FBI แจ้งเตือนการโจมตีแคมเปญ FortiBleed ที่ทำให้ผู้ดูแลระบบไม่สามารถเข้าถึง FortiGate VPN ได้

FBI ได้ออกมาแจ้งเตือนว่ายังพบการโจมตีแคมเปญ FortiBleed อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเป้าหมายไปที่อุปกรณ์ Fortinet FortiGate Firewall และ SSL VPN Gateway ที่เปิดให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต และส่งผลให้ผู้ดูแลระบบไม่สามารถเข้าใช้งานระบบได้

ทั้งนี้ Hacker เข้าถึงอุปกรณ์เป้าหมายเหล่านี้โดยใช้ข้อมูล Login ที่รั่วไหลมาก่อนหน้านี้ หรือข้อมูลที่ได้จากบันทึกของมัลแวร์ infostealer รวมถึงการโจมตีแบบ Credential Stuffing และ Password Spraying

จากนั้น Hacker จะดึงข้อมูลการยืนยันตัวตนเพิ่มเติมจากอุปกรณ์ที่ถูกโจมตี และใช้ระบบประมวลผลแบบกระจายศูนย์ที่ใช้ GPU ร่วมกับซอฟต์แวร์ Hashcat และ Hashtopolis เพื่อ crack ค่า hash ของรหัสผ่านที่ขโมยมา

ข้อมูลจาก FBI ระบุว่า "พบว่ากระบวนการโจมตีแบบ FortiBleed ถูกใช้เป็นช่องทางเริ่มต้นในการเข้าสู่ระบบสำหรับกลุ่ม Ransomware โดยกลุ่มที่ใช้แคมเปญนี้ในการโจมตี ได้แก่ INC/Lynx ransomware และ Payload ransomware"

เหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่ส่งผลกระทบต่อเนื่อง

FortiBleed คือเหตุการณ์ข้อมูล Login ของ Fortinet รั่วไหลครั้งใหญ่ที่ถูกค้นพบในเดือนมิถุนายน 2026 เมื่อ Hacker เปิดเผยเซิร์ฟเวอร์ที่มีชื่อผู้ใช้ และรหัสผ่านแบบ plaintext ของ URL อุปกรณ์ไฟร์วอลล์จำนวน 73,932 รายการ ครอบคลุม 194 ประเทศโดยไม่ตั้งใจ

ข้อมูลดังกล่าวเผยให้เห็นถึงปฏิบัติการรวบรวมข้อมูล Login ขนาดใหญ่ แม้ในขณะนั้นจะยังไม่มีความชัดเจนว่าใช้วิธีการใดในการได้มาซึ่งข้อมูลการตั้งค่าระบบเหล่านั้น

ในเดือนกรกฎาคม 2026 ทาง SOCRadar ได้เชื่อมโยง FortiBleed เข้ากับปฏิบัติการของกลุ่ม INC และ Lynx ransomware หลังจากสามารถเข้าถึงหน้าต่างการเจรจาเรียกค่าไถ่ของทั้งสองกลุ่มบนเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ในแคมเปญโจมตีนี้ได้

จากการนับจำนวนล่าสุดของ SOCRadar พบว่าเหตุการณ์ FortiBleed ส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์จำนวน 86,644 เครื่อง

FBI ระบุว่า ในบางกรณี Hacker จะสร้างบัญชีผู้ดูแลระบบขึ้นมาใหม่ และใช้สิทธิ์ดังกล่าวเพื่อลบบัญชีผู้ดูแลระบบเดิมทิ้ง หรือเปลี่ยนรหัสผ่าน ทำให้เหยื่อไม่สามารถเข้าถึงอุปกรณ์ของตนเองได้

จากนั้น Hacker จะสร้างช่องทางการแฝงตัว (persistence) เพื่อคงการเข้าถึงระบบไว้ และพยายามโจมตีต่อไปยังระบบอื่น ๆ ภายในเครือข่าย

รายละเอียดเกี่ยวกับปฏิบัติการนี้ถูกเปิดเผยหลังจากที่ Hacker ทำ backend server หลุดออกมาสู่สาธารณะโดยไม่ตั้งใจ ทำให้พบโฟลเดอร์ที่เก็บเครื่องมือ และชุดข้อมูลต่าง ๆ

ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการใช้ automated scripts เพื่อสแกนหา  FortiGate SSL VPN portals ที่ให้เข้าถึงได้จากอินเทอร์เน็ต, ระบบถอดรหัสผ่านแบบกระจายศูนย์ที่ใช้ GPU และ scripts สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล Login, การคัดกรองระบบ honeypots, การระบุชื่อองค์กร, รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของเป้าหมายโดยพิจารณาจากรายได้ และโครงสร้างเครือข่าย

นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลยังแสดงให้เห็นถึงการตั้งค่า VPN ที่ใช้งานได้ และรายชื่อเป้าหมาย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า Hacker กำลังนำการเข้าถึงระบบ  FortiGate SSL VPN ที่โจมตีสำเร็จออกมาขาย

FBI เตือนว่า การแก้ไขอาจต้องใช้มากกว่าการแพตซ์ และการรีเซ็ตรหัสผ่านของ Fortinet โดยแนะนำให้จำกัดการเข้าถึงจากภายนอก, Terminate VPN ที่ใช้งานอยู่ทั้งหมด, บังคับใช้ MFA และตรวจสอบ Log เพื่อหาการเปลี่ยนแปลงที่ไม่ได้รับอนุญาต และกิจกรรมที่น่าสงสัย

FBI ยังแนะนำให้บังคับใช้ PBKDF2 สำหรับการจัดเก็บรหัสผ่านผู้ดูแลระบบ ซึ่งมีความแข็งแกร่งกว่า SHA-256 hash แบบเดิมที่ Hacker สามารถถอดรหัสได้ในทางปฏิบัติแบบออฟไลน์

ที่มา : bleepingcomputer.

SonicWall แจ้งเตือนช่องโหว่ SSRF ที่มีระดับความรุนแรงสูงสุดใน SMA1000 gateways

 

SonicWall ปล่อยอัปเดตแพตซ์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ Server-Side Request Forgery (SSRF) ที่มีระดับความรุนแรงสูงสุด (Maximum-severity) บนอุปกรณ์รุ่น SMA1000

ช่องโหว่ดังกล่าวมีหมายเลข CVE-2026-102255 โดยพบใน Appliance WorkPlace interface ของอุปกรณ์รุ่น SMA1000 6210, 7210 และ 8200v แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์กลุ่ม SMA 100 Series หรือระบบ SSL-VPN ที่รันบน Firewall ของ SonicWall

ช่องโหว่นี้มีสาเหตุมาจาก Unintended alternate access-path weakness ซึ่งอาจทำให้ผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่มีสิทธิ์ สามารถทำการโจมตีได้ด้วยกระบวนการที่มีความซับซ้อนต่ำ

SonicWall อธิบายว่า "ด้วยการใช้ช่องทางดังกล่าวในการโจมตี ผู้โจมตีจากภายนอกที่ไม่ผ่านการยืนยันตัวตน อาจสามารถนำช่องโหว่นี้ไปใช้สั่งการให้อุปกรณ์ส่ง Requests แทนตนเอง เพื่อให้เข้าถึงฟังก์ชันการทำงานภายใน และเรียกใช้คำสั่งที่ไม่ได้รับอนุญาตได้"

แม้ว่าทางบริษัทจะยังไม่ได้ระบุว่า ช่องโหว่เหล่านี้กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง แต่ก็ได้แนะนำให้ลูกค้าเร่งทำการอัปเดตแพตช์ที่ปล่อยออกมาเมื่อวันอังคารไปติดตั้งใช้งาน เพื่อบล็อกการโจมตีที่อาจมุ่งเป้าไปยังอุปกรณ์ทั้งในรูปแบบ Virtual และระบบ Physical

ทางบริษัทระบุเพิ่มเติมว่า "SonicWall ขอแนะนำให้ผู้ใช้อุปกรณ์รุ่น SMA1000 ดำเนินการอัปเกรดเป็นเวอร์ชันที่ได้รับการแก้ไขตามที่ระบุเพื่อแก้ไขช่องโหว่เหล่านี้ และในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าช่องโหว่ใด ๆ ที่ได้รับการแก้ไขในแพตช์นี้ กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริงในวงกว้าง"

ปัจจุบัน Shadowserver ซึ่งเป็นหน่วยงาน Internet security threat watchdog ตรวจพบอุปกรณ์ SMA1000 ที่เข้าถึงได้ผ่านอินเทอร์เน็ตมากกว่า 400 เครื่อง แม้ว่าบางเครื่องอาจได้รับการแพตช์ไปแล้วก็ตาม

