช้งานแต่อย่างใด การก้าวข้ามสู่โลกการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้นของรูปแบบเว็บ2.0 (Web2.0) เช่น การจ่ายเงินค่าน้ำค่าไฟผ่านเว็บไซต์ การประชุมงานออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ รวมไปถึงการสั่งซื้อสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆผ่านเว็บไซต์ก็ทำได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นการเข้าถึงได้ง่ายและการใช้งานที่ทำให้ชีวิตสะดวกสบายมากขึ้นนี่เองที่ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่หันมาใช้งานเว็บไซต์เพื่อทำกิจวัตรประจำวันมากขึ้น แต่เหรียญนั้นมี 2 ด้าน ยิ่งมีคนใช้ประโยชน์จากเว็บมากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งมีผู้ไม่ประสงค์ดีต้องการหาผลประโยชน์จากคนที่ใช้เว็บมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีเหล่านั้นก็คือ Hacker นั่นเอง

การโจมตีเว็บไซต์ต่างๆของ Hacker มักจะทำไปเพื่อการขโมยข้อมูลต่างๆของผู้ใช้งานในเว็บไซต์นั้นๆหรือไม่ก็เพื่อให้เว็บไซต์นั้นๆไม่สามารถให้บริการได้เป็นต้น ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้ทั่วไปมักจะใช้ username และ password เดียวกันกับทุกเว็บไซต์ที่ได้สมัครไว้ ไม่ว่าจะเว็บไซต์นั้นจะเก็บข้อมูลที่สำคัญหรือไม่สำคัญของผู้ใช้ก็ตาม ทำให้ Hacker อาจจะนำ username และ password จากการโจมตีเว็บไซต์ที่เก็บข้อมูลไม่สำคัญอะไรนักของผู้ใช้งาน ไปใช้หาข้อมูลบัตรเครดิตหรือข้อมูลทางการเงินที่สำคัญของผู้ใช้งานในเว็บไซต์อื่นก็เป็นได้ และการที่จะมาบังคับให้ผู้ใช้ทั่วไปสมัครเว็บไซต์ต่างๆโดยใช้ username และ password ไม่ซ้ำกันเลยก็คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญในการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวได้ก็คือการป้องกันหรือตรวจจับการโจมตีเว็บไซต์แทนนั่นเอง

เทคโนโลยีการป้องกันในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็น Firewall, Intrusion Detection System/Intrusion Prevention System (IDS/IPS) ก็ไม่สามารถป้องกันเหตุการณ์ภัยคุคามที่เกิดขึ้นกับเว็บไซต์ได้ เพราะการที่เราส่งข้อมูลไปที่เว็บไซต์ใดๆก็แล้วแต่ ก็เหมือนกับการที่เราส่งจดหมายไปยังเว็บไซต์นั้นโดย Firewall จะมีเห็นแค่ว่าเราส่งจดหมายนั้นไปได้ถูกที่ถูกทางหรือไม่ รวมทั้งการเข้าใช้งานเว็บไซต์ตามปกติและการโจมตีเว็บไซต์นั้นจะเป็นการใช้งานพอร์ต 80/TCP ( HTTP) และ 443/TCP(HTTPS) ซึ่งยากแก่ Firewall ธรรมดาที่จะบล็อคการใช้งานได้ ขณะเดียวกัน IDS/IPS ก็จะเห็นแค่ลักษณะของการส่งจดหมายเท่านั้น ซึ่งเทคโนโลยีทั้งสองดังกล่าวไม่สามารถรับรู้ได้เลยว่าในสิ่งที่อยู่ในจดหมายนั้นมีข้อความหรือสิ่งใดที่ประสงค์ร้ายต่อผู้รับหรือไม่ ดังนั้นจึงได้มีการพัฒนา Web Application Firewall (WAF) ขึ้น มาเพื่อตรวจสอบข้อมูลข้างในจดหมายดังกล่าว เปรียบเหมือนกับการที่เมื่อจดหมายถูกส่งมาถึงกล่องจดหมายหน้าบ้านแล้ว WAF ก็จะทำหน้าที่ส่งต่อ โดยการเปิดจดหมายเพื่อตรวจสอบข้อมูลภายใน เมื่อ WAF เห็นแล้วว่าข้อความภายในนั้นไม่มีจุดประสงค์ร้ายต่อผู้รับ (เว็บไซต์) ก็จะส่งจดหมายนั้นต่อไปยังผู้รับอีกทีหนึ่ง และอีกทั้งเรายังสามารถระบุหรือบอกกับ WAF ได้อีกด้วยว่าผู้รับสามารถอ่านจดหมายได้มากขนาดไหนในช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อจดหมายเยอะถึงที่ได้ตั้งไว้ WAF ก็จะทำการถือไว้ให้ก่อนหรือไม่ก็สามารถทิ้งจดหมายที่เกินเข้ามา ทำให้ผู้รับสามารถอ่านจดหมายหรือทำงานได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

