แฮ็กเกอร์โจมตีช่องโหว่ Zero-day บน PrestaShop ขโมยข้อมูลการชำระเงินจากร้านค้าออนไลน์

PrestaShop เป็น Open-Source E-commerce Solution ที่ได้รับความนิยมในยุโรป และละตินอเมริกา ซึ่งมีผู้ค้าขายออนไลน์กว่า 300,000 รายทั่วโลกที่ใช้งาน ซึ่งผู้โจมตีได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ Zero-day บน platform ดังกล่าว เพื่อใส่โค้ด Skimmer ที่เป็นอันตราย ที่ออกแบบมาเพื่อขโมยข้อมูลที่มีความสำคัญ
เป้าหมายของการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้คือการติดตั้งโค้ดที่เป็นอันตรายที่มีความสามารถในการขโมยข้อมูลการชำระเงินจากลูกค้าที่ใส่ข้อมูลในหน้าชำระเงิน โดยเป้าหมายหลัก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าที่ใช้ software เวอร์ชั่นเก่า ๆ หรือ 3rd party module ที่มีช่องโหว่
ช่องโหว่มีหมายเลข CVE-2022-36408 ที่เกิดปัญหาจากการจัดการกับ Input ที่ผิดปกติ หรือไม่รู้จัก จนนำไปสู่การโจมตีในรูปแบบ SQL Injection ที่จะทำให้ผู้ผู้โจมตีสามารถแทรก หรือแก้ไขคำสั่ง SQL ได้

(more…)

Backdoor SmokeLoader ขโมยข้อมูลบนเครื่องผู้ใช้งาน และแอบติดตั้งปลั๊กอินที่เป็นอันตรายเพิ่มเติม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญจาก AhnLab Security Emergency Response Center (ASEC) ได้รายงานถึงการค้นพบ Backdoor ที่มีชื่อว่า SmokeLoader ซึ่งมันจะทำหน้าที่ติดตั้งมัลแวร์ที่มีชื่อว่า Amadey สำหรับขโมยข้อมูลของเป้าหมาย

ลักษณะการทำงาน

SmokeLoader ทำงานโดยปลอมตัวมันเองเป็น Software Crack ต่าง ๆ หลอกให้ผู้ใช้งานดาวน์โหลด
เมื่อผู้ใช้งานทำการติดตั้ง มันจะพยายามแฝงตัวอยู่บนระบบของเหยื่อให้ได้นานที่สุด โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้าง Schedule Task, Registry รวมไปถึง Startup Folder
จากนั้น SmokeLoader มันจะทำการดาวน์โหลด Malware ขโมยข้อมูลที่ชื่อว่า Amadey ซึ่ง Amadey ถูกพบครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนตุลาคม 2018 บนฟอรัมใต้ดินของรัสเซียในราคา 600$ ซึ่งถูกใช้งานเพื่อดูข้อมูลประจำตัว จับภาพหน้าจอ ข้อมูลของระบบ รวมไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับอุปกรณ์ป้องกันไวรัสบนเครื่องเป้าหมาย

แต่ช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญจาก Walmart Global Tech ได้พบว่า Amadey ได้ทำการอัปเดตตัวเองครั้งใหญ่ ซึ่งคราวนี้ได้เพิ่มฟังก์ชันต่าง ๆ ให้สามารถขโมยข้อมูลจากระบบอื่นด้วย เช่น ข้อมูลจากเราเตอร์ Mikrotik และ Microsoft Outlook โดยชุดเครื่องมือดังกล่าวได้รับการอัปเกรดให้สามารถรวบรวมข้อมูลจาก FileZilla, Pidgin, Total Commander FTP Client, RealVNC, TightVNC, TigerVNC และ WinSCP

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของมันคือการติดตั้งปลั๊กอินที่เป็นอันตรายเพิ่มเติม และติดตั้งโทรจันเพื่อเข้าถึงจากระยะไกล เช่น Remcos RAT และ RedLine Stealer ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถดำเนินกิจกรรมในภายหลังได้มากขึ้น

แนวทางการป้องกัน

แนะนำให้ผู้ใช้อัปเกรดอุปกรณ์เป็นระบบปฏิบัติการเวอร์ชันล่าสุด และอัปเดตเว็บเบราว์เซอร์ เพื่อลดโอกาสการติดมัลแวร์ที่อาจเกิดขึ้น และหลีกเลี่ยงซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์

