Millions of RDP Endpoints Exposed Online and Ready for Bad Things

Rapid 7 เปิดเผยรายงาน ระบบกว่า 7 ล้านระบบยังมีการตั้งค่าโปรโตคอล RDP (Remote Desktop) ที่ไม่ปลอดภัย

โปรโตคอล RDP (Remote Desktop Protocol) ซึ่งให้บริการอยู่ที่พอร์ต TCP 3389 นั้นเป็นเป้าหมายสำคัญที่ผู้โจมตีมักใช้ในการเข้าถึงระบบรวมถึงแพร่กระจายมัลแวร์ เพราะเป็นช่องทางสำคัญที่ผู้โจมตีสามารถควบคุมระบบได้อย่างเบ็ดเสร็จโดยไม่จำเป็นต้องมีการโจมตีที่ซับซ้อน

Rapid 7 เปิดเผยรายงานว่า ระบบทั่วโลกกว่า 7.2 ล้านระบบ ยังคงมีการตั้งค่าการใช้งานโปรโตคอล RDP ที่ไม่ปลอดภัย หลังจากได้มีการทดสอบโดยการสแกนแบบกวาดเมื่อช่วงต้นปี 2017 ที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่ายังคงมีระบบที่เปิดให้ใครก็ได้สามารถพยายาม brute force และเข้าควบคุมได้อีกเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม Rapid 7 ยังเปิดเผยว่าระบบที่ตรวจพบว่ามีการเปิดใช้งาน RDP นั้นโดยส่วนมากกว่า 83% มีการใช้งานขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนที่ค่อนข้างปลอดภัย โดยมีเพียง 15% เท่านั้นที่ขั้นตอนการพิสูจน์ตัวตนยังไม่มีการเข้ารหัสและ/หรือใช้โปรโตคอลในรุ่นเก่า

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญคือการตั้งพาสเวิร์ดที่ระบบส่วนมากยังคงตั้งรหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งน้อยทำให้ง่ายต่อการเข้าถึงระบบ

ที่มา : bleepingcomputer

Creepy backdoor found in NetSarang server management software

แจ้งเตือน Backdoor บนซอฟต์แวร์ Xmanager และ Xshell จาก NetSarang

นักวิจัยด้านความปลอดภัยจาก Kaspersky ได้เปิดเผยการค้นพบ backdoor "Shadowpad" หรือช่องทางลับบนซอฟต์แวร์จัดการเซิร์ฟเวอร์จาก NetSarang (อาทิ Xmaanger, Xshell)

Backdoor ดังกล่าวนั้นซ่อนอยู่ในไฟล์ nssock2.dll ซึ่งเมื่อถูกเริ่มการทำงาน มันจะทำการติดต่อไปยัง C&C server ผ่านโปรโตคอล DNS โดยเข้ารหัสข้อมูลและคำสั่งที่มีการรับส่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีสามารถเก็บข้อมูลของเซิร์ฟเวอร์ที่ซอฟต์แวร์มีการเชื่อมต่อและส่งกลับไปให้ผู้โจมตีได้

จากการวิเคราะห์เบื้องต้นนั้นเชื่อว่า ผู้โจมตีน่าจะมีการเข้าถึงระบบของ Netsarang เพื่อแอบใส่ backdoor เข้าไปในช่วงที่มีการพัฒนาซอฟต์แวร์ซึ่งส่งผลให้ลายเซ็นต์ดิจิตอลของซอฟต์แวร์นั้นไม่ถูกเปลี่ยนแปลง Kaspersky ยังตรวจพบความเหมือนกันของโค้ดที่มีการใช้งานเมื่อเปรียบเทียบกับมัลแวร์อย่าง PlugX และ Winnti ซึ่งถูกใช้โดยกลุ่มแฮกเกอร์จีน

เวอร์ชันของซอฟต์แวร์ที่ได้รับผลกระทบได้แก่:
- Xmanager Enterprise 5.0 Build 1232
- Xmanager 5.0 Build 1045
- Xshell 5.0 Build 1322
- Xftp 5.0 Build 1218
- Xlpd 5.0 Build 1220

Recommendation : แนะนำให้ตรวจสอบเวอร์ชันที่ใช้งานอยู่และอัพเดตโดยด่วน หากตรวจพบว่าใช้งานเวอร์ชันที่น่าจะมี backdoor แนะนำให้ทำการเปลี่ยนรหัสผ่านในทุกๆ ระบบที่เคยเชื่อมต่อด้วย