การ WAF เข้ามาขวางหรือรับการใช้งานจากผู้ใช้งานเว็บไซต์แทนนั้น ทำให้เว็บไซต์สามารถทำงานได้อย่างสะดวกมากขึ้นและลดความกังวลของผู้ดูแลได้อย่างมาก เพราะจริงๆแล้วบริษัทส่วนใหญ่มักจะมีทีมที่ดูแลการเขียนเว็บไซต์และทีมที่ดูแลเซอร์เวอร์ของเว็บไซต์ทำหน้าที่แยกจากกัน หรือบางครั้งทีมที่พัฒนาเว็บไซต์ก็อาจจะเป็นบุคคลภายนอก (Outsource) ที่ถูกจ้างเข้ามาเพื่อพัฒนาเว็บไซต์นั้นๆ และเมื่อหมดสัญญาทางทีมผู้ดูแลเซอร์เวอร์ก็ต้องจัดการและดูแลเว็บไซต์ด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์โจมตีเกิดขึ้น ผู้ที่ต้องรับผิดชอบและแก้ไขเว็บไซต์กลับกลายเป็นผู้ดูแลระบบ ซึ่งอาจไม่ได้มีความเชี่ยวชาญทางด้านโปรแกรมมิ่งเว็บไซต์มากนัก ทำให้การป้องกันหรือแก้ไขเป็นไปได้อย่างยากลำบากหรือบางครั้งอาจจะไม่สามารถแก้ไขได้เลยทีเดียว ดังนั้นสิ่งที่เสียไปจะไม่ใช่แค่ข้อมูลของผู้ใช้งานภายในเว็บไซต์เท่านั้น แต่จะรวมถึงการเสียชื่อเสียงที่ทำผู้ใช้งานไม่มีความมั่นใจที่จะเข้ามาใช้งานเว็บไซต์จึงทำให้การใช้งานลดลง ซึ่งบางทีก็ยังต้องเสียค่าจ้างบุคคลภายนอกเพื่อให้เข้ามาแก้ไขซอร์ดโค้ด (Source code) ที่มีช่องโหว่ของการโจมตีอีกด้วย

แต่เหนือสิ่งอื่นใด การที่ WAF นั้นจะทำงานกรองหรือป้องกันเว็บไซต์จากการโจมตีของ Hacker ได้มากขนาดไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับการปรับแต่งการป้องกันให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นๆด้วย รวมทั้งประสิทธิภาพของผู้ทำการปรับแต่งนั้นๆควรจะมีความสามารถหรือตระหนักการโจมตีในรูปแบบต่างๆที่ Hacker สามารถทำหรือคิดได้ เพื่อที่จะสามารถรู้เท่าทัน Hacker ดังคำกล่าวที่ว่า “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” นั่นเอง

 