ที่มา: thehackernews

พบมัลแวร์ CosmicStrand UEFI ในเมนบอร์ดของ Gigabyte และ ASUS

ตั้งแต่ในช่วงปี 2559 แฮ็กเกอร์ชาวจีนมีการใช้มัลแวร์ที่ไม่เคยถูกพบมาก่อนในอิมเมจเฟิร์มแวร์สำหรับเมนบอร์ดบางตัว ซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักกันในรูปแบบที่เรียกว่า UEFI rootkit

นักวิจัยจากบริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ Kaspersky เรียกมัลแวร์ลักษณะนี้ว่า CosmicStrand แต่ล่าสุดนักวิเคราะห์มัลแวร์จาก Qihoo360 ค้นพบอีกรูปแบบของมัลแวร์ลักษณะดังกล่าว และตั้งชื่อมันว่า Spy Shadow Trojan

ยังไม่แน่ชัดว่าผู้โจมตีสามารถ inject rootkit ลงในอิมเมจเฟิร์มแวร์ของเครื่องเป้าหมายได้อย่างไร แต่นักวิจัยพบมัลแวร์บนเครื่องที่ใช้เมนบอร์ดของ Gigabyte และ ASUS

UEFI rootkit ที่ยังเป็นปริศนา

ซอฟต์แวร์ Unified Extensible Firmware Interface (UEFI) คือสิ่งที่ใช้เชื่อมต่อระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์กับเฟิร์มแวร์ของฮาร์ดแวร์

UEFI จะถูกเรียกใช้ระหว่างการบูตของคอมพิวเตอร์ก่อนเริ่มระบบปฏิบัติการ และระบบการรักษาความปลอดภัย

มัลแวร์ที่ฝังอยู่ในอิมเมจเฟิร์มแวร์ UEFI จึงไม่สามารถลบออกได้ถึงแม้จะติดตั้งระบบปฏิบัติการใหม่ หรือเปลี่ยนฮาร์ดดิสก์ใหม่ก็ตาม

รายงานจาก Kaspersky ในวันนี้มีรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับ CosmicStrand ตั้งแต่ส่วนประกอบ UEFI จากเครื่องที่ติดมัลแวร์ รวมถึง kernel-level ในระบบ Windows ทุก ๆ ครั้งที่บูต

กระบวนการทั้งหมดประกอบด้วยการตั้งค่า hooks เพื่อแก้ไขการโหลดของระบบปฏิบัติการ และควบคุมโฟลว์การดำเนินการทั้งหมดเพื่อเปิดใช้ shellcode ที่ดึงข้อมูลเพย์โหลดของคำสั่ง และการควบคุมจากเซิร์ฟเวอร์

Mark Lechtik อดีตพนักงานของ Kaspersky ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ Mandiant มีส่วนร่วมในการวิจัย อธิบายว่าอิมเมจเฟิร์มแวร์ที่ถูกโจมตีนั้นมาพร้อมกับไดรเวอร์ CSMCORE DXE ที่ได้รับการดัดแปลงเพื่อจัดการลำดับการบูตของระบบ

นักวิจัยจากจีนเริ่มทำการวิเคราะห์พฤติกรรมดังกล่าวหลังจากที่ได้รับรายงานจากเหยื่อว่าคอมพิวเตอร์ของพวกเขามีการสร้างบัญชีผู้ใช้ใหม่ และซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสแจ้งเตือนการติดมัลแวร์ ซึ่งพบว่าคอมพิวเตอร์เครื่องดังกล่าวใช้เมนบอร์ด ASUS มือสองที่ซื้อมาจากร้านค้าออนไลน์

Kaspersky สามารถระบุได้ว่ารูทคิต CosmicStrand UEFI นั้นติดอยู่ในอิมเมจเฟิร์มแวร์ของเมนบอร์ด Gigabyte หรือ ASUS ที่มีการออกแบบร่วมกันโดยใช้ชิปเซ็ต H81 เป็นฮาร์ดแวร์เก่าระหว่างปี 2556 ถึง 2558 ซึ่งปัจจุบันมีการเลิกใช้แล้ว

ยังไม่ชัดเจนว่า UEFI rootkit นั้นถูกติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ได้อย่างไร เนื่องจากการจะทำแบบนี้ได้ต้องมีการเข้าถึงอุปกรณ์โดยตรง หรืออาจจะผ่านมัลแวร์ที่มีความสามารถติดตั้งลงบนอิมเมจเฟิร์มแวร์ได้

ในรายงานของ Kaspersky ระบุเพิ่มเติมว่าระบบที่พบว่าเคยถูกโจมตีเป็นของเอกชนในจีน, อิหร่าน, เวียดนาม และรัสเซีย ซึ่งไม่สามารถเชื่อมโยงกับองค์กร หรืออุตสาหกรรมได้

