
Apple ได้ปล่อยอัปเดต iOS 18.7.11 และ iPadOS 18.7.11 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Zero-day ใน CoreGraphics ซึ่งผู้โจมตีอาจกำลังนำไปใช้ในการโจมตีแบบเจาะจงเป้าหมายแล้ว
ตามข้อมูลจากหน้าประกาศด้านความปลอดภัยของ Apple ระบุว่า ตัวอัปเดตดังกล่าวซึ่งปล่อยออกมาเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2026 ได้เพิ่มการแก้ไขด้านความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์รุ่นเก่าหลายรุ่น ได้แก่ iPhone XS, iPhone XS Max, iPhone XR และ iPad รุ่นที่ 7
ช่องโหว่ใน CoreGraphics นี้ ถูกระบุหมายเลขเป็น CVE-2026-86950 ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดได้เมื่ออุปกรณ์ทำการประมวลผลไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษ โดย Apple ได้ให้เครดิตแก่ทีม Meta Product Security ในฐานะผู้รายงานช่องโหว่ดังกล่าว
โดยบริษัทเปิดเผยว่า ได้รับทราบรายงานที่ระบุว่าช่องโหว่นี้ 'อาจกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีที่มีความซับซ้อนสูงมาก โดยมุ่งเป้าไปที่บุคคลเฉพาะกลุ่ม' ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชันที่เก่ากว่า iOS 27
ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องโหว่ของการเขียนข้อมูลนอกขอบเขตหน่วยความจำใน CoreGraphics ซึ่งเป็น Component ของ Apple ที่ทำหน้าที่จัดการเกี่ยวกับกราฟิก และเอกสาร โดยช่องโหว่นี้จะเกิดขึ้นเมื่อซอฟต์แวร์เขียนข้อมูลเกินพื้นที่หน่วยความจำที่ได้รับการจัดสรรเอาไว้
Apple แก้ช่องโหว่ Zero-Day บน CoreGraphics
ไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสามารถทำให้เกิดช่องโหว่ดังกล่าว และอาจทำให้ผู้โจมตีสามารถสั่งรันโค้ดได้ภายใต้ Process ที่ได้รับผลกระทบ โดยทาง Apple ได้แก้ไขปัญหานี้ด้วยการเพิ่มการตรวจสอบขอบเขตหน่วยความจำให้รัดกุมยิ่งขึ้น
การอัปเดตเวอร์ชันล่าสุดนี้เป็นการขยายการป้องกันความปลอดภัยไปยังอุปกรณ์รุ่นเก่าด้วย โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว Cybersecurity News เคยรายงานเกี่ยวกับการปล่อยแพตช์แก้ช่องโหว่ Zero-day ใน CoreGraphics สำหรับ iPhone รุ่นใหม่ โดยระบุว่า iOS 26.7.1 และ iPadOS 26.7.1 ได้รับการแก้ไขช่องโหว่หมายเลข CVE เดียวกันนี้ไปแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะนี้ ผู้ใช้งานอุปกรณ์รุ่นเก่าสามารถอัปเดตความปลอดภัยดังกล่าวได้แล้วผ่านทาง iOS 18
คำเตือนของ Apple แสดงให้เห็นถึงการนำช่องโหว่ไปใช้โจมตีแบบเจาะจงเป้าหมาย แต่เอกสารแจ้งเตือนความปลอดภัยที่เผยแพร่ออกมาไม่ได้ระบุชื่อกลุ่มผู้โจมตี ไม่ได้ระบุตัวตนของเหยื่อ และไม่ได้อธิบายว่าไฟล์อันตรายดังกล่าวถูกส่งไปยังอุปกรณ์เป้าหมายด้วยวิธีใด
นอกจากนี้ เอกสารนี้ยังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีจำเป็นต้องอาศัยการโต้ตอบจากผู้ใช้งานหรือไม่ ดังนั้น ข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นการโจมตีแบบ Zero-click หรือเป็นแคมเปญโจมตีวงกว้างที่มุ่งเป้าไปยังผู้ใช้งานทั่วไป
ในการอัปเดตครั้งนี้ยังได้แก้ไขช่องโหว่หมายเลข CVE-2026-65339 ใน Component Audio ด้วยเช่นกัน โดย Apple ระบุว่าแอปพลิเคชันอาจอาศัยช่องโหว่นี้เพื่อทำให้ข้อมูลสำคัญของผู้ใช้งานรั่วไหลได้ ซึ่งบริษัทได้ปรับปรุงการตรวจสอบให้รัดกุมยิ่งขึ้น พร้อมให้เครดิตแก่ Mustafa Calap (@ordinal0 จาก dbg.re) และ Nik Tsytsarkin จาก Meta Red Team X ในฐานะผู้ค้นพบ
ช่องโหว่ความปลอดภัยลำดับที่สาม ซึ่งระบุหมายเลขเป็น CVE-2026-86990 ส่งผลกระทบต่อ CoreMedia โดยอาจทำให้แอปพลิเคชันที่เป็นอันตรายสามารถเข้าถึงกล้องถ่ายภาพได้โดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้ใช้งาน ซึ่ง Apple ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจำกัดการเข้าถึงเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งให้เครดิตแก่ Mustafa Calap ทั้งนี้ ช่องโหว่ทั้งสองรายการหลังไม่ได้ระบุคำเตือนเกี่ยวกับการถูกนำไปใช้โจมตีจริงในเอกสารแจ้งเตือนความปลอดภัยแต่อย่างใด ซึ่งต่างจากรายการของ CoreGraphics
ก่อนหน้านี้ Apple เคยปล่อยอัปเดตเพื่อแก้ไขช่องโหว่ที่ถูกนำไปใช้โจมตีจริงบนอุปกรณ์รุ่นเก่ามาแล้วหลายครั้ง เช่น การปล่อยอัปเดต iOS 12.5.7 เพื่อแก้ไขช่องโหว่บน WebKit ที่ถูกนำไปใช้โจมตี ซึ่งการปล่อยอัปเดตเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า เหตุใดผู้ใช้งานจึงควรหมั่นตรวจสอบ และติดตั้งแพตช์ความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอุปกรณ์ของตนจะไม่ได้รับการอัปเกรดระบบปฏิบัติการ iOS เวอร์ชันหลักอีกต่อไปแล้วก็ตาม
ผู้ใช้งานสามารถตรวจสอบตัวอัปเดตแพตช์ดังกล่าวได้โดยไปที่ Settings (การตั้งค่า) > General (ทั่วไป) > Software Update (รายการอัปเดตซอฟต์แวร์) โดย Apple แนะนำให้สำรองข้อมูลเครื่อง , เสียบสายชาร์จ และเชื่อมต่อ Wi-Fi ให้พร้อมก่อนดำเนินการติดตั้ง
ผู้ใช้งานควรปฏิบัติตามขั้นตอนการอัปเดตของ Apple และตรวจสอบเวอร์ชันที่ติดตั้งให้เรียบร้อยหลังอัปเดตเสร็จสิ้น สำหรับอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบ การติดตั้งอัปเดตนี้จะช่วยปิดช่องโหว่ความปลอดภัยตามที่เปิดเผยไว้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม การติดตั้งแพตช์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าอุปกรณ์เครื่องดังกล่าวเคยถูกเจาะระบบมาก่อนหน้านี้หรือไม่
ที่มา : cybersecuritynews

You must be logged in to post a comment.