แม้ว่า CVE-2026-102255 จะยังไม่ถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง แต่ผู้โจมตีมักมุ่งเป้าไปที่ช่องโหว่ของ SMA1000 เนื่องจากเป็น Gateways สำหรับการเข้าถึงจากระยะไกลระดับองค์กร ซึ่งหน่วยงานรัฐบาล, ผู้ให้บริการ MSSPs  และองค์กรขนาดใหญ่หลายแห่ง นิยมใช้เพื่อให้บริการเชื่อมต่อ VPN สำหรับเข้าถึงแอปพลิเคชันภายใน และเครือข่ายขององค์กร

นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา กลุ่มผู้ไม่หวังดีได้ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ SMA1000 หลายรายการในการโจมตีแบบ Zero-day

ในเดือนกรกฎาคม ช่องโหว่ Zero-day ของ SMA1000 จำนวนสองรายการ (CVE-2026-15409 และ CVE-2026-15410) ถูกนำไปใช้ในการโจมตีอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ เพื่อติดตั้งมัลแวร์อย่าง Sou5, OrangeTail และ RootRun ลงบนอุปกรณ์ VPN ที่มีช่องโหว่ ซึ่งทาง CISA ระบุว่า การโจมตีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับกลุ่ม Ransomware

และเมื่อเดือนที่แล้ว SonicWall ยังได้แจ้งเตือนลูกค้าว่าพบผู้โจมตีนำช่องโหว่ Zero-day ใหม่สองรายการ (CVE-2026-83548 และ CVE-2026-83549) มาใช้ในการโจมตีร่วมกันเพื่อรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลบน SMA1000 gateways ที่มีช่องโหว่อีกด้วย

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา CISA ได้เพิ่มช่องโหว่ของ SonicWall จำนวน 19 รายการลงในรายชื่อช่องโหว่ที่กำลังถูกใช้ในการโจมตีจริง โดยในจำนวนนี้มีถึง 13 รายการที่ถูกนำไปใช้ในการโจมตีโดย Ransomware

ที่มา : bleepingcomputer.

ช่องโหว่ใน React Server Components ทำให้เซิร์ฟเวอร์ Next.js ค้างได้ด้วยคำสั่งเดียว

 

พบช่องโหว่ประเภท Denial-of-Service (DoS) ที่มีระดับความรุนแรงสูง ใน React Server Components ซึ่งอาจทำให้เซิร์ฟเวอร์ Next.

เกาหลีใต้สอบสวนเหตุการณ์เจาะระบบธนาคาร ท่ามกลางข้อสงสัยว่าเป็นการโจมตีด้วย AI

คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (Financial Services Commission: FSC) จัดการประชุมฉุกเฉิน หลังจากเกิดเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ต่อเนื่อง ที่มุ่งเป้าไปยังสถาบันการเงินภายในประเทศ (more…)

Signal เพิ่มการรองรับ Local Backup แบบเข้ารหัสบนแอป iOS และแอป Desktop

Signal แอปส่งข้อความที่เน้นความปลอดภัย เปิดตัวเวอร์ชัน 8.30 ซึ่งถือเป็นการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Secure Backups ครบทุกแพลตฟอร์มทั้งหมด ได้แก่ Android, iOS, Linux, macOS และ Windows อย่างครบถ้วน

(more…)

แฮ็กเกอร์โจมตีผ่านช่องโหว่ระดับ Critical ของ Atlassian หลังมีการเผยแพร่โค้ด PoC สู่สาธารณะ

ช่องโหว่ระดับ Critical (CVE-2026-21589) ที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มผลิตภัณฑ์หลายรายการของ Atlassian ซึ่งรวมถึง Jira, Confluence และ Bitbucket กำลังถูกใช้ในการโจมตีโดยไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตน

(more…)

Citrix ออกแพตช์แก้ไขช่องโหว่ Zero-day บน NetScaler SAML ที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง

Citrix ได้ออกแพตช์อัปเดตฉุกเฉินสำหรับช่องโหว่ Denial-of-Service รายการใหม่บน NetScaler ภายใต้หมายเลข CVE-2026-88779 ซึ่งกำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีแบบ Zero-day แล้ว โดยนักวิจัยกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบว่าช่องโหว่นี้สามารถถูกนำไปใช้เพื่อการรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) ได้ด้วยหรือไม่