อย่างไรก็ตามนักวิจัยได้เชื่อมโยง CosmicStrand กับแฮ็กเกอร์ชาวจีนโดยอิงจากรูปแบบโค้ดที่เห็นใน MyKings cryptomining botnet

Kaspersky กล่าวว่า CosmicStrand UEFI firmware rootkit สามารถอยู่ในระบบได้ตลอดการใช้งานของคอมพิวเตอร์ และถูกใช้ในการดำเนินงานมานานหลายปีตั้งแต่ปลายปี 2559

มัลแวร์บน UEFI กลายเป็นเรื่องปกติ

มีรายงานที่เกี่ยวกับ UEFI rootkit ที่ชื่อ LoJax มาจาก ESET ในปี 2561 และถูกใช้ในการโจมตีโดยแฮ็กเกอร์ชาวรัสเซียกลุ่ม APT28 (aka Sednit, Fancy Bear, Sofacy)

สี่ปีต่อมามีการโจมตีด้วยมัลแวร์ UEFI เพิ่มขึ้น ข้อมูลเกี่ยวกับ MosaicRegressor จาก Kaspersky ในปี 2563 ถูกใช้ในการโจมตีองค์กรพัฒนาเอกชนในปี 2562 ปลายปี 2563 มีข่าวว่าผู้พัฒนา TrickBot ได้สร้าง TrickBoot ซึ่งเป็นโมดูลใหม่ที่ตรวจสอบเครื่องที่ถูกโจมตีเพื่อหาช่องโหว่ UEFI

UEFI rootkit อีกตัวได้รับการเปิดเผยในช่วงปลายปี 2564 ซึ่งถูกพัฒนาโดย Gamma Group ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันการเฝ้าระวัง FinFisher ในปีเดียวกันนั้น ESET มีรายละเอียดเกี่ยวกับ bootkit อีกตัวหนึ่งที่เรียกว่า ESPecter ซึ่งส่วนใหญ่ใช้ในการขโมยข้อมูลตั้งแต่ปี 2555

MoonBounce เป็นหนึ่งในเฟิร์มแวร์ UEFI ที่ล้ำสมัยที่สุดได้รับการเปิดเผยในปีนี้ ถูกใช้โดย Winnti กลุ่มแฮ็กเกอร์ชาวจีน (หรือที่รู้จักในชื่อ APT41)

ที่มา: bleepingcomputer

SonicWall ออกแพตซ์แก้ไขช่องโหว่สำหรับ Analytics และ GMS

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (22 กรกฏาคม 2565) SonicWall ได้ออกแพตซ์อัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ SQL injection (SQLi) ซึ่งส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ Analytics On-Prem และ Global Management System (GMS)

ซึ่งช่องโหว่มีหมายเลข CVE-2022-22280 โดยมี CVSS อยู่ที่ 9.4 ซึ่งทำให้ผู้ไม่หวังดีสามารถโจมตีในรูปแบบ SQL Injection ได้ จาก special elements บางอย่างที่ถูกใช้ใน SQL Command ซึ่งผู้ที่ค้นพบช่องโหว่นี้คือ H4lo และ Catalpa ของ DBappSecurity HAT Lab

ลักษณะของช่องโหว่

หากไม่มีการปิดการใช้งาน SQL Syntax ใน User-controllable inputs ก็จะทำให้ผู้ไม่หวังดีใช้ช่องโหว่นี้ในการทำ SQL Injection เพื่อเข้าถึง หรือจัดการกับข้อมูลที่เก็บอยู่ในฐานข้อมูล รวมถึงสั่งรัน command บนระบบได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบสิทธิ์ของผู้ใช้

ช่องโหว่นี้จะส่งผลกระทบกับ Analytics เวอร์ชั่น 2.5.0.3-2520 และต่ำกว่า รวมถึง GMS เวอร์ชั่น 9.3.1-SP2-Hotfix1 และต่ำกว่า

คำแนะนำ

ขอแนะนำให้องค์กรที่ใช้อุปกรณ์ที่มีช่องโหว่อัปเกรดเป็น Analytics 2.5.0.3-2520-Hotfix1 และ GMS 9.3.1-SP2-Hotfix-2
พิจารณาในการติดตั้ง Web Application Firewall (WAF) เพื่อป้องการโจมตีในรูปแบบ SQL Injection

ที่มา : thehackernews

แฮ็กเกอร์ประกาศขายข้อมูลบัญชีผู้ใช้ Twitter กว่า 5.4 ล้านคนบน Darkweb

Twitter เจอกับปัญหาข้อมูลรั่วไหล หลังจากที่มีผู้โจมตีประกาศขายข้อมูลที่มีหมายเลขโทรศัพท์ และที่อยู่อีเมลของผู้ใช้งานกว่า 5.4 ล้านบัญชี โดยข้อมูลนี้ได้ถูกประกาศขายลงใน Darkweb ในราคา 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ

เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมามีผู้ใช้งาน Darkweb ชื่อว่า “Devil” ได้ประกาศในฟอรั่มของตัวเองว่าฐานข้อมูลที่ขโมยมาได้นั้นมีข้อมูลเกี่ยวกับบัญชีต่าง ๆ รวมถึงคนดัง บริษัทต่าง ๆ และผู้ใช้รายอื่น ๆ แบบสุ่ม

BleepingComputer สอบถามไปยังแฮ็กเกอร์ผู้ประกาศขายข้อมูลได้ระบุว่าพวกเขาใช้ช่องโหว่ในการรวบรวมข้อมูลมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2564 และตอนนี้ข้อมูลที่พวกเขาเสนอขายในราคา 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ ก็มีผู้ที่สนใจติดต่อมาแล้ว

ช่องโหว่นี้ได้ถูกพบโดยผู้ใช้ HackerOne ที่มีชื่อว่า “zhirinovskiy” และได้ส่งรายงานช่องโหว่ให้กับทาง Twitter ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา และหลังจากที่มีการโพสน์รายงานช่องโหว่หลังจากนั้น 5 วัน ทาง Twitter ได้มีการแก้ไขช่องโหว่ดังกล่าวแล้ว และได้ให้รางวัล Bugbounty กับ zhirinovskiy เป็นเงิน 5,040$

ลักษณะการโจมตี

ในส่วนของวิธีการโจมตีนั้น ได้มีการใช้ช่องโหว่ที่ผู้โจมตีสามารถค้นหาบัญชีผู้ใช้ Twitter ได้จากหมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมล ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะปิดฟังก์ชั่นนี้ในตัวเลือกความเป็นส่วนตัว (Privacy option) แล้วก็ตาม โดยช่องโหว่นี้เกิดขึ้นเฉพาะกับ Android client ของ Twitter

ซึ่งทาง zhirinovskiy ก็ได้บอกถึงขั้นตอน และวิธีการโจมตีโดยทำการทดสอบให้ดูดังนี้

ก่อนที่จะเริ่มทำการทดลองให้ทำการ Disable discoverability ในการตั้งค่าบัญชี Twitter ก่อน

1. ในขั้นตอนแรกจะทำการสร้าง LoginFlow โดยส่งคำขอ POST ไปที่ hxxps://api.

ช่องโหว่ Zero-day บน Chrome ถูกใช้เพื่อติดตั้ง spyware บนเครื่องของนักข่าว และบุคคลที่เป็นเป้าหมายในตะวันออกกลาง

กลุ่มแฮ็กเกอร์จากอิสราเอล Candiru ใช้ช่องโหว่ Zero-day บน Google Chrome เพื่อสอดแนมนักข่าว และบุคคลที่เป็นเป้าหมายในตะวันออกกลางด้วยสปายแวร์ 'DevilsTongue' ช่องโหว่ CVE-2022-2294 เป็นช่องโหว่ heap-based buffer overflow ที่มีระดับความรุนแรงสูงใน WebRTC ซึ่งหากโจมตีได้สำเร็จ จะสามารถสั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายบนอุปกรณ์ที่เป็นเป้าหมายได้ โดย Google ออกอัปเดตแพตซ์ Zero-day ดังกล่าวไปแล้วในวันที่ 4 กรกฎาคม ซึ่ง Google ยอมรับว่าช่องโหว่นี้ถูกใช้ในการโจมตีอยู่จริง แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยรายงานจากนักวิจัยจาก Avast ซึ่งค้นพบช่องโหว่ดังกล่าว และเป็นผู้รายงานไปยัง Google เปิดเผยว่าพวกเขาค้นพบช่องโหว่ดังกล่าวหลังจากตรวจสอบการโจมตีด้วยสปายแวร์บนเครื่อง clients จากข้อมูลของ Avast Candiru เริ่มโจมตีโดยใช้ช่องโหว่ CVE-2022-2294 ในเดือนมีนาคม 2022 โดยกำหนดเป้าหมายไปยังผู้ใช้ในเลบานอน, ตุรกี, เยเมน และปาเลสไตน์ โดยผู้โจมตีใช้วิธีการ watering hole ด้วยการโจมตีเพื่อเข้าไปควบคุมเว็ปไซต์ที่เป้าหมายเข้าใช้เป็นประจำ จากนั้นก็ฝัง exploit ที่ใช้สำหรับโจมตี browser ที่มีช่องโหว่ของเป้าหมายที่เข้ามาใช้งานเว็ปไซต์เพื่อติดตั้ง spyware การโจมตีลักษณะนี้ไม่จำเป็นต้องให้เหยื่อคลิกลิงก์ หรือดาวน์โหลดอะไรเลย สิ่งที่พวกเขาต้องการคือให้เหยื่อเปิดเว็บไซต์นั้นๆด้วย Google Chrome หรือ Chromium-based browser ที่มีช่องโหว่เท่านั้น ซึ่งเว็บไซต์เหล่านี้อาจเป็นเว็บไซต์ตามปกติทั่วๆไป หรือเว็บไซต์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้โจมตี และหลอกให้เหยื่อเข้าใช้งานผ่านทาง spear phishing ก็ได้ ในกรณีหนึ่ง ผู้โจมตีทำการโจมตีเว็บไซต์ที่สำนักข่าวในเลบานอนใช้งาน และฝังโค้ด JavaScript ที่เปิดใช้งานการโจมตีแบบ XXS (cross-site scripting) และเปลี่ยนเส้นทางไปยังเซิร์ฟเวอร์ใช้สำหรับโจมตีช่องโหว่บน browser ดังกล่าว