ที่มา : theregister

Seven More Chrome Extensions Compromised

ตรวจพบปลั๊กอินบน Google Chrome ที่โดนแฮกเพิ่มขึ้นอีก 7 รายการ

นักวิจัยจาก Proofpoint ได้เปิดเผยการค้นพบเพิ่มเติมหลังจากมีการตรวจพบว่าปลั๊กอิน Web Developer ซึ่งนิยมใช้งานการในกลุ่มนักพัฒนานั้นถูกแก้ไขให้แสดงโฆษณาและส่งสแปม พบว่ายังมีปลั๊กอินอีกบางส่วนที่อาจได้รับผลกระทบด้วย

ที่มาของเหตุการณ์นี้นั้นมาจากการที่ข้อมูลของนักพัฒนาจาก A9t9 Software ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาซอฟต์แวร์ถูกแฮกผ่านทาง phishing ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงและแก้ไขซอร์สโค้ดของปลั๊กอินเพื่อแพร่กระจายสแปมหรือขโมยข้อมูลได้

ปลั๊กอินที่ได้รับผลกระทบได้แก่ Web Developer (0.4.9), Chrometana (1.1.3), Infinity New Tab (3.12.3), Web Paint (1.2.1), และ Social Fixer (20.1.1) รวมไปถึง TouchVPN และ Betternet VPN ด้วย

Recommendation : แนะนำให้ตรวจสอบ ปิดการใช้งานปลั๊กอินดังกล่าวและเปลี่ยนรหัสผ่านบัญชีผู้ใช้ใดๆ ที่เคยมีการใช้งานในเว็บเบราว์เซอร์ดังกล่าวโดยด่วน

ที่มา : threatpost

(Banker(GoogleChromeExtension)).targeting(“Brazil”)

มัลแวร์ขโมยข้อมูลทางการเงินแพร่กระจายผ่านทางปลั๊กอินของ Google Chrome

นักวิจัยด้านความปลอดภัย Renato Marinho จาก Morphus Labs ได้เปิดเผยงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับแคมเปญขโมยข้อมูลทางการเงินของมัลแวร์ที่มีแกนหลักเป็น extension หรือส่วนเสริมของโปรแกรเว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome

ในการโจมตีนั้น ผู้โจมตีจะทำการหลอกลวงผู้ใช้ว่าทางธนาคารมีคำสั่งให้ติดตั้งปลั๊กอินหรือส่วนเสริมเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน โดยเมื่อติดตั้งปลั๊กอินดังกล่าวแล้ว ปลั๊กอินอันตรายนี้จะทำการบันทึกข้อมูลและรหัสผ่านเมื่อเหยื่อเข้าใช้งานเว็บไซต์ของธนาคาร และส่งกลับไปหาผู้โจมตี

ปลั๊กอินอันตรายรายนี้ถูกพัฒนาบนจาวาสคริปต์ซึ่งอาจช่วยในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับได้ในบางกรณี Renato Marinho ได้ทำการตรวจสอบปลั๊กอินดังกล่าวกับซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยหลายเจ้าผ่านทางบริการของ VirusTotal และพบว่ายังไม่มีซอฟต์แวร์ด้านความปลอดภัยรายใดระบุว่าปลั๊กอินปลอมนี้เป็นมัลแวร์

Recommendation: แนะนำให้ผู้ใช้งานเพิ่มความระมัดระวังเมื่อมีการใช้ internet banking และไม่มีติดตั้งโปรแกรมที่ไม่ทราบแหล่งที่มาหรือต้องสงสัย

ที่มา: isc.

USN-3390-1: PostgreSQL vulnerabilities

Ubuntu ได้มีการปล่อยแพตช์ด้านความปลอดภัยสำหรับซอฟต์แวร์ PostgreSQL ซึ่งกระทบ Ubuntu ในรุ่น 17.04, 16.04 LTS และ 14.04 LTS โดยแพตช์ด้านความปลอดภัยที่ถูกปล่อยออกมานั้นครอบคลุม 3 ช่องโหว่สำคัญที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวโจมตีระบบได้จากระยะไกล

ตัวอย่างของช่องโหว่ที่ถูกแพตช์นั้นได้แก่ ช่องโหว่ CVE-2017-7546 ซึ่งทำให้ผู้โจมตีสามารถข้ามผ่านกระบวนการพิสูจน์ตัวตนในบางลักษณะโดยไม่จำเป็นต้องใช้รหัสผ่านได้ หรือช่องโหว่ CVE-2017-7547 นั้นส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงรหัสผ่านที่ใช้ในการพิสูจน์ตัวตนได้จากระยะไกล

เวอร์ชันของ PostgreSQL ที่ได้รับผลกระทบได้แก่เวอร์ชัน 9.3, 9.5 และ 9.6
Recommendation แนะนำให้ทำการอัพเดตแพตช์ด้านความปลอดภัยโดยด่วน

ที่มา : usn.