ช่องโหว่ดังกล่าวเป็นช่องโหว่ประเภท Memory Buffer ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปกรณ์ NetScaler ADC และ NetScaler Gateway ที่เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนแบบ SAML ร่วมกับฟังก์ชัน Gateway หรือ AAA

คำแนะนำด้านความปลอดภัยของ Citrix ระบุว่า ช่องโหว่นี้มีระดับความรุนแรงตามคะแนน CVSS อยู่ที่ 8.7 และได้ถูกนำไปใช้ในการโจมตีแบบมุ่งเป้าไปยังระบบ NetScaler ที่ยังไม่ได้แพตช์แก้ไข ส่งผลให้เกิดสภาวะ Denial-of-Service

Citrix ระบุในบล็อกโพสต์ที่เผยแพร่ออกมาว่า "Citrix ได้ตรวจพบการโจมตีแบบมุ่งเป้าไปยังระบบ NetScaler ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขช่องโหว่ ซึ่งสามารถนำไปสู่สภาวะ Denial of Service ได้"

"หากมีการทำให้เกิดสภาวะดังกล่าวซ้ำ ๆ Service อาจจะไม่สามารถใช้งานได้อย่างต่อเนื่อง จากการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ช่องโหว่นี้ส่งผลกระทบต่อความพร้อมใช้งาน (Availability) ของ Service เท่านั้น และเรายังไม่พบผลกระทบต่อความสมบูรณ์ (Integrity) ของข้อมูลลูกค้าแต่อย่างใด"

ในช่วงเช้าของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา Citrix ได้ปล่อยอัปเดต NetScaler ADC และ NetScaler Gateway เวอร์ชัน 14.1-73.41 และ 13.1-64.28 เพื่อแก้ไขช่องโหว่ zero-day CVE-2026-88779 นี้

สำหรับระบบที่ใช้งานแบบ FIPS ลูกค้าควรอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 14.1-73.41 FIPS ส่วนลูกค้าที่ใช้งาน NetScaler ADC FIPS และ NDcPP บน 13.1 Branch ควรติดตั้งอัปเดตเวอร์ชัน 13.1-37.282

นอกจากนี้ Citrix ยังได้จัดเตรียม Global Deny Lists เพื่อใช้บล็อกการเข้าถึงจาก IP addresses ที่เป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม บริษัทแนะนำให้ลูกค้าทำการติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดที่เพิ่งปล่อยออกมาโดยเร็วที่สุด

ทางบริษัทระบุว่า องค์กรต่าง ๆ สามารถตรวจสอบว่าอุปกรณ์ของตนมีช่องโหว่ดังกล่าวหรือไม่ โดยให้ตรวจสอบว่ามีการตั้งค่าการยืนยันตัวตนแบบ SAML ไว้หรือไม่ ดังนี้

อุปกรณ์ที่ถูกตั้งค่าเป็น SAML SP
add authentication samlAction

หรือ

อุปกรณ์ที่ถูกตั้งค่าเป็น SAML IdP
add authentication samlIdPProfile

องค์กรต่าง ๆ ที่เพิ่งอัปเกรดอุปกรณ์ NetScaler เพื่อแก้ไขช่องโหว่ 2 รายการที่กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีอยู่ขณะนี้ จะต้องทำการอัปเกรดอุปกรณ์อีกครั้งเพื่อแก้ไขช่องโหว่นี้

Citrix แจ้งเตือนว่า "หากได้อัปเกรดระบบ NetScaler ด้วยซอฟต์แวร์เวอร์ชันอัปเดตที่ระบุไว้ในประกาศด้านความปลอดภัยสำหรับ CVE 2026-88771 ถึง CVE 2026-88778 และหากตรวจสอบพบว่าระบบ NetScaler ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ข้างต้น โปรดทำการอัปเกรดระบบอีกครั้ง"

นักวิจัยกำลังตรวจสอบความเป็นไปได้ในการรันโค้ด

แม้ว่า Citrix จะอธิบายว่า CVE-2026-88779 เป็นช่องโหว่ประเภท Denial-of-Service แต่ผู้ดูแลระบบ NetScaler และนักวิจัยด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์กลับพบกิจกรรมที่แสดงให้เห็นว่าช่องโหว่นี้สามารถถูกนำไปใช้เพื่อการรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (Remote Code Execution) ได้