Avast ระบุในรายงานว่า "เมื่อเหยื่อเข้ามาถึงเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้สำหรับโจมตี จะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นเป้าหมายจริงๆหรือไม่ด้วยการตรวจสอบข้อมูลภาษาที่ใช้, timezone, ข้อมูลบนหน้าจอ, ชนิดของอุปกรณ์, ปลั๊กอินบน browser, ข้อมูลบนหน่วยความจำ รวมไปถึงข้อมูล cookie ด้วย" ในกรณีของเลบานอน Zero-day จะช่วยทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรัน shell code ได้สำเร็จ และหลบเลี่ยงการตรวจจับของแซนด์บ็อกซ์ของ chrome เนื่องจากช่องโหว่อยู่ใน WebRTC จึงส่งผลต่อ browser Safari ของ Apple ด้วย อย่างไรก็ตามการโจมตีที่ถูกตรวจพบโดย Avast สามารถทำงานได้บน Windows เท่านั้น หลังจากการติดตั้งครั้งแรก DevilsTongue จะใช้ขั้นตอน BYOVD ("bring your own driver") เพื่อยกระดับสิทธิ์ และกำหนดสิทธิ์การอ่าน และเขียนข้อมูลไปยังหน่วยความจำของอุปกรณ์ที่ถูกโจมตี

สิ่งที่น่าสนใจคือ Avast ค้นพบว่า BYOVD ที่ Candiru ใช้นั้นเป็น Zero-day เช่นเดียวกัน และแม้ว่าช่องโหว่จะได้รับการอัปเดตไปแล้ว แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้ เนื่องจากเวอร์ชันที่ถูกนำมาใช้กับ spyware คือเวอร์ชันที่ยังมีช่องโหว่อยู่นั่นเอง แม้ว่าจะไม่ชัดเจนว่าผู้โจมตีกำหนดเป้าหมายไปที่ข้อมูลประเภทใด แต่ Avast เชื่อว่าผู้โจมตีใช้ข้อมูลดังกล่าวเพื่อศึกษาเกี่ยวกับข่าวที่นักข่าวกำลังค้นคว้าอยู่ ผู้โจมตีเป็นที่รู้จักดีอยู่แล้วในด้านการพัฒนา หรือใช้ Zero-day เพื่อโจมตีบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมาย แต่จากครั้งล่าสุดที่ Candiru ดำเนินการโจมตีถูกเปิดเผยโดย Microsoft และ Citizen Lab จึงทำให้กลุ่มผู้โจมตีได้พัฒนา DevilsTongue ด้วยการโจมตีจาก Zero-days รูปแบบใหม่ตามที่ Avast เปิดเผยในครั้งนี้ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ Apple วางแผนที่จะสร้าง iOS 16 ใหม่ที่เรียกว่า 'Lockdown Mode' ซึ่งจำกัดคุณสมบัติ และการทำงานของอุปกรณ์เพื่อป้องกันการรั่วไหลของข้อมูล หรือลดผลกระทบจากการติดสปายแวร์ให้น้อยที่สุด

ที่มา: bleepingcomputer

 

