
ช่องโหว่ใหม่ในระบบปฏิบัติการ Linux ที่ชื่อว่า 'Looney Tunables' และมีหมายเลข CVE-2023-4911 ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงสิทธิ์ root ได้โดยการใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ buffer overflow ใน dynamic loader ของ GNU C Library
GNU C Library (glibc) คือไลบรารี C ของระบบ GNU และอยู่ในระบบที่ใช้เคอร์เนล Linux โดยส่วนใหญ่ โดยมีฟังก์ชันการทำงานที่จำเป็น รวมถึง system calls ของระบบ เช่น open, malloc, printf, exit และอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการทำงานของโปรแกรมทั่วไป
Dynamic loader ใน glibc มีความสำคัญ เนื่องจากทำหน้าที่ในการเตรียมในการเตรียม และการทำงานของโปรแกรมบนระบบ Linux ที่ใช้ glibc
ช่องโหว่นี้ถูกพบโดยนักวิจัยภัยคุกคามทางไซเบอร์จาก Qualys และถูกเปิดเผยออกมาในเดือนเมษายน 2021 ผ่านการเปิดตัว glibc 2.34 ผ่านคำสั่งที่ถูกอธิบายว่าเป็นการแก้ไขพฤติกรรม SXID_ERASE ในโปรแกรม setuid
Saeed Abbasi - Product Manager จาก Qualys ระบุว่า การโจมตีโดยใช้ช่องโหว่นี้ได้สำเร็จจะทำให้ผู้โจมตีได้สิทธิ์ root อย่างเต็มรูปแบบบน distro ที่สำคัญ เช่น Fedora, Ubuntu และ Debian ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระดับความรุนแรง และลักษณะที่แพร่หลายของช่องโหว่นี้
แม้ว่าขณะนี้จะยังไม่มีการเปิดเผยโค้ดการโจมตี แต่ความง่ายจากการเปลี่ยน buffer overflow ให้เป็นการโจมตีแบบ data-only ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ทีมวิจัยอื่น ๆ อาจจะสามารถสร้าง และเผยแพร่โค้ดของการโจมตีได้ในเร็ว ๆ นี้ จึงทำให้ระบบจำนวนมากตกอยู่ในความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการใช้งาน glibc อย่างกว้างขวางบน Linux distributions ต่าง ๆ
ผู้ดูแลระบบควรให้ความสำคัญกับการอัปเดตแพตซ์
ช่องโหว่นี้เกิดขึ้นเมื่อมีการประมวลผล GLIBC_TUNABLES environment variable ในการติดตั้งเริ่มต้นของ Debian 12 และ 13, Ubuntu 22.04 และ 23.04 และ Fedora 37 และ 38 (Alpine Linux ซึ่งใช้ musl libc จะไม่ได้รับผลกระทบ)
Red Hat ระบุว่า พบ Buffer Overflow ใน dynamic loader ld.so ของ GNU C Library ในขณะที่ประมวลผล GLIBC_TUNABLES environment variable ซึ่งช่องโหว่นี้ทำให้ผู้โจมตีสามารถใช้ GLIBC_TUNABLES environment variable ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เมื่อเปิดใช้ไบนารีที่มีสิทธิ์ SUID เพื่อรันโค้ดด้วยสิทธิ์ที่สูงขึ้น ทำให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ต่ำสามารถใช้ประโยชน์จากช่องโหว่นี้ในการยกระดับสิทธิ์ ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีการโต้ตอบจากผู้ใช้อีกด้วย
Abbasi ระบุเพิ่มเติมว่า "ด้วยความสามารถในการให้สิทธิ์ root เต็มรูปแบบ บนแพลตฟอร์มยอดนิยมเช่น Fedora, Ubuntu และ Debian จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ดูแลระบบที่จะต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร็วที่สุด" โดยถึงแม้ผู้ใช้งาน Alpine Linux อาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ควรให้ความสำคัญกับการอัปเดตแพตซ์ เพื่อให้แน่ใจว่าระบบมีความสมบูรณ์ และปลอดภัย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจัยของ Qualys ได้พบช่องโหว่ด้านความปลอดภัยที่มีระดับความรุนแรงสูงอื่น ๆ บน Linux ที่ทำให้ผู้โจมตีสามารถเข้าถึงสิทธิ์ root ในการกำหนดค่าเริ่มต้นของหลายระบบปฏิบัติการ Linux จำนวนมาก
รวมถึงช่องโหว่ในคอมโพเนนต์ pkexec ของ Polkit (เรียกว่า PwnKit) อีกช่องโหว่หนึ่งใน Kernel filesystem (เรียกว่า Sequoia) และอีกช่องโหว่ใน Sudo Unix (เรียกว่า Baron Samedit)
ที่มา : bleepingcomputer.com

You must be logged in to post a comment.