
รัฐเท็กซัสได้ยื่นฟ้อง TP-Link Systems บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอุปกรณ์เครือข่าย โดยกล่าวหาว่าบริษัททำการตลาดหลอกลวงผู้บริโภคว่า Router ของตนมีความปลอดภัย แต่กลับปล่อยให้แฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีนโจมตีช่องโหว่ของ Firmware และเข้าถึงอุปกรณ์ของผู้ใช้งานได้
การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นตามหลังจากการสืบสวนที่เริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2025 โดยอ้างว่า TP-Link ทำให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดด้วยการติดฉลากผลิตภัณฑ์ของตนว่า "Made in Vietnam" ทั้งที่ชิ้นส่วนเกือบทั้งหมดนำเข้ามาจากจีน General Paxton อัยการสูงสุดของรัฐเท็กซัสระบุว่า ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างมาก เนื่องจากกฎหมายของจีนสามารถบังคับให้บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Supply-chain ของจีน ต้องให้ความร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองของรัฐบาล และสามารถสั่งให้ส่งมอบข้อมูลของผู้ใช้งานให้ได้
Paxton ระบุว่า "สัปดาห์นี้ สำนักงานกำลังเปิดฉากชุดปฏิบัติการร่วมเพื่อต่อต้านบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) เพื่อส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ในรัฐเท็กซัส เราจะให้ความสำคัญกับรัฐเท็กซัส และอเมริกาก่อนเสมอ TP-Link จะต้องเผชิญกับบทลงโทษทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด โทษฐานนำความมั่นคงของชาวอเมริกันไปเสี่ยง ขอให้เรื่องนี้เป็นคำเตือนที่ชัดเจนไปยังองค์กรของจีนใด ๆ ที่พยายามบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติอเมริกา"
คำยื่นฟ้องนี้ยังแสดงให้เห็นถึงประวัติความหละหลวมด้านความปลอดภัยที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงช่องโหว่ของ Firmware ที่กลุ่มแฮ็กเกอร์จีนนำไปใช้เป็นเครื่องมือ และการที่ Router ของบริษัทถูกนำไปใช้สร้างเครือข่าย Botnet เพื่อขโมยข้อมูล Credential ขนาดใหญ่ ซึ่งในเวลาต่อมาพบว่ามีความเชื่อมโยงกับการโจมตีแบบ Password-spray
ตามที่ Microsoft ได้รายงานไปเมื่อเดือนตุลาคม 2024 Botnet ดังกล่าว (ที่ถูกติดตามในชื่อ Quad7, CovertNetwork-1658 หรือ xlogin) ถูกสร้างขึ้นจากการแฮ็กเข้าระบบ Router ตามบ้านเรือน และธุรกิจขนาดเล็ก (โดยหลักแล้วคืออุปกรณ์ของ TP-Link) และควบคุมสั่งการโดยกลุ่มผู้ไม่หวังดีชาวจีน
Paxton ระบุเพิ่มเติมว่า "แม้จะมีการกล่าวอ้างถึงความเป็นส่วนตัว และความปลอดภัย แต่ผลิตภัณฑ์ของ TP-Link กลับถูกกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน นำไปใช้เพื่อเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีทางไซเบอร์ต่อสหรัฐอเมริกาหลายต่อหลายครั้ง"
"ด้วยชิ้นส่วนผลิตภัณฑ์เกือบทั้งหมดที่นำเข้ามาจากจีน การที่ TP-Link จงใจหลอกลวงชาวเท็กซัสเกี่ยวกับสัญชาติ, ความเป็นส่วนตัว และประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของอุปกรณ์เครือข่ายของตน จึงไม่เพียงแต่ผิดกฎหมายเท่านั้น แต่มันยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจทำให้เกิดการลักลอบสอดแนม และเอาเปรียบผู้บริโภคชาวเท็กซัสอีกด้วย"
ขณะนี้ Paxton กำลังดำเนินการเรียกร้องค่าปรับทางแพ่ง และขอคำสั่งศาลเพื่อบังคับให้ TP-Link ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของอุปกรณ์ว่ามาจากประเทศจีน และต้องยุติการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้บริโภคโดยที่ไม่ได้รับการยินยอมแบบแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
หน่วยงานระดับรัฐบาลกลางเคยแจ้งเตือนถึงช่องโหว่ใน Hardware ของ TP-Link ที่ถูกนำไปใช้ในการโจมตีมาก่อนหน้านี้ และปัจจุบัน CISA ได้ระบุช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของ TP-Link จำนวน 6 รายการ ไว้ใน KEV Catalog แล้วว่ากำลังถูกนำไปใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์จริง
ในเดือนธันวาคมปี 2024 มีรายงานว่ารัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะสั่งแบน Router ของ TP-Link โดยมีกระทรวงยุติธรรม, กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ กำลังร่วมกันสืบสวนประเด็นนี้ และมีสำนักงานของกระทรวงพาณิชย์อย่างน้อยหนึ่งแห่งได้ออกหมายเรียกไปยังบริษัทแล้ว
ล่าสุดเมื่อเดือนธันวาคมปี 2025 อัยการสูงสุดของรัฐเท็กซัสได้ยื่นฟ้องผู้ผลิตโทรทัศน์รายใหญ่ 5 ราย (ได้แก่ Sony, Samsung, LG รวมถึงบริษัทสัญชาติจีนอย่าง Hisense และ TCL - Technology Group Corporation) โดยกล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ลักลอบเก็บข้อมูลของผู้ใช้งานอย่างผิดกฎหมาย โดยใช้เทคโนโลยี Automated Content Recognition (ACR)
โฆษกของ TP-Link ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว BleepingComputer โดยระบุว่า ข้อกล่าวหาของ General Paxton อัยการสูงสุดแห่งรัฐเท็กซัสนั้น "ไม่มีมูลความจริง และจะได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นความเท็จ" โดยระบุว่าทั้งรัฐบาลจีน และพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CCP) ไม่ได้มีอำนาจในการควบคุมบริษัท, ผลิตภัณฑ์ หรือข้อมูลของผู้ใช้งานแต่อย่างใด พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ทั้งหมดนั้นถูกจัดเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของ Amazon Web Services
"TP-Link Systems Inc. เป็นบริษัทอเมริกันที่เป็นอิสระ ทั้งรัฐบาลจีน และพรรค CCP ไม่ได้เป็นเจ้าของ หรือมีอำนาจควบคุมใด ๆ เหนือ TP-Link, ผลิตภัณฑ์ หรือข้อมูลผู้ใช้งานของบริษัท Jeffrey Chao ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ TP-Link พำนักอยู่ในเมืองเออร์ไวน์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และไม่เคยเป็นสมาชิกของพรรค CCP แต่อย่างใด"
"เพื่อรับประกันความปลอดภัยในระดับสูงสุด การดำเนินงานหลัก และโครงสร้างพื้นฐานของเราตั้งอยู่ภายในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด และข้อมูลเครือข่ายของผู้ใช้งานในสหรัฐฯ ทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้อย่างปลอดภัยบนเซิร์ฟเวอร์ของ Amazon Web Services เราจะยังคงปกป้องชื่อเสียงของเราอย่างเต็มที่ ในฐานะผู้ให้บริการการเชื่อมต่อที่ปลอดภัย และได้รับความไว้วางใจสำหรับครอบครัวชาวอเมริกัน"
ที่มา : bleepingcomputer

You must be logged in to post a comment.