Someone DDoSed Chinese Telecom Firm For 11 Days

ในปัจจุบันการก่ออาชญากรรมทางไซเบอร์ดูเหมือนจะเป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของเหล่าแฮคเกอร์ที่ต้องการก้าวข้ามความสำเร็จที่เคยทำได้ในอดีต DDoS คืออาวุธหลักที่มักถูกหยิบมาใช้โจมตีอยู่บ่อยครั้ง และเป้าหมายหลักก็มีหลายประเทศ อาทิ ประเทศจีน เกาหลีใต้ อิตาลี อังกฤษ เป็นต้น การโจมตี DDoS ครั้งล่าสุดถือเป็นประวัติการณ์และเป็นการทำลายสถิติ เพราะกินระยะเวลายาวนานถึง 11 วัน หรือ 227 ชั่วโมงโดยประมาณ รายงานของนักวิจัยจาก Kaspersky Lab ระบุว่าการโจมตีเกิดขึ้นในไตรมาสที่สองของปี 2017

การโจมตีในลักษณะของ DDoS ยังมีการพัฒนาไปเป็น Ransom DDoS โดยที่เหยื่อจำเป็นต้องจ่ายเงินเพื่อแลกกับการหยุดโจมตี โดยในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมากลุ่มแฮคเกอร์ Armada Collective ได้เรียกร้องเงินจำนวนกว่า 315,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสถาบันการเงินสัญชาติเกาหลีเพื่อแลกกับการหยุดโจมตีหรือไม่ถูกโจมตีแบบ DDoS

การโจมตีไม่ใช่ฝีมือของแฮคเกอร์ที่เก่งเสมอไป แต่บ่อยครั้งที่มาจากฝีมือของแฮคเกอร์ทั่วไปที่ไม่ได้มีความชำนาญในเรื่องของ DDoS แต่เพราะเพียงแค่ต้องการหาวิธีทำเงินแบบง่ายๆ เท่านั้นเอง

ที่มา: hackread

Update to Current Use and Deprecation of TDEA

NIST ประกาศเตรียมยกเลิกการใช้งานอัลกอริธึมเข้าหรัส 3DES

อัลกอริธึมเข้ารหัส Triple Data Encryption Standard (3DES) ซึ่งถูกพัฒนาตั้งแต่ปี 1998 กำลังจะถูกประกาศให้ยกเลิกการใช้งานโดย NIST หลังจากที่มีการค้นพบข้อบกพร่องรวมไปถึงงานวิจัยหลายงานที่ออกมาเปิดเผยปัญหาซึ่งอาจส่งผลต่อคุณลักษณะด้านความปลอดภัยในการใช้งานอัลกอริธึมโดยตรง

หนึ่งในการโจมตีที่ส่งผลกระทบต่อ 3DES คือ Sweet32 ซึ่งแสดงให้ถึงความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถสกัดข้อมูลที่ใช้งานได้ออกจากข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสภายใต้เงื่อนไขการโจมตี เช่น ผู้โจมตีจะต้องทำการดักจับข้อมูลที่ถูกเข้ารหัสให้ถึงจุดหนึ่ง (ตามงานวิจัยคือ 785 GB) เพื่อให้สามารถหาการชนกัน (collision) ที่เป็นผลมาจากขนาดของบล็อคที่น้อยของอัลกอริธึมได้

NIST มีการวางแผนที่จะลดขนาดของบล็อคจาก 2^32 เป็น 2^20 โดยการเปลี่ยนแปลงนี้จะถูกประกาศในการแก้ไข Special Pulibcation 800-67 ซึ่งจะมีการเปิดให้ลงความเห็นในการเเปลี่ยนแปลงเร็วๆ นี้ โดยในระยะยาว NIST ก็จะมีการประกาศไทม์ไลน์เพื่อที่จะยกเลิกการใช้งาน 3DES เช่นเดียวกัน

ในขณะเดียวกัน NIST วางแผนที่จะไม่อนุญาตให้มีการใช้ 3DES ในโปรโตคอลอย่าง TLS หรือ IPSEC โดยแนะนำให้มีการเปลี่ยนไปใช้อัลกอริธึมที่มีวามแข็งแกร่งกว่าอย่าง AES แทน