มัลแวร์ Lightning Framework บน Linux มาพร้อมกับความสามารถที่หลากหลาย

Ryan Robinson ผู้เชี่ยวชาญจาก Intezer ค้นพบมัลแวร์ตัวใหม่บนระบบปฏิบัติการ Linux ในรูปแบบที่ไม่เคยถูกพบมาก่อน โดยครั้งนี้ใช้ชื่อว่า Lightning Framework ความพิเศษคือมันสามารถแก้ไข architecture และติดตั้ง Rootkit บนเครื่องเป้าหมายได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังมีความสามารถอื่นๆอีกมาย เช่น มีการติดต่อกับผู้โจมตีทั้งแบบ Auto และแบบ Active, การเปิด SSH บนเครื่องเป้าหมาย รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนคำสั่งที่ใช้ในการควบคุมเครื่องเหยื่อได้อีกด้วย

ลักษณะการโจมตี

มัลแวร์นี้จะใช้ Downloader โหลด Module ที่ชื่อ kbioset และ kkdmflush ซึ่งทำหน้าที่สำหรับดึงปลั๊กอินอื่นๆอย่างน้อย 7 ชนิดจาก Server ภายนอกมาติดตั้ง ซึ่งปลั๊กอินเหล่านี้จะถูกเรียกใช้ใน Component หลักในเวลาต่อมา

นอกจากจะทำหน้าที่ในการดาวโหลด Module ต่างๆแล้ว Downloader จะทำหน้าที่ปกป้องให้ Module ที่โหลดมาคงอยู่บนระบบได้ด้วย
จากนั้น Module หลักของมัลแวร์จะสร้างช่องทางการติดต่อกับเซิร์ฟเวอร์ command-and-control (C2) เพื่อดึงคำสั่งในการรันปลั๊กอิน ซึ่งมีทั้งคำสั่ง Run PowerShell, อัปโหลดไฟล์ไปยัง C2 Server,เขียนข้อมูลลงในไฟล์ หรือแม้แต่อัปเดต และลบตัวเองออกจากเครื่องเป้าหมาย
สุดท้าย มันจะทำการสร้างสคริปต์สำหรับ Autorun ทำให้ตัวมันทำงานทันทีแม้จะมีการ Reboot ระบบ

สิ่งที่น่าสนใจของ Lightning Framework คือเป็น Framework ขนาดใหญ่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับโจมตี Linux Server โดยเฉพาะ ผู้ใช้งานจึงต้องหมั่นติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ที่มา : thehackernews

Entrust บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านความปลอดภัยดิจิทัลถูกโจมตีโดย Ransomware

Entrust บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านความมั่นคงปลอดภัยดิจิทัล ยืนยันว่าได้รับความเสียหายจากการโจมตีทางไซเบอร์ โดยผู้โจมตีได้เจาะเครือข่าย และขโมยข้อมูลจากระบบภายในออกไป Entrust เป็นบริษัทรักษาความปลอดภัยทางด้าน identity management, บริการเข้ารหัสสำหรับการสื่อสาร, ความปลอดภัยทางด้าน digital payments และ ID issuance solutions การโจมตีครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อองค์กรต่างๆจำนวนมากที่ใช้งาน Entrust สำหรับการจัดการข้อมูลประจำตัว และการตรวจสอบสิทธิ์ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่ามีข้อมูลประเภทใดบ้างที่ถูกขโมยออกไป รวมไปถึงหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลสหรัฐฯ เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ กรมกิจการทหารผ่านศึก กรมวิชาการเกษตร และองค์กรอื่นๆ อีกมากมาย แฮ็กเกอร์เจาะเครือข่ายของ Entrust ได้ในเดือนมิถุนายน เมื่อประมาณสองสัปดาห์ก่อน BleepingComputer ได้รับข้อมูลว่า Entrust ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน และแฮ็กเกอร์ขโมยข้อมูลของบริษัทออกไปด้วยระหว่างการโจมตี อย่างไรก็ตาม จนกระทั่งเมื่อวานนี้ (21 กรกฎาคม 2565 ) การโจมตีดังกล่าวถึงได้รับการยืนยันว่าเกิดขึ้นจริง เมื่อนักวิจัยด้านความปลอดภัย Dominic Alvieri ได้ทวีตรูปการแจ้งเตือนถึงการถูกโจมตีที่ส่งไปยังลูกค้าของ Entrust เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมจาก Entrust CEO Todd Wilkinson ข้อความระบุว่า “เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน บริษัทได้พบว่ามีบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถเข้าถึงระบบบางระบบของเราที่ใช้สำหรับการดำเนินงานภายใน เราพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้มาโดยตลอด”
“ปัจจุบันบริษัทกำลังทำการตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง มีเอกสารบางอย่างถูกนำออกไปจากระบบของเรา บริษัทจะติดต่อกับลูกค้าโดยตรงหากมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่าจะส่งผลต่อความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ และบริการที่ให้กับองค์กรของลูกค้า"
Entrust ให้ข้อมูลกับ BleepingComputer ว่าพวกเขากำลังทำงานร่วมกับ บริษัทรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ชั้นนำ และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อตรวจสอบการโจมตี
"แม้ว่าการสืบสวนจะยังคงดำเนินอยู่ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่พบหลักฐานว่ามีปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์ และการรักษาความปลอดภัยของเรา ผลิตภัณฑ์ และบริการเหล่านี้จะทำงานอยู่แยกจากระบบภายในของบริษัท ซึ่งยังสามารถให้บริการได้ตามปกติ” Entrust ให้ข้อมูลกับ BleepingComputer