Security Alert – Wi-Fi Hotels used to Spread Malware

จากการรายงานของ IC3 (Internet Crime Complaint Center) พบว่าเหล่า Hacker กำลังมุ่งเป้าโจมตีไปยัง Notebook ของชาวต่างชาติที่เข้ามาพักตามโรงแรมและใช้งาน WiFi ของโรงแรมนั้นๆ โดยการแพร่กระจายมัลแวร์ในวงเน็ตเวิร์ค WiFi ของโรงแรม ซึ่งใช้วิธีการหลอกผู้ใช้งานให้อัพเดทซอลฟ์แวร์โดยมี pop up แจ้งให้ติดตั้งในขณะที่เหยื่อได้เชื่อมต่อ Internet WiFi ของโรงแรมอยู่นั้นเอง และซอลฟ์แวร์เหล่านั้นเป็นที่รู้จัก จึงอาจหลอกเหยื่อให้หลงเชื่อได้ง่าย IC3 ยังกล่าวอีกว่าจำนวนของ Notebook ที่ติดตั้งซอลฟ์แวร์ที่อันตรายที่กล่าวมาขั้นต้น กำลังเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เจ้าหน้าที่ของ IC3 ไมได้อธิบายถึงพฤติกรรมของมัลแวร์ว่าทำอะไรได้บ้าง

วิธีป้องกันสำหรับนักท่องเที่ยวคือ ควรตรวจสอบและอัพเดท notebook ของตนเองก่อนเดินเทาง และควรอัพเดทซอลฟ์แวร์จากเว็ปไซต์หลักของผลิตภัณฑ์นั้นเองโดยตรงดีกว่า

ที่มา : thehackernews

Dutch boy arrested for WikiLeaks-related DDoS attacks on Mastercard and PayPal

วัยรุ่นอายุ 16 ปีถูกจับข้อหาโจมตีเว็บไซต์หลายแห่งในสัปดาห์นี้ด้วยวิธี distributed denial of service (DDoS) โดยมี MasterCard และ PayPal อยู่ในรายชื่อเว็บที่โดนโจมตีด้วย แต่รายละเอียดของคดีนี้ยังมีไม่มากนัก แต่ดูเหมือนว่าการโจมตีครั้งนี้จะได้รับการสนับสนุนจาก Wikileaks ด้วย และนอกจากนี้ตำรวจยังได้เข้าไปตรวจสอบสำนักงานของเว็บ LeaseWeb และ EvoShitch โดยเชื่อว่าทั้งสองบริษัทได้ให้ความช่วยเหลือกลุ่ม Anonymous ในการเข้าใช้อินเตอร์เน็ตด้วย

ที่มา : nakedsecurity

Norwegian teenagers arrested over denial-of-service attacks

วัยรุ่นชาวนอร์เวย์สองคนถูกจับจากข้อหาที่พวกเขาโจมตีเว็บไซต์ทั้งในและต่างประเทศโดยวิธี distributed denial of service (DDoS) โดยแหล่งข่าวเชื่อว่า เว็ปที่ถูกโจมตีทั้งหมดประกอบไปด้วยเว็บล็อตเตอร์รี่ของนอร์เวย์ เว็บกรมตำรวจ ธนาคาร DNB ของนอร์เวย์ด้วย และยังรวมไปถึงเว็ปแม็กกาซีน Bild ของเยอรมันและเว็ปของสำนักงานป้องกันการกระทำผิดทางอาญาร้ายแรงโดยองค์กรอาชญากรรมของประเทศอังกฤษ ซึ่งในกรณีที่พวกเขามีความผิดจริงอาจจะต้องถูกจำคุกสูงสุดถึง 6 ปี

ที่มา : nakedsecurity

Georgia Man Admits Role in $1.3 Million Global Cyberscam

นาย Waya Nwaki ยอมรับสารภาพว่าตนได้ขโมยเงินจำนวน $1.3 ล้านเหรียญ ด้วยการสร้างเว็บปลอมของธนาคารต่างๆ เช่น Chase Bank, Bank of American และ Branch Banking and Trust ในอเมริกาและบริษัทรับทำบัญชีเงินเดือนอย่าง ADP เพื่อหลอกเอาพวกข้อมูลส่วนตัว อย่างเช่น วันเกิด เลขประกันสังคม ไปจนถึง username และรหัสผ่านด้วย นอกจากนั้นเขายังเอาข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ถอนเงินจากบัญชีของเหยื่อ นอกจากนี้เขาก็ยังจ้างคนมาทำใบขับขี่ปลอม เพื่อให้คนเหล่านี้ปลอมเป็นเหยื่อแล้วเข้าไปถอนเงินที่ธนาคารด้วย หลังจากนั้นจึงโดนจับ พร้อมกับพวกอีกสี่คนจากทั้งหมดหกคน และได้รับโทษจำคุก 47 ปี และปรับอีก $250,000 ล้านเหรียญต่อกระทง

