Toyota Motors ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของญี่ปุ่นประกาศหยุดดำเนินการผลิตรถยนต์ โดยการหยุดการทำงานดังกล่าวเกิดขึ้นจากที่บริษัทซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนสำคัญ Kojima Industries มีรายงานว่าระบบเครือข่ายถูกโจมตีทางไซเบอร์ โดย Kojima Industries เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกของญี่ปุ่นที่มีความสำคัญต่อการผลิตรถยนต์
โตโยต้ากล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ตัดสินใจระงับการทำงานของสายการผลิต 28 แห่งในโรงงาน 14 แห่งในญี่ปุ่น โดยเริ่มในวันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2565 โดยผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นคือการผลิตรายเดือนของโตโยต้าในญี่ปุ่นลดลง 5% ซึ่งคิดเป็นประมาณ 13,000 คัน
บริษัทในเครือของโตโยต้า Daihatsu Motors และ Hino Motors ก็จะหยุดการผลิตเช่นกัน แต่ยังไม่มีการชี้แจงผลกระทบที่แน่นอน
แม้ว่าบริษัท Kojima Industries จะไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลอย่างเป็นทางการใดๆเกี่ยวกับการโจมตีดังกล่าว แต่เว็บไซต์ของบริษัทขณะนี้ยังออฟไลน์อยู่ และสำนักข่าวญี่ปุ่นหลายแห่งอ้างว่าการหยุดชะงักดังกล่าวเกิดจากการโจมตีทางไซเบอร์
ผู้สื่อข่าวชาวญี่ปุ่นได้สอบถามนายกรัฐมนตรี ฟุมิโอะ คิชิดะ ว่าเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการคว่ำบาตรของญี่ปุ่นต่อรัสเซียหรือไม่ โดยนายกรัฐมนตรี คิชิดะกล่าวในขณะนั้นว่ายังไม่มีการยืนยันว่าสาเหตุมาจากเรื่องนี้หรือไม่
สถานการณ์นี้ได้สร้างความท้าทายที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กับโตโยต้าอย่างมาก เนื่องจากมีการใช้ระบบการผลิตแบบลีน หรือ Just in time (JIT) ที่มีมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นแนวทางการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดตั้งแต่ในอดีต
อะไรก็ตามที่เป็นสาเหตุที่ทำให้ซัพพลายเออร์ Kojima ต้องเกิดการชะงักในการผลิต ระบบ JIT ที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้โตโยต้าได้เปรียบนั้นก็ถือว่าเป็นจุดอ่อนในสายการผลิตในปัจจุบันที่ต้องมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีความผันผวน
เนื่องจากยังไม่มีรายละเอียดของข้อมูลการโจมตีที่เกิดขึ้นกับทางซัพพลายเออร์ของบริษัทโตโยต้า ทาง i-secure จึงมีคำแนะนำเพิ่มเติมเบื้องต้นดังต่อไปนี้**
1. รอติดตามรายงานเพิ่มเติมจากทางบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ คอปอร์เรชัน ของเหตุการณ์การโจมตีทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำพฤติกรรมการโจมตีที่แฮ็กเกอร์ใช้ (IOA) หรือ IP, Domain ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตี (IOC) มาทำการป้องกัน และเฝ้าระวังต่อไป
2. อัปเดตแพตซ์ช่องโหว่ต่างๆของระบบให้เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบัน เพื่อป้องกันการถูกโจมตีผ่านทางช่องโหว่ของอุปกรณ์
3. อัพเกรด Antivirus ให้เป็น Version ล่าสุด หรือพิจารณาใช้ Endpoint Protection ที่สามารถป้องกันการโจมตีรูปแบบต่างๆได้ดีขึ้นมากกว่า Antivirus ในแบบเดิมๆ
4. หากมีระบบที่สำคัญที่สามารถมีการเชื่อมต่อเข้ามาได้ผ่านทางหน้าเว็ปไซต์ หรือเว็ปแอพพลิเคชัน ควรมีอุปกรณ์ป้องกันจำพวก Web Application Firewall เพื่อช่วยป้องกันการโจมตีผ่านทางหน้าเว็ปไซต์ หรือเว็ปแอพพลิเคชัน
5. ตั้งค่าการป้องกันในอุปกรณ์ Security ต่างๆให้เป็น Block Mode สำหรับภัยคุกคามที่พบในระดับความรุนแรงสูงขึ้นไป เพื่อป้องกันการโจมตีที่อาจจะเกิดขึ้น
6. ระมัดระวังการเปิดลิงก์ หรือไฟล์แนบแปลกปลอมที่ถูกส่งมาทางอีเมลจากบุคคลภายนอกที่ไม่รู้จัก เพื่อป้องกันการถูกโจมตีจาก Malware ที่แนบมากับลิงค์ หรือไฟล์แแปลกปลอมเหล่านั้น
7. ในกรณีที่มีพนักงานทำงานจากที่บ้าน ควรให้พนักงานใช้คอมพิวเตอร์ที่ถูกควบคุม Policy จากองค์กรเท่านั้น ไม่ควรให้พนักงานใช้คอมพิวเตอร์ส่วนตัว หรือคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานร่วมกับคนที่บ้านในการเชื่อมต่อกลับเข้ามาที่ระบบขององค์กร
ที่มา: bleepingcomputer