ที่มา : nist

Cobalt strikes back: an evolving multinational threat to finance

แจ้งเตือนกลุ่มแฮกเกอร์ Cobalt พุ่งเป้าโจมตีสถาบันทางการเงินในเอเชีย
ทีมนักวิจัยจาก Positive Technologies และกลุ่มบริษัทด้านความปลอดภัย เช่น Group-IB ได้มีการเผยแพร่การวิเคราะห์การโจมตีโดยกลุ่มซึ่งถูกเรียกว่า Cobalt หลังจากที่กลุ่ม Cobalt เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเทคนิค รูปแบบและวิธีการที่ใช้โจมตีที่เคยสร้างความเสียหายไปแล้วในมูลค่ากว่า 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016

เป้าหมายของกลุ่ม Cobalt จะอยู่ในกลุ่มสถาบันการเงิน อาทิ ตลาดหลักทรัพย์ บริษัทประกันภัย บริษัทด้านการลงทุนและอื่นๆ

สำหรับข้อมูลเบื้องต้นของกลุ่ม Cobalt นั้น แรงจูงใจในการโจมตีหลักคือการโจมตีเพื่อขโมยเงิน โดยอาศัยรูปแบบการโจมตี Supply Chain Attack ซึ่งเป็นลักษณะการโจมตีเดียวกันกับการใช้ระบบของ M.E.Doc ในการแพร่กระจายมัลแวร์ NotPetya แฮกเกอร์จะอาศัยการโจมตีคู่ค้าหรือหุ้นส่วนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้นในการแพร่กระจายมัลแวร์ผ่านทางอีเมลฟิชชิ่ง

เมื่อแฮกเกอร์สามารถเข้าถึงเน็ตเวิร์กภายในของเป้าหมายอย่างเช่นธนาคารได้ แฮกเกอร์จะพยายามเข้าถึงระบบที่ใช้ในการดูแล ATM เพื่อใช้มัลแวร์ที่ถูกออกแบบมาพิเศษในการถอนเงินออกมา

ข้อมูลของกลุ่มแฮกเกอร์ Cobalt, รูปแบบของการโจมตีรวมไปถึงวิธีการลดผลกระทบเบื้องต้นยังมีรายละเอียดอีกมาก แนะนำให้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่มาของข่าวครับ

ที่มา : blog.

Hackers Behind WannaCry Ransomware Withdraw $143,000 From Bitcoin Wallets

Hacker ที่อยู่เบื้องหลัง WannaCry Ransomware ถอนเงิน 143,000 เหรียญจากกระเป๋าเงิน Bitcoin

ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้วที่ WannaCry Ransomware ระบาด และได้ทำให้ระบบของโรงพยาบาล การบริการโทรคมนาคม และธรุกิจจำนวนมากทั่วโลกกว่า 150 ประเทศไม่สามารถใช้งานได้ โดยเรียกเงินจากเหยื่อประมาณ 300-600 เหรียญ เพื่อแลกกับ Key ในการถอดรหัส โดยรวม Hacker ที่อยู่เบื้องหลัง WannaCry ได้เงินจากผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเป็นจำนวนกว่า 140,000 เหรียญ แต่เกือบสามเดือนที่ผ่านมานี้ไม่มีการแตะต้องกระเป๋าเงิน Bitcoins เหล่านั้นเลย จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 2 สิงหาคม เงินจำนวนดังกล่าวถูกถอนออก 7 ครั้งภายใน 15 นาที

ทั้งนี้ยังคงระบุไม่ได้ว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลัง WannaCry Ransomware ตัวนี้ แม้ว่านักวิจัยบางกลุ่มได้สืบค้นไปจนถึงกลุ่ม Hacker ที่ชื่อว่า Lazarus ในเกาหลีเหนือที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ ในขณะที่นักวิจัยอื่นๆ เชื่อว่าเป็นการกระทำจากประเทศจีน

ที่มา : thehackernews

McAfee Releases Security Bulletin for Web Gateway

McAfee ได้มีการปล่อยอัพเดทเพื่ออุดช่องโหว่ที่พบใน Web Gateway ซึ่งช่องโหว่เหล่านี้อาจทำให้ถูกโจมตี และเข้าควบคุมเครื่องจากระยะไกลได้ (remote attacking) โดยผู้ใช้งาน, ผู้ดูแลระบบสามารถเข้าไปศึกษารายละเอียด และทำการอัพเดทได้จากเว็บไซต์ของ McAfee (SB10205) ทั้งนี้ควรติดตามข่าวด้านความปลอดภัย และทำการอัพเดทอย่างสม่ำเสมอ

ที่มา : us-cert