การโจมตีครั้งใหม่นี้ได้รับรายงานครั้งแรกเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากผู้ดูแลระบบ NetScaler รายงานว่า อุปกรณ์ที่เพิ่งได้รับการแพตช์มีอาการ Reboot ตัวเองโดยไม่คาดคิด

ในกระทู้บน Reddit ผู้ดูแลระบบ NetScaler รายหนึ่งระบุว่า ลูกค้าหลายรายที่ใช้งาน NetScaler เวอร์ชัน 14.1-73.37 กำลังประสบปัญหากับการถูกบังคับ Reboot ซ้ำ ๆ แม้ว่าจะติดตั้งอัปเดตความปลอดภัยล่าสุดที่มีในขณะนั้นแล้วก็ตาม

ผู้ดูแลระบบรายอื่น ๆ ก็ได้รายงานพฤติกรรมที่คล้ายคลึงกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งรวมถึงบนอุปกรณ์ที่ถูกติดตั้งระบบใหม่จาก Image ต้นฉบับด้วย กระทู้ Reddit อีกกระทู้หนึ่งระบุว่าโปรเซส nsaaad เกิดการ Crashing ซ้ำ ๆ จนกระทั่งโปรเซส Pitboss ของ NetScaler ทำงานถึงขีดจำกัดการ Restart และส่งผลให้อุปกรณ์ทำการ Reboot ในที่สุด

ในตอนแรกยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า เครื่องมือสแกนหาช่องโหว่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด Bug ใน Firmware ที่เพิ่งปล่อยออกมา หรือผู้โจมตีกำลังใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ใหม่บนอุปกรณ์ NetScaler กันแน่

อย่างไรก็ตาม ผู้ดูแลระบบรายหนึ่งที่กำลังตรวจสอบเหตุการณ์เหล่านี้บนอุปกรณ์ NetScaler เวอร์ชัน 14.1-73.37 พบว่ามีการสร้าง Usernames สำหรับการยืนยันตัวตนที่แฝงคำสั่ง Shell ซึ่งทำหน้าที่ดาวน์โหลด Payload จาก IP address : 213.209.159[.]55 นำมาบันทึกเป็นไฟล์ชื่อ /v และทำการรันไฟล์ดังกล่าว

ตามที่ผู้ดูแลระบบระบุว่า Requests เหล่านี้ปรากฏขึ้นทันทีก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์โปรเซส nsaaad crash ที่ได้รับการยืนยันจำนวน 3 ครั้งบนอุปกรณ์เครื่องหนึ่ง และมุ่งเป้าโจมตีไปที่ SAML authentication factors หลายรูปแบบ

ผู้ดูแลระบบยังเน้นย้ำว่า แม้ข้อมูลใน Logs จะแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการนำช่องโหว่ไปใช้ และเหตุการณ์ Crashes ที่เกี่ยวข้องกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นการยืนยันว่าคำสั่งเหล่านั้นถูกรันสำเร็จแต่อย่างใด

ผู้ดูแลระบบรายอื่น ๆ ได้รายงานถึงรูปแบบการ Crash ของโปรเซส nsaaad และ Pitboss ในลักษณะเดียวกัน ซึ่งรวมถึงบนระบบที่ได้รับการอัปเกรดเป็นเวอร์ชัน 14.1-73.37 แล้วด้วย

ในขณะที่ผู้ดูแลระบบยังคงดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ Crashes ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Citrix ได้เผยแพร่ประกาศด้านความปลอดภัยโดยระบุว่า ทีมวิศวกร และทีมสนับสนุนของบริษัทกำลังติดตามช่องโหว่ใหม่ที่เพิ่งพบ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการยืนยันตัวตนแบบ SAML ในระบบ NetScaler ที่ลูกค้าเป็นผู้ดูแล

ทางบริษัทระบุว่ารูปแบบการตั้งค่าที่ได้รับผลกระทบ จะมีการตั้งค่า authentication samlAction หรือ authentication samlIdPProfile รวมอยู่ด้วยอย่างใดอย่างหนึ่ง และแนะนำให้ลูกค้าที่ประสบปัญหาดังกล่าวติดต่อฝ่ายสนับสนุนของ Citrix

นอกจากนี้ Citrix ยังยืนยันด้วยว่าช่องโหว่ดังกล่าวเป็นคนละช่องโหว่กับช่องโหว่ของ NetScaler ที่เคยเปิดเผยไปก่อนหน้านี้