กลุ่ม Ransomware
แม้ว่าประกาศ และคำกล่าวของ Entrust กับ BleepingComputer ไม่ได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว แต่ BleepingComputer คาดว่ากลุ่มผู้โจมตีน่าจะเป็นกลุ่มแรนซัมแวร์ที่รู้จักกันดี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีครั้งนี้

ที่มา : bleepingcomputer

 

 

 

 

กลุ่มแฮ็กเกอร์ของหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เริ่มใช้บริการพื้นที่บน Google Drive เพื่อหลบเลี่ยงการตรวจจับ

กลุ่มแฮ็กเกอร์ของหน่วยงานข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) เริ่มใช้บริการพื้นที่บน Google Drive เพื่อนำมาใช้ในการเก็บข้อมูลที่ขโมยมา เก็บมัลแวร์ หรือไฟล์ที่เป็นอันตรายเพื่อใช้ในการโจมตีเหยื่อ และยังมีประโยชน์สำหรับการหลบเลี่ยงการตรวจจับ เนื่องจาก Google Drive เป็นบริการพื้นที่เก็บข้อมูลที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานนับล้านทั่วโลก จึงทำให้การโจมตีโดยเชื่อมโยงกับไฟล์ที่อยู่บน Google Drive อาจไม่ถูกตรวจจับ หรือป้องกัน

กลุ่ม APT29 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Cozy Bear หรือ Nobelium ได้ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวในการโจมตีเมื่อเร็วๆนี้ โดยมุ่งเป้าไปที่ภารกิจทางการทูตของตะวันตก และสถานทูตต่างประเทศทั่วโลกระหว่างต้นเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน 2565

นักวิเคราะห์จาก Unit 42 ผู้พบเห็นแนวโน้มการโจมตีในรูปแบบนี้ระบุว่า “สองแคมเปญล่าสุดของพวกเขาใช้ประโยชน์จากบริการจัดเก็บข้อมูลระบบคลาวด์ของ Google Drive เป็นครั้งแรก”

"การใช้งานที่แพร่หลายของบริการพื้นที่เก็บข้อมูลบนคลาวด์ของ Google Drive บวกกับความไว้วางใจจากผู้ใช้งานหลายล้านคนทั่วโลก ทำให้ Google Drive ถูกนำมาใช้ในการโจมตีด้วยมัลแวร์จากกลุ่ม APT"

ขณะที่ Mandiant ได้เปิดเผยในรายงานเดือนเมษายนที่มีการติดตามหนึ่งในแคมเปญฟิชชิ่งของกลุ่ม APT ว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่กลุ่มแฮ็กเกอร์ APT29 ใช้บริการเว็บไซต์ที่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อวัตถุประสงค์ในการทำเป็น command-and-control (C2) และการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ

เช่นเดียวกับในแคมเปญที่พบโดย Unit 42 ทีมของ Mandiant ยังพบการโจมตีด้วยฟิชชิ่งของกลุ่มแฮ็กเกอร์กับพนักงานขององค์กรทางการทูตต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งสอดคล้องกับผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัสเซียในปัจจุบัน และการกำหนดเป้าหมายของ APT29 ก่อนหน้านี้

เป้าหมายระดับสูงของ APT29

APT29 คือกลุ่มผู้โจมตีที่คาดว่าเป็นหน่วยข่าวกรองต่างประเทศของรัสเซีย (SVR) ที่ดำเนินการโจมตีในรูปแบบ suppy-chain attack กับ SolarWinds ซึ่งนำไปสู่การเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐหลายแห่งในปี 2563

เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยว่าสำนักงานอัยการสหรัฐฯ 27 แห่งถูกละเมิดข้อมูลในระหว่างการถูกโจมตีของ SolarWinds

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 รัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวโทษ SVR อย่างเป็นทางการว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ หลายแห่ง

หลังจากการโจมตีในรูปแบบ suppy-chain attack กับ SolarWinds กลุ่ม APT29 ยังได้ทำการโจมตีเครือข่ายขององค์กรอื่นๆ โดยใช้มัลแวร์ที่ยังไม่เคยถูกตรวจพบมาก่อน เช่น GoldMax Linux backdoor และ TrailBlazer Malware

