Logs จากมัลแวร์ Infostealer เผยให้เห็น AI Token ที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำเพื่อ Bypass MFA ได้

 

อาชญากรไซเบอร์กำลังใช้ข้อมูลจาก Infostealer Logs เพื่อยึดบัญชีผู้ใช้งานบริการ AI และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “Stolen Keys” ซึ่งสามารถนำไปใช้เข้าถึงเครื่องมือ และบริการจากผู้ให้บริการโมเดล AI เช่น Google, Anthropic และผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต

มัลแวร์ประเภทขโมยข้อมูล หรือ Information Stealer (Infostealer) เช่น Lumma Stealer และ Vidar ถูกออกแบบมาให้สามารถขโมยข้อมูลจำนวนมากจากเครื่องที่ตกเป็นเหยื่อได้ เช่น ข้อมูลบัญชีผู้ใช้, Credential, Session Token และ API Key

เมื่อข้อมูลเหล่านี้ถูกขโมยออกไปแล้ว กลุ่มผู้โจมตีที่ซื้อมัลแวร์ หรือบริการ Infostealer เหล่านี้จากตลาดใต้ดิน สามารถนำข้อมูลที่ขโมยได้ไปขายต่อในรูปแบบ Stealer Logs บนเว็บ หรือฟอรัมใต้ดิน เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการโจมตีต่อได้

Jeremy Kirk ผู้อำนวยการฝ่าย Threat Intelligence ของ Okta ระบุว่า Session Token และ API Key เป็นข้อมูลที่กลุ่มผู้โจมตีต้องการเป็นพิเศษ เนื่องจากข้อมูลเหล่านี้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ หรือที่เรียกว่า Token Replay เพื่อ bypass การ authentication ที่อาศัย Username และ Password ได้

หากผู้โจมตีสามารถนำ Token ที่ขโมยมา Replay ได้สำเร็จ ผู้โจมตีจะสามารถเข้าถึงบริการ LLM ได้เสมือนว่ามีการ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ทั้งที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ผ่านขั้นตอน Login แต่อย่างใด การใช้ Token ที่เปรียบเสมือนกุญแจสำรอง ทำให้การตรวจจับการใช้งานในลักษณะนี้ทำได้ยากขึ้น แต่ก็ยังสามารถตรวจจับได้

Okta ระบุว่า บริษัทได้วิเคราะห์ข้อมูล Infostealer Dump ขนาด 7 GB ซึ่งถูกเผยแพร่บนช่อง Telegram เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2026 และพบว่า Stealer Log ดังกล่าวมีข้อมูลจากเครื่องที่ติดมัลแวร์จำนวน 5,871 เครื่อง ใน 162 ประเทศ

ในข้อมูลดังกล่าวพบ Authentication Token ที่ยังไม่หมดอายุหลายพันรายการ ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการต่าง ๆ เช่น Google, Microsoft, Anthropic, Amazon, Gamma, Notion, Character[.]ai, Cursor, Poe[.]com และ Pika AI จาก JSON Web Token (JWT) ที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 44,791 รายการ พบว่า 555 รายการ มีแนวโน้มว่าจะเป็น Token ที่ใช้สำหรับ Authentication ของบริการ AI

เช่นเดียวกับ Session Token หาก JWT ยังใช้งานได้ ผู้โจมตีสามารถนำ Token ดังกล่าวไปใช้เพื่อเข้าถึงบัญชีโดยตรง และ ข้ามขั้นตอน Authentication ปกติ ที่ต้องใช้ Username และ Password รวมถึงสามารถ Bypass Multi-Factor Authentication (MFA) ได้อีกด้วย

Okta ยังพบโครงสร้างข้อมูล JSON Web Encryption (JWE) ที่เกี่ยวข้องกับ Authentication จำนวน 2,937 รายการ ซึ่งเป็น JWT ที่ถูกเข้ารหัส Token ส่วนใหญ่คาดว่าออกโดย OpenAI ซึ่งใช้ระบบ NextAuth.js แม้ Token เหล่านี้จะสามารถถอดรหัส และอ่านข้อมูลได้เฉพาะผู้ที่มี Encryption Key แต่ผู้โจมตียังคงสามารถ Replay Token ที่ขโมยมา เพื่อเข้าถึงบัญชีได้ ตราบใดที่ Token เหล่านั้นยังไม่หมดอายุ