Kevin Beaumont ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ยังได้รายงานด้วยว่า ระบบ Honeypot ของ NetScaler เวอร์ชัน 13.1 และ 14.1 ที่ได้รับการแพตช์แล้ว เกิดการ Crashing หลังจากได้รับ Requests จาก IP addresses ต้นทางหลายแห่ง โดยเขาอธิบายว่ากิจกรรมดังกล่าวน่าจะเป็นช่องโหว่สไตล์ "PitScaler" อีกตัวหนึ่ง

ในเวลาต่อมา เขาระบุว่ากิจกรรมดังกล่าวน่าจะมีอะไรที่ร้ายแรงกว่าแค่การโจมตีแบบ Denial-of-Service หลังจากที่เขาพบว่าหนึ่งใน Honeypot ที่ได้รับการแพตช์แล้วของเขากำลังรันมัลแวร์ Payload ที่ถูกดาวน์โหลดมา

Beaumont ระบุว่า "บนหนึ่งในระบบ Honeypot ของเรามีการรันไฟล์ Binary มัลแวร์ที่ถูกดาวน์โหลดมา ทั้งสองระบบได้รับการแพตช์แล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นช่องโหว่ใหม่"

"มันกำลังถูกโจมตีแบบ Spray and pray หนึ่งในระบบ Honeypot ไม่มีแม้กระทั่ง SSL certificate ที่ถูกต้องด้วยซ้ำ เพราะได้ปล่อยให้มันหมดอายุไปแล้ว"

Beaumont ยังระบุอีกว่า CVE-2026-88779 ถูกอธิบายว่าเป็น "ช่องโหว่ Memory Overflow ที่นำไปสู่สภาวะ Denial of Service" ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีช่องโหว่ CVE-2025-6543 ที่เคยเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ ซึ่งในตอนแรกก็ถูกระบุลักษณะไว้แบบเดียวกัน ก่อนที่การโจมตีในเวลาต่อมาจะแสดงให้เห็นว่ามันสามารถถูกนำไปใช้เพื่อรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกลได้

watchTowr Labs บริษัท Cybersecurity ยังได้ออกมายืนยันว่าพวกเขาสามารถจำลองการทำงาน (Reproduce) ของช่องโหว่นี้ได้สำเร็จ หลังจากที่ได้เริ่มตรวจสอบรายงานเกี่ยวกับกิจกรรมบนระบบ Honeypot ของ NetScaler

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางเทคนิคเกี่ยวกับวิธีการที่พวกเขาสามารถจำลองช่องโหว่ดังกล่าวได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา CISA ได้เพิ่มหมายเลข CVE-2026-88779 ลงใน Catalog KEV ซึ่งเป็นการยืนยันว่าช่องโหว่นี้กำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีจริง พร้อมทั้งกำหนดให้หน่วยงาน FCEB ดำเนินการแก้ไขเพื่อลดผลกระทบภายในวันที่ 7 ตุลาคม

ที่มา : bleepingcomputer.

GitLab แจ้งเตือนช่องโหว่ RCE ระดับ Critical ใน AI Gateway service

GitLab แจ้งเตือนให้ลูกค้าทำการแพตช์เพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับ Critical ใน AI Gateway service โดยด่วน ซึ่งช่องโหว่นี้อาจทำให้ผู้โจมตีสามารถรันคำสั่งใด ๆ ก็ได้ บน Instances ที่มีช่องโหว่ (more…)

ช่องโหว่ใหม่ใน Dell System Update ที่อาจทำให้แฮ็กเกอร์ได้รับสิทธิ์ Root

Dell ได้ออกแจ้งเตือนลูกค้าให้เร่งอัปเดตแพตช์ช่องโหว่ระดับ Critical ใน Command-line interface (CLI) ของ System Update (DSU) โดยเร็วที่สุด (more…)

CISA แจ้งเตือนช่องโหว่ RCE ระดับ Critical แบบ Pre-auth ใน MikroTik RouterOS

CISA แจ้งเตือนช่องโหว่ด้านความปลอดภัยระดับ Critical รายการใหม่ใน MikroTik RouterOS ซึ่งอาจนำไปสู่การรันโค้ดที่เป็นอันตรายจากระยะไกล (RCE) หรือทำให้เกิด Denial-of-Service (DoS) ได้ (more…)