โดยกลุ่มยังมีการกำหนดเป้าหมายไปที่กลุ่มบริษัท I.T. supply chain จากรายงานที่ Microsoft เปิดเผยเมื่อเดือนตุลาคมว่ามีบริษัทที่โดนโจมตีสำเร็จอย่างน้อย 14 ราย หลังจากการพยายามโจมตีผู้ให้บริการในลักษณะ MSP และผู้ให้บริการระบบคลาวด์ประมาณ 140 รายตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2564

ที่มา: bleepingcomputer, unit42.paloaltonetworks

พบช่องโหว่ RCE ระดับ Critical บน Azure Synapse ทำให้เข้าถึงข้อมูล tenant ของผู้ใช้งานรายอื่นได้

Tzah Pahima นักวิจัยจาก Orca พบช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE) ระดับ Critical บน Azure Synapse Analytics ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึง tenant ของผู้ใช้งานรายอื่นได้ และอื่นๆดังนี้

สามารถขโมย credentials จาก Azure Synapse จาก accounts ของผู้ใช้งานรายอื่น
สามารถเข้าควบคุม Azure Synapse workspaces ได้
สั่งรันโค้ดที่เป็นอันตรายบนเครื่องของผู้ใช้งานรายอื่นภายใน Azure Synapse Analytics service
สามารถขโมย credentials external data sources ของผู้ใช้งานรายอื่น

Azure Synapse Analytics คืออะไร

Azure Synapse Analytics ทำหน้าที่ import และประมวลผลข้อมูลจาก data sources ของผู้ใช้งานเช่น CosmosDB, Azure Data Lake, หรือ external sources Amazon S3 แต่ละ Synapse instance จะถูกเรียกว่า workspace เพื่อที่จะ import data จาก external data source ผู้ใช้งานต้องใส่ credentials และเชือมต่อไปที่ data source ผ่าน Integration Runtimes (เครื่องที่ทำหน้าเชือมต่อ data sources จากหลายๆที่) Integration Runtimes สามารถใช้เป็น self-hosted (on-premise) หรือ hosted บน Azure cloud (Azure Integration Runtimes) ก็ได้

ช่องโหว่ Remote Code Execution (RCE)

ในเครื่อง integration runtimes (self-hosted) นักวิจัยพบช่องโหว่ shell injection RCE (CVE-2022-29972) ใน Magnitude Simba Redshift ODBC connector ที่ถูกใช้โดย Microsoft
โดยที่ shell injection นั้นถูกพบใน SAML authentication plugin ของ connector ซึ่ง code ในส่วนที่มีช่องโหวทำหน้าที่ไว้เปิด browser แต่ผู้โจมตีสามารถ inject shell command ลงไปได้

รวมถึงยังพบช่องโหว่ที่คล้ายกันใน Magnitude Simba:

Amazon Athena ODBC Driver (CVE-2022-29971)
Amazon Redshift JDBC Driver (CVE-2022-30240)
Amazon Athena JDBC Driver (CVE-2022-30239)

การเจาะเข้าเครื่อง shared integration runtime

integration runtime ที่ host บน azure (Azure IR) โดยไม่มี Managed Virtual Network จะเป็นเครื่องที่ถูก share กับผู้ใช้งานหลายราย นักวิจัยพบว่าช่องโหว่ RCE ที่พบบนเครื่อง self-hosted ก็สามารถใช้ได้กับ Azure IR และ Permission ที่ใช้ Run app ก็ได้สิทธิ์เป็น Authority\SYSTEM

หลังจากที่นักวิจัยสามารถเข้าควมคุมเครื่อง Azure IR ได้แล้วยังพบว่าภายในเครื่องยังมี client certificate ที่ใช้ authentication เข้า internal management server ได้อีกด้วย
management server API สามารถ query integration runtimes และ workspace อื่นๆ ที่เป็นของผู้ใช้งานรายอื่น ทำให้นักวิจัยสามารถจะทำอะไรก็ได้กับ workspace ของผู้ใช้งานรวมถึงใช้ช่องโหว่ remote เข้าไปยัง integration runtime ของผู้ใช้งานรายอื่น

วิธีแก้ไข:

สำหรับลูกค้าที่ใช้ Azure Integration Runtime (Cloud) หรือ self-hosted แล้วเปิด auto-updates ไว้แล้ว ไม่ต้องดำเนินการใดๆ
หากยังไม่ได้อัปเดตแนะนำให้อัปเดต Self-hosted Integration Runtimes (SHIRs) เป็น version 5.17.8154.2

ที่มา : orca.