โดยรวมแล้ว ข้อมูลที่ถูกขโมยมี JWT และ JWE ที่ยังไม่หมดอายุจำนวน 1,843 รายการ ณ วันที่มีการเผยแพร่ข้อมูล ที่น่ากังวลคือ 17.7% ของ JWT จำนวน 44,791 รายการ พบว่ามีข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personally Identifiable Information (PII) ในรูปแบบข้อความที่อ่านได้โดยตรง เช่น ชื่อ, หมายเลขโทรศัพท์ หรืออีเมล

ประเด็นสำคัญอีกอย่างคือ Session Replay Attack อาจไม่สามารถทำงานได้ หากองค์กรใช้ระบบ IP Allowlisting ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยที่อนุญาตให้มีเฉพาะ Traffic จาก IP Address หรือช่วง IP ที่กำหนดไว้เท่านั้น นอกจากนี้ Google ยังเพิ่มการรองรับ Device Bound Session Credentials (DBSC) ใน Chrome ซึ่งเป็นการผูก Session Token เข้ากับอุปกรณ์ด้วยวิธีการเข้ารหัส ทำให้ Token ที่ถูกขโมยไปไม่สามารถนำไปใช้งานบนเครื่องอื่นได้ง่าย

นอกจาก Credential และ Token แล้ว การวิเคราะห์ Stealer Dump ด้วยเครื่องมือ TruffleHog ยังพบ API Key ที่ยังใช้งานได้ 24 รายการ จากบริการที่เกี่ยวข้องกับ AI จำนวน 4 ราย เช่น Google Gemini, OpenAI, Groq และ OpenRouter หากผู้โจมตีได้ API Key เหล่านี้ไป ก็สามารถนำไปใช้เพื่อจารกรรมข้อมูล (Espionage), ข่มขู่เรียกค่าไถ่ (Extortion) หรือขโมยทรัพยากร (Resource Theft) รวมถึงทำให้เจ้าของบัญชีต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจากการใช้ AI Token จำนวนมาก

การที่ผู้ไม่หวังดีนำ API Key ไปใช้เพื่อเข้าถึง Large Language Model (LLM) ของเหยื่อโดยไม่ได้รับอนุญาต แล้วนำทรัพยากรเหล่านั้นไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง หรือขาย Access ต่อให้กับอาชญากรไซเบอร์รายอื่น เรียกว่า LLMjacking เทคนิคนี้มีลักษณะคล้ายกับการโจมตีที่แอบนำทรัพยากรของเครื่องเหยื่อไปใช้ขุด Cryptocurrency โดยผู้โจมตีเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านทรัพยากร และการประมวลผลตกเป็นภาระของเหยื่อ

เมื่อองค์กรต่าง ๆ หันมาใช้งาน AI เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อมูลที่ถูกขโมยจาก Infostealer จึงกลายเป็นสินค้าที่อาชญากรไซเบอร์สามารถนำไปสร้างรายได้มากขึ้น ปัจจุบันเริ่มพบ ตลาดมืดรูปแบบใหม่ ที่จำหน่ายชุด Token ที่ถูกขโมย รวมถึง Anti-Detect Browser ซึ่งช่วยให้ผู้โจมตีสามารถนำข้อมูล Authentication ที่ขโมยมาไปใช้งานได้โดยหลบเลี่ยงระบบตรวจจับบางประเภท

จากโพสต์บน Telegram ที่ Okta ตรวจพบ มีผู้ขายรายหนึ่งซึ่งไม่เปิดเผยชื่อกำลังขาย Access ไปยังบริการต่าง ๆ เช่น Claude, Cursor, ChatGPT และ Gemini ในราคาที่ถูกกว่าปกติ พร้อมให้บริการ Support ตลอด 24 ชั่วโมง และรับประกันคืนเงินนอกจากนี้ยังมีบริการชื่อ Poison Claude ที่อ้างว่าสามารถให้ Access ไปยังโมเดลของ Anthropic เช่น Opus 4.8, Opus 4.7, Opus 4.6 และ Sonnet 4.6