ที่มา : securitynewsdaily

Trojans Make Up 80% of All Malware, Study Shows

PandaLab ได้ตรวจพบมัลแวร์ใหม่ๆกว่า 6 ล้านตัวในช่วงระหว่างมกราคมถึงมีนาคม และพบว่า 80.77% ของมัลแวร์ทั้งหมดนั้นเป็นประเภทโทรจัน โดยนักวิจัยกล่าวว่าตอนนี้ไม่ค่อยมีคอมพิวเตอร์ติด Worm กันแล้ว นี่หมายความว่าการรุกรามอย่างมากของ Worm ในอดีตกำลังหมดไปและถูกแทนที่ด้วยโทรจัน นอกจากนี้ PandaLab ยังบอกด้วยว่าถึงประเทศที่ติดมัลแวร์มากที่สุดอีกด้วย โดยจีนครองอันดับหนึ่งที่ 54.10% ตามมาด้วยไทย 47.15% และตุรกี 42.75% และจำนวนคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ทั่วทั้งโลกมีอยู่ที่ 35.51% ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าปี 2011

ที่มา : securitynewsdaily

Patch now! Adobe and Microsoft push out critical security fixes

ไมโครซอฟท์ได้ออกแพทช์ประจำเดือนพฤษภาคมเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยในแพทช์นี้ประกอบไปด้วยเอกสารที่ระบุถึง 23 ช่องโหว่ และรวมไปถึงการแก้ช่องโหว่ที่พบใน Microsoft Office, Microsoft .NET Framework และ Microsoft Silverlight  ช่องโหว่ที่แย่ที่สุดของไมโครซอฟท์ได้ถูกจัดให้อยู่ในความร้ายแรงขั้นสูงสุดเพราะช่องโหว่นี้สามารถทำให้เหล่าแฮคเกอร์สามารถรันโค้ดบนเครื่องของเหยื่อได้โดยไม่ต้องมีการการตอบสนองจากเหยื่อ และแพทช์ MS 12-034 ได้ออกมาเพื่อแก้การโจมตีของ Duqu ที่เชื่อกันว่าเพื่อการโจมตีได้พุ่งเป้าไปยังระบบควบคุมในอุตสาหกรรม แพทช์ MS12-029 ได้ออกมาเพื่อแก้ช่องโหว่ที่อนุญาติให้รันรีโมทโค้ดได้ถ้าผู้ใช้เปิดไฟล์ RTF ที่เหล่าแฮคเกอร์ทำขึ้นมา

ในขณะเดียวกับที่ทาง Adobe ได้ออกแพทช์เช่นกัน เพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่พบใน Adobe Illustrator, Adobe Photoshop, Adobe Flash Professional และ Adobe Shockwave Player ทั้งใน Windows และ Mac

ที่มา : nakedsecurity

Twitter downplays reports of 55,000 hacked accounts

แฮกเกอร์ในเครือของกลุ่ม Anonymous ออกมายอมรับและแสดงความรับผิดชอบกรณีที่มีการเผยแพร่บัญชีผู้ใช้ อีเมลรวมทั้งรหัสผ่านของ Twitter บนเว็บไซต์ Pastebin เป็นจำนวนกว่า 55,000 รายการ โดยทาง Twitter อ้างว่าข้อมูลส่วนใหญ่ที่ถูกเผยแพร่นั้นเป็นข้อมูลที่ซ้ำกัน และส่วนมากก็เป็นบัญชีผู้ใช้ที่ถูกบันทึกว่าเป็นผู้ใช้งานประเภทสแปมด้วย โดยตอนนี้ทาง Twitter ก็ยังไม่ได้ออกมาชี้แจงถึงสาเหตุแต่อย่างใด
บางเว็บไซต์ยังมีการโจมตีไปยัง Twitter ว่าทางบริษัทไม่ได้สนใจที่จะสร้างความปลอดภัยต่อข้อมูลของผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นอย่างจริงจัง ขาดแม้กระทั่งระบบตรวจสอบมาตรฐานของรหัสผ่าน หรือคำแนะนำในการตั้งรหัสผ่านให้ปลอดภัย

ที่มา : hack in the box