Okta ระบุว่า การเข้าถึงบัญชีด้วย Session Data ที่ถูกขโมยจำเป็นต้องใช้เครื่องมือเฉพาะทาง โดย Anti-Detect Browser เป็นเครื่องมือที่มีฟีเจอร์สำหรับนำข้อมูล Authentication ที่ถูกขโมยมาใช้ และช่วยหลบเลี่ยง Security Control บางประเภท

เครื่องมืออื่น ๆ เช่น Camoufox ซึ่งเป็น Anti-Detect Browser แบบ Open Source หรือ SeleniumBase ซึ่งเป็นเครื่องมือ Automation สามารถโหลดข้อมูลที่ถูกขโมยจาก sessionStorage และ localStorage ของ Browser จากไฟล์ได้โดยง่าย เครื่องมือเหล่านี้จำนวนมากยังสามารถตั้งค่า Proxy ได้ ทำให้ผู้โจมตีสามารถหลบเลี่ยงระบบตรวจจับ เช่น Impossible Travel Detection หรือระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติที่อาจแจ้งเตือนเมื่อพบการเข้าถึงบัญชีโดยไม่ได้รับอนุญาต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่ Google เปิดเผยว่า บริษัทพบว่าในตลาดอาชญากรรมไซเบอร์มี ผู้ที่ต้องการซื้อบัญชี AI เพิ่มขึ้น และมีผู้ขายบัญชี AI เพิ่มขึ้นเช่นกัน เนื่องจากกลุ่มผู้โจมตีหันมาใช้ AI มากขึ้น ข้อมูลจากฟอรัมใต้ดินแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อมีความต้องการ Credential ของ Claude และ Gemini รวมถึงบริการ Autonomous Coding IDE เช่น Cursor Pro และ Devin

Google Threat Intelligence Group (GTIG) ระบุว่า ต้นทุนของการเข้าถึง AI Model ระดับพรีเมียม และทรัพยากร High-Performance Compute เป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของกลุ่มผู้โจมตีที่ต้องการนำ AI มาใช้งานในระดับจริงจัง สิ่งนี้ทำให้เกิดการโจมตีเพื่อ ขโมยข้อมูล, ดึงข้อมูลออกจากระบบ และขายบัญชี AI เพิ่มมากขึ้นในชุมชนอาชญากรรมไซเบอร์ รวมถึงพบการบุกรุก Cloud Environment ขององค์กรเพิ่มขึ้น เพื่อยึดทรัพยากร Compute ขององค์กรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบ AI โดยองค์กรควร :

  • ป้องกัน และตรวจสอบการนำ Session Token กลับมาใช้ซ้ำ (Session Token Replay)
  • จำกัดขอบเขตการใช้งานของ API Key
  • ใช้ OAuth 2.0 พร้อม Token ที่มีอายุสั้น และหมดอายุอย่างรวดเร็วหากถูกขโมย
  • เฝ้าระวังการเข้าถึง AI Account จากพฤติกรรม หรืออุปกรณ์ที่ผิดปกติ
  • พิจารณาใช้ Authentication ที่ป้องกัน Phishing เช่น Passkeys

Jeremy Kirk จาก Okta กล่าวโดยสรุปว่า เมื่อการเข้าถึง AI Model ระดับสูงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แรงจูงใจในการ ขโมย Access แทนที่จะจ่ายเงินเพื่อซื้อเองก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แม้การใช้ Authentication ที่แข็งแกร่งขึ้น และเทคโนโลยีป้องกัน Phishing เช่น Passkeys จะช่วยลดการยึดบัญชีด้วย Username และ Password ได้ แต่ ยังไม่สามารถป้องกันกรณีที่ Session Token หรือ API Key ถูกขโมย และนำกลับมาใช้ซ้ำได้โดยตรง

ที่มา : thehackernews